|
||||||||||||||
|
คู่มือวิเคราะห์ค่าเงินบาท
ฉบับชาวบ้าน (ตอนที่ 1)
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ข่าวเศรษฐกิจการเงินที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงนี้ คงไม่พ้นเรื่องค่าเงินบาท ก็จะไม่ให้เป็นที่สนใจได้ยังไงละครับ เพราะค่าเงินบาทของเรา มันแข็งค่าขึ้นเร็วมาก จากที่เคยอยู่ที่ประมาณ 41 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้นปี มาอยู่ที่ราวๆ 36.6 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ผมลองกดเครื่องคิดเลขดู พบว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 12% และเมื่อผมลองเปรียบเทียบการแข็งค่าของเงินบาทกับค่าเงินสกุลสำคัญอื่นๆ ก็ปรากฏว่า ค่าเงินบาทของเราแข็งค่ามากกว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ เกือบทั้งหมด หลายๆ คน ที่ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับค่าเงิน คงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับส่งออกนำเข้า หรือคนที่มีรายได้รายจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ จะได้รับผลกระทบเต็มๆ ทีเดียว เช่น ผู้นำเข้าที่ต้องจ่ายชำระค่าสินค้าเป็นดอลลาร์สหรัฐ คงจะยิ้มอยู่ในใจ เพราะต้นทุนที่เคยจ่ายสินค้านำเข้าเมื่อแปลงเป็นเงินบาทถูกลงไป 12% จากที่เคยต้องนำเงินบาท 41 ล้านบาทไป จ่ายค่าสินค้า 1 ล้านดอลลาร์ ตอนนี้ใช้เงินแค่ 36.6 ล้านบาทก็พอแล้ว ในทางตรงกันข้าม ผู้ส่งออกน่าจะเดินคอตกไปตามๆ กัน เพราะเคยส่งออก 1 ล้านดอลลาร์ แปลงเป็นเงินบาทแล้วได้เงิน 41 ล้านบาท ตอนนี้มาแปลงเป็นบาท ได้เงินแค่ 36.6 ล้านบาท รายได้หายไปเฉยๆ ตั้ง 4.4 ล้านบาท ผู้ส่งออกบางรายที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันก็ยังพอที่จะขอต่อรองขึ้นราคาสินค้าที่คิดเป็นเงินดอลลาร์ให้สูงขึ้นได้บ้าง แต่บางรายที่มีอำนาจต่อรองต่ำ ก็ต้องทำใจยอมรับรายได้ที่หดหายไป และบางรายอาจถึงกับขาดทุนต้องปิดกิจการไป หลายๆ ท่าน ที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาททั้งโดยตรงและโดยอ้อม คงจะเริ่มตั้งคำถามกันมากมาย เช่น ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะอะไร แนวโน้มค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร แบงก์ชาติควรเข้ามาดูแลค่าเงินหรือไม่อย่างไร และที่สำคัญ เราจะเตรียมตัวรองรับความผันผวนของค่าเงินในอนาคตอย่างไร ผมจึงตั้งใจเขียน "คู่มือการวิเคราะห์ค่าเงินบาทฉบับชาวบ้าน" นี้ขึ้น โดยจะพยายามใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายๆ มาอธิบายเรื่องค่าเงิน เพื่อให้ชาวบ้านทั้งหลายสามารถวิเคราะห์ค่าเงินบาทได้เอง และจะสามารถเตรียมตัวรองรับกับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต คู่มือวิเคราะห์ค่าเงินบาท ฉบับชาวบ้าน ในตอนแรกนี้ จะเริ่มจากพื้นฐานง่ายๆ ก่อนว่า อะไรเป็นปัจจัยกำหนดค่าเงินบาท คำตอบแบบกำปั้นทุบดินของนักเศรษฐศาสตร์ที่รับรองว่าไม่มีผิดแน่ๆ ก็คือ ขึ้นกับ Demand และ Supply ของเงินบาท กล่าวคือ เมื่อไรก็ตาม ที่ความต้องการซื้อเงินบาท (Demand) มากกว่า ความต้องการขายเงินบาท (Supply) ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อไรก็ตาม ที่ความต้องการเงินบาทน้อยกว่าความต้องการขายเงินบาท ค่าเงินบาทก็จะอ่อนลง หากท่านเอาหลักพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ นี้มาวิเคราะห์ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ท่านก็จะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก็เป็นเพราะมีคนต้องการซื้อเงินบาทมากกว่าคนที่ต้องการขายเงินบาทนั่นเอง คราวนี้ลองมาวิเคราะห์ดูซิครับใครละอยากมาซื้อเงินบาทและใครละอยากมาขายเงินบาท เพื่อให้การวิเคราะห์ง่ายขึ้น ผมจะขอแบ่งผู้ซื้อผู้ขายเงินบาทออกเป็น 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศ และตลาดที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายสินทรัพย์ระหว่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดเงิน ในตลาดสินค้าและบริการระหว่างประเทศ นั้น คนที่ต้องการซื้อเงินบาทในตลาดนี้ ก็คือ ต่างชาติที่ต้องการซื้อเงินบาท เพื่อมาซื้อสินค้าและบริการของไทย ส่วนคนที่ต้องการขายเงินบาท ก็คือคนไทยที่ต้องการซื้อสินค้าและบริการของต่างชาติ และผมได้ลองไปเปิด ดูบัญชีดุลบัญชีเดินสะพัด (Current account) ของไทย ซึ่งเป็นบัญชีที่บันทึกธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับตลาดนี้ เช่น การส่งออก การนำเข้า และการท่องเที่ยว เป็นต้น จะพบว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราส่งออกสินค้า และบริการ มากกว่านำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศ เป็นจำนวนสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็หมายความว่า ในตลาดนี้มีความต้องการซื้อเงินบาทมากกว่าขายเงินบาท ในตลาดสินทรัพย์ระหว่างประเทศ นั้น คนที่ต้องการซื้อเงินบาท ก็คือ ต่างชาติที่ต้องการมาซื้อสินทรัพย์ไทย หุ้นไทย พันธบัตรไทย หรือมาฝากเงินและปล่อยกู้ในไทยนั่นเอง ส่วนคนที่ขายเงินบาท ก็คือ คนไทยที่ต้องการไปซื้อตราสารดังกล่าวในต่างประเทศ หรือต่างชาติที่มาลงทุนในไทยแล้วต้องการขนเงินกลับบ้าน และผมก็ได้ไปเปิดดู ดุลบัญชีทุนเคลื่อนย้าย (Capital account) ซึ่งเป็นบัญชีที่บันทึกธุรกรรม เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศของไทย ก็พบว่า ตั้งแต่ต้นปี มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาซื้อบริษัทไทย หุ้นไทย พันธบัตรไทย มากกว่าเงินทุนไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศ เป็นจำนวนอีกประมาณ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็หมายถึงในตลาดนี้ก็มีความต้องการซื้อเงินบาทสุทธิเช่นกัน ดังนั้น เมื่อรวมทั้ง 2 ตลาดเข้าด้วยกัน ก็จะพบว่าในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีความต้องการซื้อสินค้า บริการ และสินทรัพย์ของไทย มากกว่า ความต้องการซื้อสินค้า บริการ และสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ มีความต้องการซื้อเงินบาท มากกว่าความต้องการขายเงินบาท ดังนั้น ตามกฎของ Demand และ Supply ที่ได้กล่าวมาแล้ว ค่าเงินบาทจึงน่าจะแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเท่าไรนั้น ยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถกระทบค่าเงินบาทได้ด้วย เช่น นโยบายการเงินและการแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศ ซึ่งผมจะกล่าวถึงในตอนต่อไปในฉบับหน้าครับ คู่มือวิเคราะห์ค่าเงินบาท ฉบับชาวบ้าน (ตอนที่ 2) มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2549 วันนี้ ผมจะขอวิเคราะห์ค่าเงินบาทแบบชาวบ้านๆ เป็นตอนที่ 2 ต่อจากเมื่อสองสัปดาห์ก่อนนะครับ ขณะที่ผมเริ่มลงมือเขียนคอลัมน์มุมเอกในฉบับนี้ ผมได้พลิกกลับไปอ่านคอลัมน์ฉบับก่อนว่าเขียนไว้อย่างไร จะได้เขียนให้ต่อเนื่องกันหน่อย ถึงกับตกใจเลยครับว่า เวลาผ่านไปแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ค่าเงินบาทเราแข็งขึ้นจากประมาณ 36 บาทกว่าๆ มาเป็น 35 บาทกว่าๆ ต่อดอลลาร์สหรัฐ นี่ถ้าผมขายเงินดอลลาร์ที่ฝากไว้ตอนทำงานอยู่ต่างประเทศ เมื่อสองอาทิตย์ก่อน คงได้กำไรฟรีๆ ไปแล้วเกือบ 3% ดีกว่าฝากเงินออมทรัพย์ไว้ในธนาคารตั้งเยอะ คราวนี้ลองนำคู่มือวิเคราะห์ค่าเงินบาทเมื่อฉบับก่อน เรื่อง "ปัจจัยกำหนดค่าเงินบาท" มาวิเคราะห์ดูซิครับว่าทำไมค่าเงินบาทถึงแข็งค่าขึ้นเร็วนักในช่วง 2 อาทิตย์นี้ (จะได้ถือเป็นการทบทวนไปด้วยในตัว) ผมพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากในช่วงนี้ มาจากการที่ต่างชาติเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะพันธบัตรและตราสารหนี้ไทยจำนวนมาก และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำไมราคาพันธบัตรไทยจึงปรับสูงขึ้น และทำไมผลตอบแทน Yield ของตราสารหนี้ในระยะต่างๆ จึงปรับลดลงเร็วมากเช่นกัน ท่านทั้งหลายที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่า ทำไมพันธบัตรไทยเราถึงเนื้อหอมนัก มีอะไรดีหรือไง ฝรั่งถึงมาซื้อเอาๆ ในตอนนี้ คำตอบก็คือ ต่างชาติเขาเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทย อยู่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร ของเกือบทุกประเทศในภูมิภาค (ดูตารางผลตอบแทนพันธบัตรที่แนบ) ยกเว้นเพียงประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ซึ่งมีปัญหาเงินเฟ้อสูงกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค และต่างชาติก็เริ่มคาดการณ์ด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย น่าจะปรับตัวลดลงเร็วๆ นี้ ตามอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง
ท่านลองสมมติตัวเองเป็นนักลงทุนต่างชาติดูแล้วกันนะครับว่า หากเมื่อเดือนก่อนท่านซื้อพันธบัตรระยะ 10 ปีที่มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่เกือบ 5% ในราคา 100 บาท แต่วันนี้อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.8% พันธบัตรที่ท่านถืออยู่นี้ก็จะหอมกรุ่นและมีค่าขึ้นมาทันที มีแต่คนมาอยากซื้อพันธบัตรต่อจากท่านในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ท่านซื้อมา ดังนั้น หากท่านตัดสินใจขายพันธบัตรดังกล่าว ท่านก็จะได้กำไรจากส่วนต่างของราคาทันที อีกทั้งท่านยังโชคดีได้กำไรอีก 1 เด้ง จากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย คราวนี้มาลองดูต่อซิครับว่า ถ้าแบงก์ชาติไม่ต้องการให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะทำอะไรได้บ้าง วิธีแรกก็คือ มาตรการที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ที่จะควบคุมธุรกรรมเงินบาทของต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไร ซื้อขายในตราสารหนึ้ระยะสั้นต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าก็คงจะช่วยได้บ้าง แต่คงไม่มากเท่าไหร่เพราะว่ายังเกาไม่ถูกที่คัน วิธีที่สองก็คือ การผ่อนคลายให้ผู้ที่มีรายได้เงินตราต่างประเทศ(ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือผู้ส่งออก) ให้มีสิทธิในการถือครองเงินตราต่างประเทศนานขึ้นจาก 7 วัน เป็น 15 วัน ซึ่งผมก็คิดว่าวิธีนี้ก็คงช่วยได้บ้างเล็กน้อย แต่คงไม่มากนัก เพราะผู้ส่งออกที่ไหนหล่ะครับที่อยากจะถือเงินดอลลาร์ไว้นานขึ้นอีก 7-8 วัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าค่าเงินบาทอาจจะแข็งต่อไปอีกได้ วิธีที่สามก็คือ ออกมาตรการให้นักลงทุนไทย เคลื่อนย้ายเงินทุนไปลงทุนต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามาตรการนี้เป็นมาตรการที่ดีในระยะยาวนะครับ เพราะนักลงทุนไทยจะได้มีโอกาสบริหารความเสี่ยงจากตราสารต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ในระยะสั้นนี้ ผมว่าคงไม่ค่อยมีนักลงทุนที่อยากไปลงทุนต่างประเทศมากเท่าไหร่ เพราะอาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงแทนที่จะลดความเสี่ยงก็ได้ อีกวิธีที่แบงก์ชาตินิยมใช้เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินมาโดยตลอด ก็คือ การแทรกแซงตลาดโดยการเข้าซื้อดอลลาร์ โดยพิมพ์เงินบาทออกมาแลก แต่วิธีการนี้ไม่ไช่ทำได้ฟรีๆ นะครับ เพราะแบงก์ชาติมีต้นทุนที่จะต้องออกพันธบัตร ไปดูดซับสภาพคล่องที่ตัวเองพิมพ์เงินบาทออกมา มิฉะนั้นสภาพคล่องก็จะล้นระบบและทำให้เกิดเงินเฟ้อได้ ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกพันธบัตรไปดูดซับสภาพคล่องค่อนข้างมาก (ราวๆ 7 แสนล้านบาท) หากท่านลองคูณอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่ธปท.ต้องจ่ายเป็นค่าดูดซับสภาพคล่องซึ่งมีต้นทุนใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ย RP 14วัน ที่ประมาณ 5% ก็จะพบว่าแบงก์ชาติมีต้นทุนในส่วนนี้ตกประมาณปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท อ้าว! แล้วใครหล่ะครับที่ได้ประโยชน์ คำตอบก็คือ สถาบันการเงินทั้งหลายที่มีสภาพคล่องล้นระบบ เพราะสถาบันการเงินเหล่านี้มีต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝาก จ่ายแค่ประมาณ 2-3% แต่มาลงทุนซื้อพันธบัตรแบงก์ชาติ เพื่อรับดอกเบี้ยสบายๆ 5% แถมยังไม่ต้องเหนื่อยแรง ต้องคอยเร่งหาลูกค้าเพื่อปล่อยสินเชื่ออีกด้วย สุดท้ายนี้ ผมเห็นว่าวิธีที่จะเกาให้ถูกที่คันที่สุดในเวลานี้ ก็คือ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย RP 14วันลง นักเก็งกำไรต่างชาติเขาจะได้หมดโอกาสในการเก็งกำไรจากดอกเบี้ยซะที แบงก์ชาติเอง ก็จะได้ลดต้นทุนในการแทรกแซงค่าเงิน และการดูดซับสภาพคล่องด้วย นอกจากนั้น ผมยังเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ที่ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อลดลงไปมาก อีกทั้งข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งของแบงก์ชาติเองก็ออกมาในทิศทางเดียวกันว่าการใช้จ่ายภายในประเทศชะลอตัวลงมาก ดังนั้น จะมีประโยชน์อะไรครับที่จะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงในระดับนี้ต่อไป
|