หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การอยู่ร่วมกันของธุรกิจ

ทิศทางการค้าปลีกไทย : รศ.ดร.ศักดา ธนิตกุล  คณะนิติศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

ที่มาของปัญหา ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ได้รุกคืบเข้าไปยังประเทศต่างๆ มากขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ผู้ประกอบการต่างชาติหลายรายเข้ามาประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (modern trade) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากทุกปี โดยมีการขยายสาขาอย่างรวดเร็วทั้งในรูปแบบสาขาขนาดใหญ่และร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งตั้งอยู่ในย่านการค้าของกิจการค้าปลีกชุมชน

ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกิจการค้าปลีกชุมชน (โชห่วย) ของไทย จนต้องปิดกิจการลงไปไม่น้อยกว่าแสนราย และเกือบทั้งหมดที่เหลืออยู่ก็กำลังเผชิญกับวิกฤติของการอยู่รอด นอกจากนั้น ยังเกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้า (suppliers) ของไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ใช้อำนาจเหนือตลาด และอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า เอาประโยชน์จากผู้ผลิตสินค้าอย่างค่อนข้างหนักหน่วง และในลักษณะเชิงบีบบังคับ ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าที่เป็น SMEs จำนวนไม่น้อยอยู่ไม่ได้ต้องเลิกประกอบกิจการไปในที่สุด

ความจำเป็นของการหาแนวทางการอยู่ร่วมกัน

เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นธุรกิจภาคบริการที่มีขนาดใหญ่มากถึง 12% ของผลิตภัณฑ์รวมประชาชาติของไทย ประมาณ 40% ของผู้ประกอบการไทยจะประกอบอาชีพในธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจค้าปลีกค้าส่งโดยตรงนั้นคือ ธุรกิจการผลิตสินค้า ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่แท้จริง (real sector) นั้น มีจำนวนผู้ผลิตสินค้าและจำหน่ายสินค้าให้กับธุรกิจค้าปลีกค้าส่งประมาณ 4,000-5,000 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ

(1) ปัญหาการเสียสมดุลของการแบ่งพื้นที่ระหว่างธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่กับกิจการค้าปลีกชุมชน (2) ปัญหาการเสียสมดุลในเรื่องอำนาจต่อรองระหว่างธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่กับผู้ผลิตสินค้า และ (3) ปัญหาการรวบอำนาจทางเศรษฐกิจในธุรกิจค้าปลีกของธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งทำให้เกิดตลาดกึ่งผูกขาด

ซึ่งปัญหาทั้ง 3 ปัญหาควรที่จะต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้

(1) ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทย มีสมดุลในการแบ่งพื้นที่ประกอบธุรกิจ เพราะในปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ขยายสาขา ซึ่งมีขนาดพื้นที่ธุรกิจขนาดไม่เกิน 300 ตารางเมตร และขนาดไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร จำนวนมากกว่าร้อยสาขา เข้าไปในเขตพื้นที่ประกอบธุรกิจเดิมของกิจการค้าปลีกชุมชน ทำให้ร้านค้าปลีกชุมชน (โชห่วย) แข่งขันในเรื่องราคาไม่ได้ต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก

(2) เมื่อธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่มีสัดส่วนการครองตลาดสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทำให้อำนาจต่อรองเหนือผู้ผลิตสินค้าสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้สามารถใช้อำนาจต่อรองดังกล่าวเจรจาทำสัญญาที่เอาเปรียบผู้ผลิตสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งผลของการใช้อำนาจต่อรองอย่างไม่เป็นธรรมดังกล่าว จะนำไปสู่การแข่งขันที่บิดเบือนระหว่างผู้ผลิตสินค้าด้วยกันเอง

กล่าวคือ ผู้ผลิตสินค้าที่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และราคาที่ไม่แพงแต่ไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าแรกเข้าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เรียกร้องจะถูกตัดออกไปจากการแข่งขันกับผู้ผลิตสินค้าที่อาจผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพด้อยกว่า แต่มีเงินจ่ายค่าแรกเข้าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามที่ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เรียกร้อง และ

(3) สัดส่วนการครองตลาดของธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นสัดส่วนการครองตลาด ของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และหากมีการแยกธุรกิจประเภท hypermarket ออกมาเป็นตลาดต่างหาก (relevant market) แล้ว ธุรกิจ hypermarket จะตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่เพียง 4 รายเท่านั้นเอง

กล่าวคือ ระดับการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ ที่มีสัดส่วนการครองตลาดสูงสุด 4 อันดับแรกจะสูงถึง 100% (CR 4 = 100%) ซึ่งทำให้ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ประเภท hypermarket กลายเป็นตลาดกึ่งผูกขาด ซึ่งในอนาคตอาจนำไปสู่แนวโน้มการใช้อำนาจเหนือตลาด อย่างไม่ชอบธรรมในลักษณะอื่นๆ ได้

ข้อเสนอเรื่องแนวทางการอยู่ร่วมกัน

จากความจำเป็นของการหาแนวทางการอยู่ร่วมกันดังกล่าว คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดสัมมนาระดมความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางการอยู่ร่วมกัน โดยมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้แทนกลุ่มผู้บริโภค และภาครัฐเข้าร่วมประมาณ 100 คน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2549 และได้ผลสรุปจากการสัมมนาระดมความคิดเห็นดังนี้

1.ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ควรจำกัดตัวเองโดยสมัครใจ (voluntary self-restraint) โดย (1) ไม่ลดขนาดธุรกิจเป็นขนาดเล็ก (ขนาดพื้นที่น้อยกว่า 1,000 ตารางเมตร) เพื่อทำการแข่งขันกับร้านค้าปลีกชุมชนโดยตรง (2) ไม่ขยายสาขาขนาดเล็ก (Express หรือขนาดพื้นที่น้อยกว่า 300 ตารางเมตร) เข้าไปในเขตชุมชน (3) กำหนดเวลาจำหน่ายสินค้าสัปดาห์ละ 72 ชั่วโมง หรือในหนึ่งสัปดาห์ให้หยุดจำหน่าย 1 วัน เพื่อให้ร้านค้าปลีกรายเล็กในชุมชน มีโอกาสทำธุรกิจต่อไปได้

2.ควรมีกติกาในการกำกับดูแลการตั้งหรือขยายสาขา รวมทั้งการประกอบธุรกิจของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกแต่ละประเภท เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ เช่น ไม่ควรขยายสาขาพื้นที่ที่มีประชากรน้อยกว่า 100,000 คน และก่อนตั้ง หรือขยายสาขาให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ควรกำกับดูแลห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ให้มีการประกอบธุรกิจภายใต้กติกาเดียวกับประเทศแม่ เพื่อให้มีการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมในทุกระดับ และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริงในระยะยาว

3.ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ควรให้ความช่วยเหลือร้านค้าปลีกชุมชน โดยสนับสนุนการสร้างเครือข่ายร้านค้าปลีกในชุมชน และจัดสรรสินค้าให้ในราคาตามต้นทุนที่ได้ซื้อมา

4.ควรผลักดันให้มีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า เพื่อดูแลการแข่งขันทางธุรกิจให้มีผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการออกใช้เกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด (dominant position) รวมทั้งการผลักดันให้มีการออกกฎหมายเฉพาะ ว่าด้วยการค้าปลีกมาบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อจะได้จัดระเบียบการค้าปลีกให้มีความสมดุล

5.ควรต้องมีการทบทวนระบบภาษีของประเทศ ให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ และธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กด้วย