หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Milton Friedman กับเสน่ห์ของทุนนิยม

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10490

Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี ค.ศ.1976 จากโลกไปเมื่อวันที่ 16 พ.ย.2549 มีอายุค่อนข้างยืนยาวถึง 94 ปี เขาเป็นหนึ่งในจำนวนไม่มากนัก ของนักเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 ที่ทรงอิทธิผลต่อความคิดของสาธารณะชน นักเรียนทางเศรษฐศาสตร์รู้จักเขา และผลงานของเขาในด้านเศรษฐกิจมหภาคเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการไม่ไว้ใจให้รัฐบาล หรือธนาคารกลางเข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจมหภาค

แต่การดำรงอยู่และความยิ่งใหญ่ในความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ของฟริดแมนนั้นมีมากกว่างานทางเศรษฐกิจมหภาค ผู้เขียนคิดว่าเขามีความยิ่งใหญ่เช่นกันในการมองกระบวนการทางเศรษฐกิจ และการมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับระบบทุนนิยม หรือที่มักจะเรียกแทนกันว่าระบบตลาดเสรี วิสัยทัศน์ระบบทุนนิยมของเขาอิงหลักการ (Principle) มากกว่าความเชื่อแบบงมงาย หรือศรัทธาที่ยึดเหนี่ยวจนดูเหมือนเป็นลัทธิ

งานที่ยิ่งใหญ่และ original ชิ้นหนึ่งของเขาคือผลงานจากหนังสือที่ชื่อว่า ทุนนิยมและเสรีภาพ (Capitalism and freedom) ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1962 จริงๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ เป็นการนำแนวคิดของอดัม สมิธ มาอธิบายใหม่ในบริบท ของครึ่งหลังศตวรรษที่ยี่สิบ โดยเฉพาะสำหรับระบบทุนนิยมขั้นสูง เช่นที่พบในยุโรปและอเมริกา กระบวนการและแก่นสารของความคิดในหนังสือเล่มนี้ แม้จะเขียนขึ้นมาเมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว ยังมีความทันสมัย สามารถใช้อธิบาย และประเมินความก้าวหน้า และปัญหาของทุนนิยม และประชาธิปไตยทั้งในประเทศที่เจริญแล้ว และประเทศโลกที่สามเช่นประเทศไทย Friedman เชื่อว่าเศรษฐกิจกับการเมืองแยกกันไม่ออก แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องของวัตถุนิยมเสรีภาพทางเศรษฐกิจ และเสรีภาพทางการเมืองหรือประชาธิปไตย ในที่สุดแล้วแยกขาดจากกันไม่ได้ เขาเป็นเสรีนิยมของศตวรรษที่ 19 มากกว่าเสรีนิยมของศตวรรษที่ 20 เพราะเขาให้ความสำคัญกับเสรีภาพของมนุษย์อย่างเปี่ยมล้น และเชื่อว่าเสรีภาพนี้ นอกจากจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าแก่มวลมนุษยชาติแล้ว สวัสดิการ และความเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมือง จะเกิดขึ้นตามมากับเสรีภาพดังกล่าว ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้ความสำคัญกับตลาดเสรีหรือทุนนิยมที่มีการแข่งขัน (Competitive Capitalism) ตลาดเสรีเป็นองค์ประกอบสำคัญของเสรีภาพ Friedman เชื่อว่ามนุษย์ในฐานะปัจเจกชน มีศักดิ์ศรีพร้อมที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ด้วยตนเอง ตราบใดที่เขามีเสรีภาพ นี่เป็นความคิดพื้นฐานของเสรีนิยมคลาสสิค ของศตวรรษที่ 18 และ 19 เขาเชื่อว่าตลาดเสรีที่ให้เสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย (Ends) ที่ขาดไม่ได้ในการเป็นวิถี หรือทางสู่เสรีภาพทางการเมือง ทุนนิยมที่มีการแข่งขัน ตลาดเสรีเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แม้จะไม่เพียงพอสำหรับเสรีภาพทางการเมือง สังคมนิยมที่รัฐครอบงำ และวางแผนเศรษฐกิจส่วนกลางย่อมเป็นเผด็จการ มีลักษณะของการบังคับขัดกับการมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่มีรากฐานจากความเต็มใจ หรือการเลือกตัดสินใจเลือกอย่างอิสระเสรีของบุคคล ในความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และการใช้ทรัพย์สิน Collectivism หรือสังคมนิยมที่รัฐทำตัวเหมือนพ่อรู้ดีมีลักษณะของการอุปถัมภ์ จึงยากที่จะสอดคล้องกับการมีเสรีภาพทางการเมือง ประชาธิปไตยในสังคมนิยมจึงขัดกันและเป็นไปไม่ได้

ฟริดแมนเชื่อว่าอำนาจทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม หรือตลาดเสรีนั้นต่างกับอำนาจทางการเมือง ตลาดเสรี และเสรีภาพทางเศรษฐกิจ มีลักษณะที่ทำให้เกิดการกระจายของอำนาจ เป็นบ่อเกิดของความก้าวหน้าในอารยธรรมของมนุษย์ ซึ่งไม่เคยเกิดมาจากคำสั่งของผู้มีอำนาจ การกระจายของอำนาจอันเกิดจากเสรีภาพทางเศรษฐกิจในตลาดเสรี นำมาซึ่งความหลากหลาย (Diversity) ซึ่งตรงข้ามกับอำนาจทางการเมือง ซึ่งมีลักษณะที่ต้องคล้อยตามกัน (Conformity) อำนาจทางการเมืองมักกระจุกตัว และมีจำกัดต้องแบ่งปันกันอย่างจำกัดจำเขี่ย ผู้นำประเทศทางการเมืองมีได้คนเดียว แต่เศรษฐีซึ่งบอกถึงอำนาจทางเศรษฐกิจมีได้เป็นล้านๆ คน อำนาจทางเศรษฐกิจที่กระจายตัวในระบบตลาดเสรี จึงสามารถมีบทบาทเป็นกลไกในการถ่วงดุล และทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้นกับอำนาจทางการเมืองที่มักกระจุกตัว ตลาดเสรีสามารถใช้เป็นกลไกในการกำจัดอำนาจที่มีลักษณะของการบังคับ

ตรงกันข้ามกับความเชื่อว่าทุนนิยมเป็นระบบที่สร้างความไม่เสมอภาคในทางเศรษฐกิจ เช่น การกระจายรายได้ และทรัพย์สินที่กระจุกตัวสูง ฟริดแมนเชื่อว่าเมื่อดูจากข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนและลึกซึ้ง ระบบทุนนิยมขั้นสูงมีการกระจายรายได้ และและแบบแผนการบริโภคการดำเนินชีวิตที่เท่าเทียมกันในความหลากหลาย มากกว่าที่พบในสังคมโซเวียต ในยุคคอมมิวนิสต์สังคมนิยมด้วยซ้ำไป เหตุผลสำคัญเป็นเพราะว่า ประเทศที่ใช้ทุนนิยมเสรีทุกอย่าง มีการเคลื่อนไหวที่เป็นพลวัตสูง การเปลี่ยนแปลงและการเขยิบฐานะทางสังคม และเศรษฐกิจมีอยู่ตลอดเวลา รายได้ที่ต่างกันและการกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมเสรี เป็นผลพวงส่วนหนึ่งมาจากจุดเริ่มต้นของบุคคล หรือครัวเรือนที่ไม่เท่าเทียมกันในทรัพย์สินก็จริงอยู่ แต่องค์ประกอบที่สำคัญคือความต่างกันในรสนิยม หรือทางเลือกที่บุคคลเลือกในอาชีพ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คนที่เลือกอาชีพที่มีความไม่แน่นอน ความเสี่ยงสูง รายได้และความมั่งคั่งก็อาจจะสูงตามมาเทียบกับคนที่ชอบความมั่นคงความเสี่ยงน้อย ซึ่งก็คล้ายกับการยอมซื้อประกันภัย ฟริดแมนไม่วิตกเรื่องการกระจายรายได้ในระบบทุนนิยมเสรี เพราะในระบบนี้ เสรีภาพทางเศรษฐกิจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และความก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครสามารถทำนายการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอยู่จะยั่งยืนตลอดไปได้ ตราบใดที่สังคมมีกลไกให้เกิดการแข่งขัน การเข้ามาและการออกไปของผู้ประกอบการโดยการตัดสินใจของผู้บริโภค คนทั่วไปมักเข้าใจว่าระบบทุนนิยมทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ที่ทุนหรือนายทุนเป็นส่วนใหญ่ ฟริดแมนชี้ให้เห็นว่าตรงกับข้ามกับความเชื่อดังกล่าว สัดส่วนของทุนในรายได้ของประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้ว จะมีเพียงประมาณหนึ่งในสี่เท่านั้น ในประเทศเหล่านี้รายได้ที่เพิ่มขึ้นกระจายไปสู่คนที่ใช้แรงงานที่ใช้ความรู้ และไม่ต้องใช้ความรู้มากทุกประเภทถึงสามในสี่ ในสังคมทุนนิยมขั้นต้นที่ยังยากจนมักมีการกระจุกตัวสูง ในการถือครองทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน ทอง คฤหาสน์ เสียอีกที่สัดส่วนรายได้จากแรงงานเป็นเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นของทรัพย์สินทุน ฟริดแมนจึงเชื่อว่าในระยะยาวเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่มากับระบบตลาดเสรี จะสามารถทำให้สังคมได้ทั้ง Welfare และความเสมอภาค (Equality) เขาเชื่อว่าที่มาของความไม่เสมอภาคที่สำคัญ มาจากพฤติกรรมของรัฐที่สร้างขึ้นโดยการทำให้เกิดอำนาจการผูกขาดในตลาดสินค้าและตลาดทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้โดยธรรมชาติตลาดอาจมีข้อบกพร่องจากหลายสาเหตุ และอาจมีการผูกขาดโดยธรรมชาติ จนรัฐบาลต้องมาดำเนินกิจการนั้นเอง เช่น ในกิจการสาธารณูปโภคที่มีอยู่ดาดดื่น ฟรีดแมนกลับเชื่อไม่เหมือนคนทั่วไปว่า การผูกขาดโดยเอกชน ยังเป็นอันตรายน้อยกว่าการผูกขาด หรือการกำกับโดยรัฐ ซึ่งในประการหลัง มักจะทำให้เกิดการผูกขาดถาวรเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยได้ หรือทำให้เกิดการผูกขาดในรูปแบบใหม่ๆ เขาเชื่อว่าเอกชนที่ผูกขาดในที่สุดก็ต้องพบกับการแข่งขันจากคู่แข่งรายใหม่ๆ ตราบใดที่รัฐไม่ได้มีนโยบายกีดกัน การเข้ามาของรายใหม่

ฟริดแมนเชื่อว่ารัฐบาลที่ไม่สามารถใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดอย่างจริงจังมีประสิทธิภาพ นโยบายของรัฐ และการรวมกลุ่มของเอกชน มักเป็นแหล่งที่มาของการผูกขาด เช่น การที่รัฐแทรกแซงกลไกตลาด เพื่อคะแนนเสียงทางการเมือง เช่น การพยุงราคาในภาคเกษตรโครงการประเภทเอื้ออาทร การรวมตัวของสหภาพแรงงาน การจำกัดใบอนุญาตการประกอบอาชีพ เช่น กรณีของหมอในสหรัฐ หรือการผูกขาดทรัพยากรที่ขาดแคลนโดยรัฐ และต้องมีการปันส่วนโดยการให้สัมปทานโดยรัฐ อันทำให้เกิดการแบ่งปันค่าเช่าทางเศรษฐกิจแก่ผู้เข้าถึง ทั้งหมดนี้ทำให้เขาเชื่อว่าระบบทุนนิยมเสรีที่จะประกันเสรีภาพทางเศรษฐกิจมีการกระจายรายได้อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ในด้านผลลัพธ์หรือความสัมฤทธิ์ผลนั้น ระบบทุนนิยมนี้ จะต้องเป็นระบบที่ขอบเขตของรัฐบาลถูกจำกัดไว้ที่เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น ตลาดและเอกชนสามารถทำหน้าที่นั้นได้ หน้าที่สำคัญของรัฐก็คือการกำหนดกติกาในการเล่นเกม (Rules of Game) และบังคับใช้อย่างจริงจังให้ได้ผล โดยรัฐทำหน้าที่เหมือนเป็นกรรมการที่ตัดสินที่เป็นกลาง และหน้าที่ที่สำคัญนั้น ได้แก่ การดำรงอยู่ของและการใช้หลักนิติธรรม คนมีความเสมอภาคกันทางกฎหมายมีโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมที่เท่าเทียมกัน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติอันเป็นเพราะเพศ ผิว หรือเชื้อชาติส่วนที่เกินจากหน้าที่ข้างต้นเขาเห็นว่า รัฐมักจะมีบทบาทเกินความจำเป็น ทำให้เกิดความล้มเหลวจากบทบาทของภาครัฐ (Government failure) ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตั้งแต่การคุมราคา การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ แม้กระทั่งการไปรษณีย์ ซึ่งเขาเห็นว่าเอกชนก็ควรจะทำเองได้ ไปจนถึงการบังคับให้ประชาชนต้องไปเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะดีและมีประสิทธิภาพกว่า ถ้าถูกแทนด้วยการจ้างเป็นทหารด้วยความสมัครใจ

หนังสือของฟริดแมนเรื่องทุนนิยมและเสรีภาพ ที่มีอายุสี่ทศวรรษนั้นมีลักษณะที่เป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม เขาให้รายละเอียดที่เป็นมิติทางประวัติศาสตร์น้อยไป เขาอาจจะไม่ชอบรัฐเสรีนิยมของศตวรรษที่ 20 ที่เดินต่อเนื่องจากศตวรรษที่ 19 เข้าสู่การเป็นรัฐสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอาจจะทำให้ทุนนิยมและประชาธิปไตยที่เขาอยากเห็นอยู่ยงคงกระพันมาได้ แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาที่เขาเองเป็นห่วงตามมาอีกมากมาย กับการขยายตัวของรัฐอย่างไม่หยุดยั้ง และการอ่อนล้าของเศรษฐกิจ ด้านความเจริญเติบโตโดยเฉพาะในยุโรป ในส่วนที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างระบบทุนนิยม กับเสรีภาพทางการเมืองหรือประชาธิปไตย ซึ่งเขาใช้ตัวอย่างของโลกตะวันตกก่อนครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ที่เขาพบว่าทุนนิยมกับเสรีภาพทางการเมือง เกิดขึ้นและเดินมาพร้อมๆ กันนั้น ประวัติศาสตร์ของพัฒนาการของระบบทุนนิยม และประชาธิปไตยขั้นต้น ของประเทศโลกที่สามเป็นถนนที่ยาว ขรุขระ คดเคี้ยว มากกว่าที่วิสัยทัศน์ในเชิงนามธรรม ของฟริดแมนจะคาดคิด หรือคาดคะเนได้เมื่อสี่สิบปีก่อน เสรีภาพทางการเมือง หรือประชาธิปไตยมักจะมากับ หรือเกิดขึ้นกับระบบทุนนิยมแต่ทุนนิยมในประเทศเหล่านี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีประชาธิปไตย หรือเสรีภาพทางการเมืองเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในข้อเท็จจริง จึงพบความหลากหลายในบริบททางประวัติศาสตร์ ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย รัฐที่เป็นจริงมีทั้งรัฐที่มุ่งการพัฒนาและสวัสดิการของประชาชนเช่นที่ทำการแทรกแซง (เช่นในกรณีของประเทศในเอเชีย) มากกว่าฟริดแมนเสนอและก็มีรัฐที่มุ่งปล้นประชาชน เพื่อผู้นำ พวกพ้อง กลุ่มผลประโยชน์ ที่คับแคบ

ใน Capitalism and Freedom ฟริดแมนตั้งโจทย์และให้วิสัยทัศน์เรื่อง ตลาดเสรีและประชาธิปไตยไว้มาก สำหรับนักวิจัยรุ่นหลัง ดูเหมือนว่าสมมติฐานทั่วไปของเขาไม่ผิด ที่ว่าประชาธิปไตยกับตลาดเสรีนั้น เป็นของคู่กัน แต่นั่นน่าจะเป็นผลระยะยาว

ระหว่างทางดูเหมือนทุกคนจะยอมรับว่าประชาธิปไตยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดเสรีช่างไร้เสถียรภาพ เปราะบาง และอาจจะไม่ยั่งยืน ตราบใดที่ตลาดหรือระบบทุนนิยมยังไม่เสรีเหมือนที่ฟริดแมนอยากเห็น หรือตราบใดที่มาตรฐานทางเศรษฐกิจที่คนส่วนใหญ่ประสบยังต่ำ กล่าวคือ ถ้าคนส่วนใหญ่ยังยากจน ประชาธิปไตยก็จะมีอุปสรรคมากเช่นกัน

หน้า 6