หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ถึงคราวจริยธรรมต่ำทราม

ฟอกดำเป็นขาว : วรเทพ ไวทยาวิโรจน์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

อีกประมาณ 10 วัน ก็ถึงคราวที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะสำแดงพฤติกรรมของการตัดสินใจว่า จะพิจารณาพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่ง ฉบับแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ในทิศทางใดจะให้ผ่าน หรือจะให้ตกไปความจริงข้อปุจฉาของการนำเอาหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ที่ได้รับการตัดสินแล้วว่าผิดกฎหมายมาแต่งตัวใหม่ ให้ถูกกฎหมายได้เป็นประเด็น TALK OF THE TOWN อย่างกว้างขวางในทุกระดับ แต่ที่จำเป็นจะต้องขอหยิบมาร่วมสังฆกรรมด้วย ก็เพราะตกใจกับ POLL ของผลสำรวจที่กรุงเทพโพลแสดงผลออกมา มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้จัดทำกรุงเทพ POLL โดยสำรวจจากตัวอย่างกว่า 1,000 ราย ผลการสำรวจออกมาว่าร้อยละ 70.4 เห็นว่าควรคงหวยบนดินไว้ แม้แต่จะขอลดการออกหวยจากเดือนละ 2 ครั้งเหลือ 1 ครั้ง ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 45.2 ก็ไม่เห็นด้วย แม้กระทั่งเมื่อถามว่าการที่รัฐบาลยกเลิกการออกหวยบนดินชั่วคราวเพียง 2 งวด ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 61.5 ก็ตอบว่าไม่เห็นด้วยจากข้อมูลดังกล่าว แม้จะคิดว่าการเก็บตัวอย่างอาจเป็นไปได้ว่าเก็บข้อมูลจากประชากร ที่มีองค์ประกอบเล่นหวยเป็นสำคัญ และจำกัดในวงแคบแต่ในกทม.

แต่เมื่อเป็นผลสำรวจของมหาวิทยาลัย ก็ต้องเชื่อไว้ก่อนว่าน่าจะมีความถูกต้องทางวิชาการค่อนข้างสูง ซึ่งจากตัวเลขที่แสดงออกจะเห็นว่าคนไทยเรายังคงมีนิสัยชอบ "ได้-เสีย" และชอบ "รวยทางลัด" อยู่อย่างมั่นคง ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากสำหรับอนาคตของประเทศที่จะก้าวต่อไปในยุคโลกาภิวัตน์

การเล่นหวยเป็นเรื่องที่ไม่ก่อเกิดผลผลิตใดๆ (Un productive) ดังนั้น จึงไม่มีบทบาทใดๆ ที่จะทำให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นมาได้ เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนมือถ่ายเทเงินจาก จุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ทราบว่าเหตุใด กระทรวงการคลัง จึงเห็นดีเห็นงามที่จะยังให้คงการเล่นหวยอยู่ เพราะเมื่อมีข้อวินิจฉัยว่าผิดกฎหมาย น่าจะฉวยโอกาสทองประกาศเลิกไปเสียที แต่กลับไปคิดว่าเกรงคนที่ขายหวยจะเดือดร้อน เกรงคนที่เคยแทงหวยจะ "ลงแดง"

ความคิดในการบริหารงานแบบนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับผู้บริหารที่มีคุณธรรม เพราะการบริหารนั้นเราอาจ "เกรงใจ" กันได้บ้าง แต่ต้องไม่ "เกรงกลัว" ถ้ามีความคิดว่า หวยบนดินถ้าเลิกไปแล้วจะทำให้หวยใต้ดินขยายตัวขึ้นมาอีก (ความจริงไม่ใช่หวยใต้ดินจะกลับมา ปัจจุบันหวยใต้ดินก็ยังมีอยู่) ก็แปลว่ารัฐขาดอำนาจ ขาดเอกภาพ ในการรักษาธำรงความถูกต้องไปแล้วหรือ พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีน้ำยาจะปราบปรามการทำผิดกฎหมาย หรือหาก "ตรรกะ" มีเท่านี้

อีกไม่ช้าก็ต้องแก้กฎหมายให้บรรดาบ่อนประตูน้ำ บ่อนเตาปูนให้เปิดดำเนินการอย่างถูกกฎหมายได้ เพราะขณะนี้ ก็ต้องยอมรับว่าปราบบ่อนได้ยากเต็มที โสเภณีก็ควรแก้กฎหมายให้ยอมรับได้ ยาบ้าก็ค้าได้โดยแก้กฎหมายได้ดุจกัน แม้ปรากฏว่าความจริงการออกหวย ทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐมีรายได้จากค่า COMMISSION สูง แต่ก็เป็นลาภมิควรได้ เพราะเป็นเงินดำเป็นเงินบาป

ไม่ทราบว่ามีใครเคยอ่านหนังสือเรื่อง "เมื่อพม่าเสียเมือง" ของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือไม่ ลองไปอ่านดูเถอะครับ จะพบว่าราชวงศ์สุดท้ายของพม่าที่จะจบสิ้นไปนั้น พระเจ้าสีป่ออันเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่ต้องสิ้นชาติ สิ้นราชวงศ์ จนกระทั่งประเทศชาติตกไปเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ ก็เพราะทั้งประเทศหลงบ้ามัวเมาอยู่แต่การพนันเล่นหวย แรกๆ ก็ดีอยู่หรอก ที่ประชาชนต่างก็สนุกสนาน มี "ลุ้น" แต่นานๆ เข้าไพร่ฟ้าหน้าดำ หน้าซีด หมดตัว หมดอาชีพ เกิดอาชญากรรมทั่วบ้านทั่วเมือง คนเราอาจคิดผิดได้แต่เมื่อคิดผิดก็คิดใหม่ได้นะครับ

ถ้าอ้างว่าการมีหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ช่วยให้ผู้ที่เล่นหวย พวกชอบเสี่ยงมีทางออก ก็ต้องบอกว่าก็สมัยก่อนไม่มีหวยบนดิน ก็ไม่มีคนลงแดงตายสักคน ปัจจุบันทางเสี่ยงโชคเล่นหวยอันเป็นทางเสื่อมทางแห่งความหายนะที่พระท่านตรัสห้าม ในเมืองไทยก็ดาษดามากมายมีทางเลือกอยู่มาก เพราะนอกจากม้าและมวยแล้ว ขณะนี้ ก็มีสลากกินแบ่ง มีสลากออมสิน มีสลาก ธ.ก.ส. มีสลากการกุศลต่างๆ อีกไม่นานก็จะมีสลากกาชาด อันนี้เป็นสลากทางการถูกกฎหมาย

แต่ที่ยังมีไม่ถูกกฎหมาย เช่น การพนันฟุตบอล ตีไก่ กัดปลา หวยปิงปอง บ่อนต่างๆ ก็มีดาษดาแค่นี้ยังไม่พอเพียงต่อการให้เสี่ยงภัยอีกหรือ อย่าบอกนะครับว่ากำลังพิจารณาที่จะให้การพนันเหล่านั้น มีกฎหมายรองรับให้ถูกต้อง เพื่อให้เมืองไทยจะได้เป็นเมืองกาสิโนอย่างแท้จริง

คณะรัฐบาลชุดนี้เป็นคณะรัฐบาลชั่วคราวที่มีเวลาในการทำงานที่ค่อนข้างสั้น จึงน่าจะใช้ในการปรับแก้ไขกฎหมาย เฉพาะที่สำคัญและจำเป็นจริงๆ อย่าเห็นแก่ได้กับเงินที่ไม่สะอาดนักเลย เพราะเป็นเงินที่มันไม่เป็นสิริมงคล คณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็มีปรัชญาว่าจะทำงานที่ยึดมั่นในศีลในธรรม นายกรัฐมนตรีก็ให้ใช้ศีลห้าเป็นประทีปนำทาง รัฐมนตรีคลังเองก็เป็นผู้ที่พูดถึงเรื่องธรรมาภิบาลเป็นประจำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พูดกับพฤติกรรมและความคิดต่างๆ ดูจะไม่รองรับกันอย่างแท้จริง

ข้อสำคัญก็คือการใช้หลักการบริหารงานแบบแก้ไขกฎหมายจากสิ่งที่เป็นสีดำให้กลับมาเป็นสีขาวนั้น ก็เพิ่งเคยเห็นรัฐบาลชุดนี้ชุดเดียวเท่านั้น ที่กล้าดำริสิ่งที่ท้าทายต่อคุณธรรม เช่นนี้ หากแต่ว่าความกล้าเช่นว่า เป็นความกล้าที่น่าชื่นชมหรือไม่ใครๆ ก็คงจะตอบได้

อยากเรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อย เริ่มคิดว่าเป็นสภาตุ๊กตา (Pupet) ที่สั่งและไขลานโดยใครบางคนที่อยู่เบื้องหลัง ขอให้ท่านโปรดแสดงความเป็นตัวของตัวเองให้ประจักษ์เถิด จะได้ช่วยลบล้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเสีย อย่าให้มีการนำเอายาพิษมาสู่สังคมและประชาชนเลย ข้อสำคัญก็คืออย่าให้เข้าตำราสำนวนยอดฮิตในปัจจุบันว่า "เรามาถูกทางแล้ว" ครับ… ถ้าเป็นไปเช่นนั้นผมก็ว่ามาถูกทางเหมือนกัน แต่เป็นทางที่นำไปสู่ "อเวจี"