|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจสามจังหวัดภาคใต้
ฝากไว้กับ "ต้มยำกุ้ง"
โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ มติชนรายวัน วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10489 ร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซียร้านแรกเปิดโดยมุสลิมจากกรุงเทพฯ ที่กลันตันเมื่อราว 40 ปีก่อน และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของแหล่งงาน และธุรกิจที่เป็นความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวในสามจังหวัดภาคใต้ทุกวันนี้ ไม่ว่าพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จะได้ข้อมูลมาจากแหล่งข่าวไหน การออกมาให้ข่าวว่าแหล่งทุนสนับสนุนหลัก ของขบวนการก่อการร้ายนั้น ได้ทุนอุดหนุนมาจากการทำร้านอาหารต้มยำกุ้งในมาเลเซียนี้ เป็นต้องได้รับการตรวจสอบโดยเร็ว มิเช่นนั้นความเข้าใจที่ไม่ชัดเจนเช่นนี้กลับจะกลายเป็นการกล่าวหาซ้ำซาก และสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านธรรมดาๆ ได้ลึกกว่าที่คิดไว้ ในรัฐบาลที่แล้วก็มีการกล่าวถึงแหล่งเงินทุนที่ได้มาจากร้านต้มยำและคนที่ไปทำงานเป็นคนสองสัญชาติ การชี้นิ้วแบบไม่ตรวจสอบข้อมูลก่อนแบบนี้ แทบจะมองหน้ามาเลเซียไม่ติดไปครั้งหนึ่งแล้ว เพราะในยุคหนึ่งมีข้อมูลรองรับว่ามีการไปพบปะพูดคุยของกลุ่มแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ร้านต้มยำบางแห่ง แต่ในขณะเดียวกัน ร้านต้มยำในมาเลเซียขนาดใหญ่ก็เป็นสถานที่รับรองคนระดับสูงในสังคมมาเลเซียเช่นกัน รัฐบาลไทยต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างรวดเร็วและทำให้ข้อมูลประจักษ์ เพราะเมื่อมีโครงการทำวิจัย โดยให้ชาวบ้านท้องถิ่นในสามจังหวัดภาคใต้ มีบทบาทในการเป็นนักวิจัยด้วยตนเองพบว่า หนุ่มสาวในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับการออกไปทำงานต่างพื้นที่ ไม่ต่างจากหนุ่มสาวในอีสาน เหนือ หรือภาคกลาง ที่มุ่งหวังเข้าเมืองเพื่อหาเงินส่งกลับเลี้ยงดูครอบครัวและสร้างอนาคตให้ตนเอง แม้จะไม่มีตัวเลขแน่นอน (ซึ่งทั้งรัฐไทย สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานต่างๆ ก็คงไม่มีการเก็บตัวเลขเหล่านี้) ถึงจำนวนผู้เดินทางไปทำงานนอกพื้นที่มีจำนวนเท่าใด แต่จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายพื้นที่ ปรากฏชัดเจนคือ มีแรงงานในวัยหนุ่มสาวมุ่งไปหางานทำที่มาเลเซียเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่เห็นถึงผลกระทบในชุมชนซึ่งน่าสนใจและควรนำมากล่าวถึง เพราะทำให้เกิดปัญหาสังคมเป็นลูกโซ่ มีผลกระทบต่อผู้คนในสามจังหวัด มากเสียกว่าการที่รัฐไปกังวล เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ หรือมองอย่างหวาดระแวงแก่ประเทศเพื่อนบ้านว่า คนเหล่านี้จะรวมกลุ่มเพื่อก่อการร้าย จากการรับจ้างทำงานในมาเลเซีย หรือเป็นบุคคลสองสัญชาติ เพราะ "เรื่องราว" ของหนุ่มสาวที่ต้องไปขายแรงงานที่มาเลเซีย มีรายละเอียดมากกว่าความผิวเผินแบบกล่าวหาว่าเป็นบุคคลสองสัญชาติต่างหาก บุคคลสองสัญชาติคืออะไร ไม่มีความแน่ชัด สำหรับแรงงานถูกกฎหมายการถือบัตรประชาชน หรือพาสปอร์ตเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องถูกตรวจตราอย่างเคร่งครัด และกรณีการได้บัตรประชาชนของมาเลเซีย เป็นเรื่องยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับแรงงานทั่วไป การเชื่อมโยงแรงงานที่ไปทำงานในมาเลเซีย กับคนสองสัญชาติและขบวนการก่อการร้ายหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน ดูเป็นสมมติฐานที่เลื่อนลอยเกินไป ในหมู่บ้านบางแห่งจากการพูดคุยจนประเมินคร่าวๆ คนในหมู่บ้านเคยไปทำงานที่มาเลเซียในช่วงหนึ่งของชีวิตเฉลี่ยแล้วเกือบ 100% บางแห่งย้ายไปๆ กลับๆ จนถึงกับมีรถประจำทางสายตรงระหว่างชุมชนที่ทำงานในมาเลเซีย และอำเภอบางแห่ง ซึ่งเป็นชุมชนชายทะเล ในเมื่อไม่มีปลาให้จับก็มีคนออกไปทำงานมาเลเซียจำนวนมากเป็นที่ขึ้นชื่อ หนุ่มสาวที่จบการศึกษาโดยมากในชั้นประถมหรือมัธยมต้น อายุเพียงสิบห้าสิบหก ก็ออกไปทำงานที่มาเลเซียกันจนเกือบหมดแล้ว ส่วนใหญ่ไปทำงานร้านต้มยำที่มาเลเซีย ที่มีอยู่ทุกรัฐ ไม่ทราบว่ามีจำนวนแน่นอนเท่าไหร่ ที่นิยมมากที่สุดคือทำงานร้านต้มยำ มีคนทำงานแบบถูกกฎหมายขึ้นทะเบียนไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคน ส่วนที่ไม่มีใบอนุญาต ไปทำงานประมง เกี่ยวข้าว ตัดปาล์ม กรีดยาง ก่อสร้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไม่ถึงน่าจะมากพอๆ กันหรือมากกว่า ดังนั้น จึงมีแรงงานนับหลายแสนคน ที่ออกไปทำงานในมาเลเซีย คนหนุ่มอย่าง "นิดล" (ชื่อสมมุติ) ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า สถานการณ์ที่บ้านรุนแรงเพียงใด และพวกเขาถูกเพ่งเล็งจากรัฐไทยได้อย่างไร สิ่งที่เขาคิดคือการบริหารร้านต้มยำให้มั่นคง และเก็บเงินส่งไปให้พ่อแม่ที่บ้าน ฝันว่าจะให้พ่อแม่ไปฮัจญ์สักครั้ง และมีสวนยางพอเป็นทุน ในวัยต้นสามสิบเขามาจากยะหา จังหวัดยะลา และภรรยาอายุอ่อนกว่านิดหน่อยจากปัตตานี พบรักกันที่ร้านต้มยำ หลังแต่งงานทั้งคู่มีลูกคนหนึ่ง ตอนนี้อยู่กับย่าที่เมืองไทย ทั้งสองคนต้องทิ้งลูกไว้ให้เข้าโรงเรียนที่เมืองไทย เพราะเข้าโรงเรียนที่มาเลเซียไม่ได้ ทั้งร้านมีลูกน้องอยู่ 15 คน ส่วนใหญ่เป็นญาติเกี่ยวดองกันทั้งนั้น นิดลเป็นลูกจ้างอยู่นาน เก็บเงินเพื่อเปิดร้านเป็น "เถ้าแก่" ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดของหนุ่มสาวที่มาทำงานมาเลเซีย หลังจากนั้นก็ชักชวนพี่น้องให้มาทำงานและกลายเป็นเจ้าของร้านไปด้วยกัน ทั้งหมดรวมเป็น 4 ร้าน "เถ้าแก่" เจ้าของร้านต้มยำส่วนใหญ่อายุใกล้เคียงกับนิดล คือ สามสิบต้นๆ กำลังมีไฟในการทำงาน ลักษณะร้านต้มยำโดยทั่วไปก็ไม่ใหญ่โตอะไร บางแห่งที่เริ่มต้นมีสภาพแบบคล้ายเพิงเล็กๆ คล้ายกับร้านอาหารตามสั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่อยู่บริเวณนอกเมืองในส่วนที่กำลังขยายตัว เพราะมีพื้นที่มากพอจะตั้งโต๊ะอาหารได้หลายโต๊ะ และราคาค่าเช่าไม่แพงนัก เวลามาทำร้านก็จะเริ่มตั้งแต่สี่โมงเย็น จนถึงตีหนึ่งหรือตีสาม ลูกค้าร้านต้มยำจะเป็นครอบครัวใหญ่ พาพ่อแม่ลูกหลานมานั่งทานอาหาร โดยมีเมนูต้มยำทะเลที่เรียกว่า "ต้มยำกุ้ง" รสชาติเหมือนต้มข่าเป็นหลัก ทำเลร้านของเขาอยู่ตรงสี่แยกนอกเมือง ในย่านที่เริ่มมีตึกสูงของที่พักตากอากาศเข้ามาเพราะไม่ไกลจากหาดชายฝั่งทะเลนัก ทำเลค่อนข้างดีเพราะเห็นได้ง่าย มีที่จอดรถกว้างขวาง ร้านต้มยำส่วนใหญ่อยู่ในรัฐที่เจริญทางเศรษฐกิจ เช่น ทางฝั่งตะวันตกมากกว่าทางฝั่งตะวันออกที่ยังคงเป็นชนบทอยู่มาก มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจสูง นิดลลองเช่าดูและเริ่มทำงานร้านนี้มาห้าหกปีแล้ว ค่าเช่าเฉพาะที่ดินเดือนละหมื่นเจ็ดพันบาท นิดลใช้ค่าใช้จ่าย เพื่อจ้างงานไม่ต่ำกว่าเดือนละ 7 หมื่นบาท เริ่มจากหกพันบาทจนถึงพ่อครัวได้มากที่สุดหมื่นสี่พันบาท การทำงานแบบถูกกฎหมาย แม้จะต้องเสียค่าใบอนุญาตและต้องต่อใบอนุญาตทำงานบ่อยๆ แต่ก็ดีกว่าการทำงานแบบผิดกฎหมายที่ต้องหลบซ่อนเจ้าหน้าที่ เรียกว่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายก็ได้ เพราะคนที่ถูกจับก็มีไม่น้อย ญาติพี่น้องไปรับตัวกลับและเสียค่าปรับ หากไม่เสียค่าปรับก็ต้องอยู่ในคุกมาเลเซียและมีจำนวนไม่น้อย การต้องทำใบอนุญาตบังคับให้ต้องเดินทางไปๆ มาๆ จากบ้านและมาเลเซียอยู่บ่อยๆ เพราะพาสปอร์ตต้องต่อ เพื่อเข้ามาใหม่ทุกหกเดือน และใบอนุญาตทำงานสามเดือนต่อครั้ง ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเจ็ดพันบาทต่อคนทุกสามเดือน จะแบ่งกันจ่ายคนละครึ่งกับเจ้าของร้าน ส่วนใหญ่จะแบ่งจ่ายแบบสามเดือนมากกว่าแบบปีต่อปี เพราะค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ผู้เข้ามาทำงานต้องตรวจสุขภาพทุกปี มาเลเซียจะยอมรับผู้ที่แข็งแรงและไม่ติดยาเสพติดเท่านั้น และหากเป็นผู้หญิงถ้าตั้งท้องก็จะไม่ให้ใบอนุญาต สำหรับทั้งคู่ต้องกลับบ้านเฉลี่ยเดือนละครั้ง การทำงานในมาเลเซียแม้จะมีค่าตอบแทนสูงแต่ก็มีค่าใช้จ่ายมาก หากต้องการทำงานได้อย่างราบรื่นและถูกกฎหมายมาเลเซีย ลูกน้องของนิดลมีทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย อัตราค่าจ้างตั้งแต่หกพันบาท สำหรับเสิร์ฟอาหารจนถึงพ่อครัวมากประสบการณ์ ที่เงินเดือนมากกว่าหมื่นบาท ทั้งหมดนี้มีที่พักและอาหารฟรี ที่ร้านของนิดลต้องจ้างแรงงานจากกลันตันบ้างสามสี่คน คนงานจากกลันตันมาจากเขตเกษตรกรรมที่ห่างไกล ซึ่งนับเป็นพื้นที่ไม่ได้รับการพัฒนามากนัก แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมและการพูดจาไม่ต่างไปจากคนในสามจังหวัดมาก นิดลให้เหตุผลว่าจะได้ไม่น่าเกลียด เพราะการทำธุรกิจของคนต่างชาติ แม้ว่าชาวมาเลเซียจะไม่รู้สึกถึงความเป็นชาตินิยม ต่อคนมลายูที่มาจากเมืองไทยเท่าใดนัก แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสบายใจมากกว่า พ่อครัวส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เพราะต้องใช้แรงมาก ต้องทำอาหารเร็ว ร้อน คนมาเลเซียไม่สนใจว่าอาหารจะอร่อย หรือประณีตในการทำมากน้อยเพียงใด แต่ต้องการอาหารที่เน้นว่าร้อนและเร็ว ส่วนผู้หญิงเป็นคนเสิร์ฟ และทำเครื่องดื่มเป็นส่วนใหญ่ นิดลมาเซ้งตึกแถวเพื่อเป็นที่พักอาศัยอยู่แบ่งๆ กันกับลูกน้องทั้งหมด ต้องจ่ายเดือนละสามหมื่นบาท มีรถขับสองคัน ทิ้งไว้ที่บ้านยะลาคันหนึ่งและนำมาใช้ที่มะละกาคันหนึ่ง ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้จ่ายหมุนเวียนต่อเดือนในร้านต้มยำร้านเดียว ไม่ต่ำกว่าสองถึงสามแสนบาท ในมาเลเซียการออกไปทำงานเป็นความหวังของหนุ่มสาวในสามจังหวัดภาคใต้ ที่รัฐบาลมาเลเซียรับรู้ และไม่ได้คุกคามหรือตามจับ หากเป็นไปตามกฎหมาย แรงงานจากสามจังหวัดทดแทน ในช่องว่างของงานอาชีพ ที่คนมาเลเซียเริ่มไม่ทำ และหันไปทำงานในภาคเศรษฐกิจส่วนอื่น การเป็นคนมลายูมุสลิมเช่นเดียวกัน อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการยอมรับ และเป็นเหตุผลสำคัญแน่นอนอันดับแรกที่แรงงานชาวมลายูมุสลิม จากสามจังหวัดภาคใต้เดินไปเข้าไปขายแรงงาน โดยมีคนน้อยมากที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯหรือเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ที่ต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรม เราไม่ทราบว่าแรงงานจากสามจังหวัดภาคใต้สร้างรายได้รวมต่อปีประมาณเท่าใด แต่เท่าที่พบนี่คือช่องทางสำคัญ ที่หล่อเลี้ยงครอบครัว และเศรษฐกิจในระดับชาวบ้าน ในสามจังหวัดภาคใต้ให้อยู่รอดอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธ หากนิดลอยู่บ้าน ด้วยการศึกษาไม่จบ ป.4 และเด๊าะที่จบเพียงมัธยมต้น คงไม่พ้นรับจ้างกรีดยาง ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนฉลาดและมีศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างยอดเยี่ยม ครอบครัวของเขาฐานะไม่ดีและไม่มีที่ดินของตัวเอง แต่นิดลส่งพ่อแม่ไปฮัจญ์ได้ และซื้อที่ดินซึ่งเป็นสวนยางไว้ให้ทำด้วยได้แล้ว วันนี้นิดลในวันต้นสามสิบ กลายเป็นความมุ่งหวังของคนในชุมชนที่ผู้ใหญ่ต้องการให้ดูเป็นตัวอย่าง และเป็นอุดมคติของคนรุ่นหนุ่มสาวที่อยากจะสร้างฝันให้ได้เหมือนนิดล แต่ความฝันเหล่านี้ไล่หาในประเทศไทยไม่ได้ และไม่มีโอกาสที่เด็กหนุ่มสาวจากชายแดนในสามจังหวัดจะมีโอกาสนอกเสียจากที่มาเลเซีย ความเป็นธรรมและข้อเท็จจริงคือสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องนำมาพิจารณาเป็นอย่างแรก สำหรับการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในสามจังหวัดภาคใต้ หน้า 6
|