|
||||||||||||||
|
ก.ล.ต.ป้อนข้อมูลฟัน
'ทักษิณ' ซุกหุ้น
กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 "ก.ล.ต." ชงข้อมูลสอบหุ้นกลุ่มชิน คอร์ป ให้ "ป.ป.ช.-สตง.-สรรพากร-คตส." สอบหาความผิด 2 ปมใหญ่อินไซเดอร์หุ้นแอดวานซ์ และกรณี "ทักษิณ-พจมาน" โอนหุ้น 5 บริษัทให้วินมาร์คเข้าข่ายซุกหุ้นหรือไม่ "ธีระชัย" เผยได้รับข้อมูลจากที่ปรึกษาการเงิน เตรียมทำเฮียริ่งการใช้กฎหมายนอมินี และบังคับผู้ถือหุ้นใหญ่เปิดข้อมูลการขายหุ้นต่อสาธารณชน ด้านอนุกรรมการ คตส.เรียก "วรพจน์" สอบปากสำคัญตัวแทนขายเครื่องซีทีเอ็กซ์ โยงใยต้นตอ พร้อมสอบเส้นทางจ่ายเงิน 600ล้านบาท นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า ในการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น หรือชิน คอร์ป ให้กับกลุ่มเทมาเส็กว่า ก.ล.ต.ได้ส่งข้อมูล และขบวนการที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ให้กับ 4 หน่วยงานหลักแล้ว ซึ่งได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กรมสรรพากร และ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการตรวจสอบหาความผิดต่อไป "หน้าที่ของ ก.ล.ต.ในการตรวจสอบตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เสร็จสิ้นแล้ว แต่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการซุกหุ้น และภาษีที่ ก.ล.ต.ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้อง ดังนั้นเราต้องส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ซึ่งหลักฐานที่ส่งไป จะเป็นการลำดับเหตุการณ์ของการซื้อขายที่เกิดขึ้น แต่จะไม่ใส่ความเห็น ซึ่งหากหน่วยงานดังกล่าว มีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามมาได้" นายธีระชัย กล่าว ในส่วนของ ก.ล.ต.กำลังดำเนินการตรวจสอบ และหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลภายในการซื้อขายหุ้น หรืออินไซเดอร์ เทรดดิ้ง หุ้นบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANCE และกรณีของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ SC เดินหน้าสอบอินไซเดอร์หุ้นแอดวานซ์ นายธีระชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นชิน คอร์ป นั้น ยังมีประเด็นที่ ก.ล.ต.ยังไม่ได้สรุปความผิดก็คือ การใช้ข้อมูลภายในการซื้อขายหุ้น ADVANC เพราะนอกจากได้ตรวจพบว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้ขายหุ้นออกมาแล้ว ยังพบว่ายังมีการขายหุ้นจากต่างประเทศออกมาอีกจำนวนมาก ซึ่งตรวจสอบว่าหุ้นดังกล่าว เป็นของกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ส่วนกรณีของบริษัท เอสซี แอสเสท จะเกี่ยวกับการยื่นไฟลิ่งนำหุ้นเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์ว่า กองทุนต่างประเทศที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ นอมินีของของตระกูลชินวัตร หรือไม่ เจาะหาปมซุกหุ้น "เอสซี" รายงานระบุว่า ข้อมูลที่สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบนั้น จากข้อมูลตั้งแต่ 2 สิงหาคม 2543 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้โอนหุ้น 5 บริษัท มูลค่าประมาณ 900 ล้านบาท ให้แก่บริษัท วินมาร์ค ที่จดทะเบียนตั้งบริษัทที่เกาะบริติช เวอร์จิน 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท โอเอไอ พร็อพเพอร์ตี้ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546 และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน ในวันที่ 23 สิงหาคม 2546) บริษัท พีที คอร์ปอเรชั่น บริษัท เอสซีเค เอสเตท บริษัท เอส ซี ออฟฟิศ ปาร์ค และเวิร์ธ ซัพพลายส์ ทั้งนี้วินมาร์ค ถือหุ้น 5 บริษัทดังกล่าว ได้เพียง 3 ปี จนเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 กลับโอนหุ้นบริษัทที่มีกิจการที่ดีที่สุด คือ บริษัท โอเอไอ พร็อพเพอร์ตี้ หรือ เอสซี แอสเสท ให้แก่กองทุน "VALUE ASSETS FUNDS LTD " ซึ่งจัดตั้งขึ้นในประเทศมาเลเซีย และกองทุนดังกล่าวถือหุ้นบริษัทเพียงประมาณ 3 สัปดาห์ ในวันที่ 1 กันยายน 2546 ได้โอนหุ้นให้แก่ OVERSEAS GROWTH FUND INC.และ OFFSHORE DYNAMIC FUND INC. ทั้งนี้ 3 กองทุนดังกล่าวมีที่อยู่เดียวกัน คือ L1, LOT7, BLK F, SAGUKING COMMERCIAL BLDG. LALAN PATAU-PATAU, 87000 LABUAN FT, MALAYSIA "กรณีของบริษัท เอสซี แอสเสท พบว่ามีข้อมูลบางประเด็นที่ต้องสืบต่อ เช่น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เอสซี เนื่องจากก่อนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีการระบุว่าเป็นของครอบครัวชินวัตร แต่หลังจากที่ยื่นไฟลิ่ง พบว่าเป็นกองทุนต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นแทน "นายธีระชัย กล่าว สอบแอสเซท พลัส ฐานะที่ปรึกษา ทั้งนี้ ก.ล.ต.ได้สอบถามไปยัง บล.แอสเซท พลัส ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในช่วงที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด ก็ได้รับทราบข้อมูลในเบื้องต้น แต่ ก.ล.ต.ก็ยังไม่เชื่อ จึงต้องไปหาข้อมูลภายนอกมาประกอบเพื่อยืนยันว่า เป็นจริงตามที่ปรึกษาทางการเงินกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนก็สามารถดำเนินการเอาผิด กับที่ปรึกษาทางการเงินได้ เพราะถือว่าเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย นายธีระชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาในการตรวจสอบของก.ล.ต.ก็คือการใช้นอมินีในการถือหุ้นบริษัทจดทะเบียน ซึ่ง กฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่สามารถที่จะบังคับให้บริษัทเปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริงได้ ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีแอมเพิล ริช ฝ่ายกฎหมายก็มีการหารือกันและอาจจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์กับหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามความเห็นเกี่ยวกับการนำกฎหมายนอมิมีมาใช้ เพราะปัจจุบันมีเพียงประเทศแคนาดา แห่งเดียวเท่านั้นที่สามารถบังคับให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยคนที่ถือหุ้นผ่านนอมินี นอกจากนี้ก็จะมีการทำประชาพิจารณ์กรณีการให้ผู้ถือหุ้นใหญ่มีการเปิดเผยข้อมูลการขายหุ้นต่อสาธารณชน เช่นเดียวกับบริษัทจดทะเบียนที่มีการแจ้งข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์ เพราะที่ผ่านมากรณีของชิน คอร์ป ผู้บริหารบริษัทปฏิเสธมาตลอดว่า ว่าไม่ทราบเรื่อง เช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นใหญ่ก็มีการปฏิเสธผ่านสื่อเช่นกัน แต่เราไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ "ทั้งประเด็นของนอมินี และการให้ผู้ถือหุ้นใหญ่เปิดเผยข้อมูล จะต้องทำเฮียริ่ง เพราะมีคนที่เกี่ยวข้องมาก และมีทั้งข้อดีข้อเสีย หากได้ข้อสรุปแล้วก็จะมีการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งคงต้องใช้เวลา" เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าว เรียก "วรพจน์" สอบปากคำซีทีเอ็กซ์วันนี้ นายต่อตระกูล ยมนาค โฆษกคณะอนุกรรมการรตรวจสอบกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 ในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) กล่าวว่า นายวรพจน์ ยศะทัตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แพทริออท บิสซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 ของบริษัท อินวิชั่น เทคโนโลยี จะมาให้การและบันทึกปากคำในฐานะพยานต่ออนุกรรมการ ส่วนประเด็นที่อนุกรรมการจะสอบถามนายวรพจน์ คงเป็นเรื่องทั่วไปที่มีการพูดถึงกันในที่สาธารณะ แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ว่าเป็นเรื่องใดบ้าง เพราะจะขัดกับแนวทางการสอบสวน เบื้องต้นได้ประสานกับนายวรพจน์ว่า หลังจากสอบปากคำเสร็จ ขอให้นายวรพจน์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วย เพราะนายวรพจน์เป็นคนหนึ่งที่พูดเรื่องการคอร์รัปชันได้ดี การสอบปากคำนายวรพจน์ครั้งนี้ จะมีนายอำนวย ธันธรา กรรมการ คตส. ที่รับผิดชอบการตรวจสอบกรณีการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 และพ.ต.อ.ชัยทัศน์ รัตนพันธุ์ รอง ผบก. ชุดสืบสวนสอบสวน ข้อเท็จจริง 5 ส่วนสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง จต. ในฐานะอนุกรรมการ ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน โดยจะบันทึกคำให้การของนายวรพจน์ในประเด็นต่างๆ เพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลต่อไป มุ่งเส้นทางจ่ายเงิน 600 ล้าน แหล่งข่าวจาก คตส. กล่าวว่า ประเด็นที่อนุกรรมการจะสอบถามนายวรพจน์ ทุกประเด็นตั้งแต่การเข้าไปเป็นตัวแทนของบริษัท อินวิชั่น เทคโนโลยี รวมทั้งการสาธิตเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 ให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูที่สนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 ก่อนหน้าที่คณะกรรมการบริหารการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(กทภ.) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 ที่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะอนุมัติงบประมาณ 4,500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบขนส่งกระเป๋าสัมภาระให้เป็น Single System พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนระบบตรวจสอบความปลอดภัยเป็นแบบ 100% Hold Baggage Inline Screening System นอกจากนี้ อนุกรรมการจะซักถามนายวรพจน์ เรื่องเส้นทางเงินที่ได้รับจากการทำสัญญาซื้อขายเครื่องซีทีเอ็กซ์ กับกลุ่มไอทีโอ ว่านายวรพจน์นำไปใช้อะไรบ้าง โดยเฉพาะเงินจำนวน 600 ล้านบาท ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยตรวจสอบพบว่า นายวรพจน์ได้นำเงินไป ซื้อที่ดิน ซื้อต้นลีลาวดี ซื้อรถยนต์ ส่วนการซื้อที่ดินของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อนุกรรมการซักถามเรื่องบทบาท อำนาจหน้าที่ ตำแหน่งทางการเมือง เช่น การเป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภารกิจขององค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ของรัฐจะมีการตรวจสอบอย่างไร นอกจากนี้ อนุกรรมการถามถึงบทบาทของนายกฯ ในการดูแลธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ด้วย เพราะงานและภารกิจของ ธปท.นายกฯ จะเป็นผู้กำหนดนโยบาย กล่าวคือในกระทรวงทบวง กรม นายกฯ จะเป็นผู้ตรวจสอบ ติดตามนโยบาย ผ่านทางรัฐมนตรีต่างๆ แต่ในระดับเจ้าหน้าที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี หากเรื่องใดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐมนตรีจะเป็นผู้รายงานให้นายกฯ รับทราบ นายชวน กล่าวอีกว่า อนุกรรมการถามว่าปกติต้องรายงานหรือไม่ ซึ่งตนบอกว่าปกติขึ้นอยู่กับมติ ครม. หากมติ ครม.กำหนดให้รัฐมนตรีกระทรวงใดต้องรายงานผลงานภายในกี่เดือน กี่วัน หากไม่มีมติ ครม.ก็ไม่ต้องรายงาน อย่างไรก็ตาม โดยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น จะกำหนดให้รัฐบาลแถลงผลงานประจำปี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่รัฐมนตรีที่ต้องรายงานให้นายกฯรับทราบโดยตรงเพื่อเสนอต่อสภา สมัยที่เป็นนายกฯ ก็เคยคุยกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เป็นประจำ ส่วนผู้ว่าการ ธปท.จำได้ว่าเคยพบ แต่จะพบเมื่ออยากรู้ปัญหาก็จะไปถาม โดยทั่วไปแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเป็นผู้รายงานรวมทั้งชี้แจงต่อสภาด้วย เมื่อถามว่าตามหลักนายกฯ มีสิทธิดูแลกองทุนฟื้นฟูหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เรื่องการซื้อขายที่ดินไม่เกี่ยวกับตน และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูเกิดขึ้นเมื่อปี 2528 ส่วนมุมมองเกี่ยวกับการทำสัญญา กับหน่วยงานของรัฐนั้น อนุกรรมการได้สอบถามความขัดแย้งของผลประโยชน์ จึงตอบไปว่าโดยหลักแล้ว เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ชอบ แต่จะถูกหรือผิดกฎหมายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง "ชวน" หอบจริยธรรมการเมืองแจก คตส. "ผมได้นำระเบียบเรื่องจริยธรรม และคุณธรรมของข้าราชการการเมืองไป คณะอนุกรรมการไม่เคยเห็นมาก่อน ระเบียบนี้ออกมาเมื่อปี 2543 เป็นมติครม.ขณะนั้น เป็นเรื่องทั่วไปที่ผมนำมาให้ดูว่า อะไรคือสิ่งที่ข้าราชการการเมือง สมควรที่จะปฏิบัติ ซึ่งมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยในหลักไม่ได้เขียนเอาไว้ในแง่กฎหมาย แต่เป็นหลักกว้างๆ ตอนหลังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครทราบเพราะไม่มีใครนำมาปฏิบัติ ไม่มีโทษอะไร" นายชวน กล่าว
|