หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ครม.อนุมัติร่างกฎหมายสถาบันการเงิน

กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงิน ให้อำนาจแบงก์ชาติ คุมสถาบันการเงินเบ็ดเสร็จ สามารถสั่งถอนใบอนุญาตได้ทันที รวมทั้งเป็นผู้ให้คำแนะนำกรณีให้ใบอนุญาตตั้งแบงก์ใหม่อีกด้วย ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.วานนี้ (28 พ.ย.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.....ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งเพื่อให้มีการรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และให้ความคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้กำหนดนิยาม ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย และธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นลูกค้าของต่างประเทศ ให้สอดคล้องตามแผนปฏิรูประบบสถาบันการเงิน และให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับกับการประกอบกิจการ ที่มีลักษณะเป็นการรับฝากเงิน รับเงินจากประชาชน ให้สินเชื่อ หรือธุรกิจทางการเงิน โดยกิจการนั้น มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และไม่มีกฎหมายควบคุมเป็นการเฉพาะ

นอกจากนี้กฎหมายฉบับดังกล่าวยังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการ พ.ร.บ.ฉบับนี้ และให้ ธปท.มีหน้าที่ชี้แจงการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินหรือการเข้าควบคุมสถาบันการเงินต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา เมื่อได้รับแจ้งให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ ธปท.รายงานต่อ รมว.การคลังทราบโดยไม่ชักช้า

ในหมวดการกำกับสถาบันการเงิน กำหนดให้ ธปท.มีอำนาจในการกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพันหรือตัวแปรและความเสี่ยงอื่นๆ รวมทั้งกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลในส่วนของเงินกองทุน ตามข้อกำหนดในหลักเกณฑ์ของมาตรฐานสากล ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังให้ ธปท. กำหนดประเภทธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสถาบันการเงินสามารถทำได้ ให้ประกาศข้อมูลอัตราดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสถาบันการเงินที่สำคัญ เช่น การขายหรือโอนกิจการ ส่วนการควบรวมกิจการ ต้องขอความเห็นชอบจาก ธปท. และรายงานต่อ รมว.การคลัง

ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน กรณีที่ตรวจพบว่าสถาบันการเงิน ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง หรือด้านการดำเนินการอื่นๆ ให้ ธปท.มีอำนาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง กับสถาบันการเงินได้ทันที เช่น การดำเนินการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ธปท.มีอำนาจสั่งให้ลดทุนหรือเพิ่มทุน ระงับดำเนินการชั่วคราว

การถอดถอนกรรมการ การควบคุมสถาบันการเงินหรือการเพิกถอนใบอนุญาต หรือกรณีที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ได้กำหนดแนวทางไว้ 3 ขั้นตอน คือ หากเงินกองทุนต่ำกว่าอัตราที่กำหนด ต้องเสนอโครงการแก้ไขฐานะต่อ ธปท. กรณีเงินกองทุนต่ำกว่า 60% ของอัตราที่กำหนด ธปท.สามารถดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่กฎหมายกำหนด และหากเงินกองทุนต่ำกว่า 35% ของอัตราที่กำหนดให้ ธปท.สั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้

การจัดตั้งและรับใบอนุญาตของสถาบันการเงิน ให้เป็นอำนาจของ รมว.การคลัง โดยคำแนะนำของ ธปท.ส่วนการขอเลิกกิจการ การเพิกถอนใบอนุญาตให้เป็นอำนาจของ ธปท. และหลังเพิกถอนใบอนุญาตแล้วให้ ธปท.รายงานรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มีกระแสต่อต้านของข้าราชการกระทรวงการคลังร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินฉบับนี้ โดยเรียกตัวเองว่า “คนที่ไม่ลืมวิกฤติปี 2540” และออกหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชนในหัวข้อ “10 ปีผ่านไป เราเรียนรู้บทเรียนจากวิกฤติสถาบันการเงินแค่ไหน ประชาชนได้อะไรจากกฎหมายสถาบันการเงินฉบับใหม่”

โดยระบุว่า แม้ในความเป็นจริง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง และนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน จะยังไม่ได้ทำความเสียหายก็ตาม แต่งานของ ธปท.ที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประเทศอย่างมากเช่นนี้ ต้องมีระบบคานอำนาจ และถ่วงดุลให้เพียงพอ