หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทีดีอาร์ไอแฉข้อมูล 1.2 แสนตั้งใจเตะฝุ่น สูบเงินประกันพันล.

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3848 (3048)

"ทีดีอาร์ไอ" ชำแหละ "กองทุนประกันการว่างงาน" 2 ปี มีผู้ตั้งใจ "ตกงาน" หวังรับประโยชน์ทดแทนกว่าแสนคน สูญเงินเกือบ 1,000 ล้าน ส่อเอื้อการเมืองหาเสียง เผยมีเพียงร้อยละ 0.07 เข้าอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานตามระเบียบ ที่เหลือกว่าร้อยละ 85 หางานทำได้ด้วยตัวเอง หวั่นหากปล่อยคณะกรรมการประกันสังคมอยู่ใต้อาณัตินักการเมือง ผู้ประกันตน-ผู้เสียภาษีต้องแบกภาระรับผิดชอบ

ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยในงานสัมมนา "ชำแหละ ช่องโหว่ประกันการว่างงาน" ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า จากการเข้าไปศึกษานโยบายประกันการว่างงาน กับผลกระทบต่อสวัสดิการของคนไทย พบว่า นับจากเดือนกรกฎาคม 2547 ที่เริ่มมีการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน จนถึงสิ้นปี 2548 มีผู้เข้ารับเงินประกันการว่างงานรวมทั้งสิ้น 174,165 คน และในจำนวนนี้มีผู้ตั้งใจว่างงานสูงถึงร้อยละ 70 หรือ 121,916 คน โดยมีการจ่ายผลประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงานไปแล้วรวมทั้งสิ้น 972 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบปี 2547 จำนวน 155 ล้านบาท เงินสมทบปี 2548 จำนวน 817 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังพบว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 มีผู้ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนทั้งหมด 69,000 คน แต่มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน และในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 32 เท่านั้นที่ว่างงานโดยไม่สมัครใจ และมีเพียงร้อยละ 8 ของผู้ว่างงานเท่านั้นที่สามารถกลับเข้าทำงานได้โดยผ่านระบบการหางานของกรมการจัดหางาน

งานวิจัยชี้ว่า มีเพียงร้อยละ 0.07 ของผู้ลงทะเบียนว่างงานที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามระเบียบของสำนักงานประกันสังคมที่กำหนดให้ผู้ที่ได้รับเงินจากการประกันการว่างงานจะต้องลงทะเบียนหางานทำ และเข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยงานของรัฐ แต่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นว่า บริการของภาครัฐยังไม่สามารถให้บริการที่ได้ผล ในการบรรจุงานให้แก่ผู้ว่างงานได้

จากการเก็บข้อมูลยังพบอีกว่า จำนวนผู้ว่างงานส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเขตจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมและบริการขนาดใหญ่ อาทิ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น พังงา ภูเก็ตและสงขลา โดยเฉลี่ยร้อยละ 85 ของแรงงานหางานทำได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

ดร.วรวรรณกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยเริ่มมีระบบประกันการว่างงานมาตั้งแต่ปี 2547 โดยสำนักงานประกันสังคม เริ่มเก็บเงินนายจ้าง ลูกจ้าง ฝ่ายละ 0.5 ของค่าจ้าง ส่วนรัฐจัดเก็บสมทบร้อยละ 0.25 โดยมีพื้นฐานว่า เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับผู้ใช้แรงงานไม่ใช่การสงเคราะห์ ให้การช่วยเหลือแรงงาน เมื่อเกิดตกงานโดยไม่คาดคิดมาก่อน แต่ปรากฏว่าการประกันการว่างงานของไทยในช่วงที่ผ่านมา กลับเป็นการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างผู้ประกันตน ที่ถูกให้ออกจากงานโดย

ไม่คาดคิดมาก่อนและผู้ที่ลาออกจากงานโดยตั้งใจ ทั้งๆ ที่การให้ประโยชน์ทดแทนแก่ผู้ตั้งใจลาออกจากงาน ไม่เคยอยู่ในแผนงานของสำนักงานประกันสังคมก่อน แต่ข้าราชการก็นำกฎหมายประกันสังคม 2533 มากล่าวอ้างว่า กฎหมายไม่ได้แยกแยะประเภทของการว่างงาน ถ้าคณะกรรมการประกันสังคม (คปส.) จะให้ประโยชน์ทดแทนเฉพาะผู้ว่างงานแบบไม่ได้ตั้งใจลาออกก็ต้องแก้กฎหมายซึ่งต้องใช้เวลานาน

ในแง่ปฏิบัติ คปส.ก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่ คปส.สามารถประกาศอัตราผลประโยชน์ทดแทนแก่ผู้ว่างงาน โดยตั้งใจให้มีอัตราต่ำมากๆ ได้ เช่น ร้อยละ 10 ของค่าจ้างเป็นเวลา 1 เดือน แต่ คปส.กลับเลือกประกาศจ่ายผลประโยชน์ทดแทนให้กับผู้ว่างงานโดยตั้งใจ ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเป็นเวลา 3 เดือน นั่นแสดงว่า คปส.ตั้งใจให้เงินแก่ผู้ตกงานโดยตั้งใจ

หากย้อนกลับไปในช่วงที่มีการผลักดันเรื่องประกันการว่างงานจะพบว่า ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการ สปส. คือนักการเมือง เพราะตัวแทนของลูกจ้างที่เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการไตรภาคี ส่วนมากมักถูกครอบงำโดยภาครัฐ และนักการเมืองเป็นหลักจึงไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของลูกจ้างไว้ได้

ในยุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัวแทนจากภาครัฐจะทำงานเพื่อตอบสนองนโยบายของนักการเมือง เมื่อนักการเมืองในยุคนั้นต้องการเร่งออกโครงการประกันการว่างเพื่อสร้างผลงานและรักษาตำแหน่งของตัวเอง ข้าราชการจึงยอมบิดเบือนระเบียบการใช้เงินประโยชน์ทดแทนแก่ผู้ตั้งใจลาออกจากงาน ในขณะที่ตัวแทนของลูกจ้างและนายจ้างที่อยู่ใน คปส.ก็อยู่ในอาณัติของนักการเมือง เพราะถูกแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดังนั้นแม้ว่านายจ้างจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการประกันการว่างงาน เพราะนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบสูงขึ้น แต่เมื่อภาคการเมืองชัดเจนว่าต้องเร่งทำนโยบายประกันการว่างงาน เสียงร้องคัดค้านจากตัวแทนนายจ้างฝ่ายเดียวจึงตกไป

ดร.วรวรรณกล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ความเสียหายในส่วนนี้จะเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเงินกองทุนประกันสังคม ณ สิ้นปี 2548 ที่อยู่ถึง 364,973 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบกรณีว่างงานจำนวน 8,342 ล้านบาท แต่ก็ไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันได้ว่า ต่อไปในอนาคตจะไม่มีการบิดเบือนกระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะวิจัยนโยบายการประกันการว่างงาน กับผลกระทบต่อสวัสดิการของคนไทย กล่าวเสริมว่า การที่ คปส.อยู่ภายใต้อาณัติของนักการเมืองนับว่าเป็นภัยต่อเงินกองทุนประกันสังคมอย่างยิ่ง เพราะผู้ประกันตน และผู้เสียภาษีจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ คปส. เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกันสังคม 2533 กำหนดให้รัฐเป็นผู้รับผิดชอบคนสุดท้ายต่อการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม หากกองทุนประกันสังคมประสบกับความเสียหายทางการเงิน

ขณะที่นายประเทือง แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในคณะร่าง พ.ร.บ.ประกันการว่างงานไม่มีประเด็นเรื่องการจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ลาออกจากงานโดยสมัครใจ และโดยส่วนตัวเห็นด้วย เนื่องจากคงไม่มีแรงงานคนใดที่อยากรับเงินเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้าง เพราะวันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำ 184 บาท หากลาออกก็จะได้เงินชดเชยเพียงวันละ 5 บาทเท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และการที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินชดเชยกรณีเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ในความเป็นจริงไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคงไม่มีนายจ้างคนใดที่เปิดโอกาสให้ลูกจ้างออกโดยไม่มีความผิด เพราะมิฉะนั้นต้องจ่ายค่าชดเชยถึง 10 เดือน

นางบุญราศรี บุรพธานินทร์ ผู้อำนวยการกองประโยชน์ทดแทนสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า รู้สึกอึดอัดกับการทำงานกับกรมจัดหางาน ทั้งที่สำนักงานประกันสังคมจัดงบประมาณให้กับกรมจัดหางาน เป็นค่าบริหารจัดการมากกว่า 400 ล้านบาท แต่ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น ดังนั้นการบริหารจัดการ ในโครงการกองทุนประกันสังคมเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นควรให้ผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ต้องรับผิดชอบกับโครงการที่อนุมัติไป

และกล่าวด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของกองทุนประกันการว่างงานอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง แต่ตัวเลขการลาออกโดยสมัครใจในช่วงที่ผ่านมาก็สูงกว่าผู้ถูกไล่ออกถึง 4 เท่าตัว หากปีหน้าเศรษฐกิจทรุด การเติบโตของกองทุนก็อาจจะลดลง ดังนั้นต้องมีการปรับเงื่อนไขในการจ่ายประโยชน์ทดแทนในอนาคต

หน้า 1