|
||||||||||||||
|
The Next Global Stage
โลกนี้คือเวทีละคร (1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3848 (3048) ในยุคนี้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ ด้านการอ่านภาวะโลกและด้านแนวคิดมักได้รับการยกย่องว่าเป็น "กูรู" (guru) คำนี้คงมีความหมายตรงกับคำไทยว่า "ปรมาจารย์" ฝรั่งมักเป็นผู้บุกเบิกในด้านการสร้างเทคโนโลยีใหม่ มาตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ พร้อมกับการอ่านภาวะโลก และฐานความคิด เพื่อแก้ปัญหาที่มากับความเปลี่ยนแปลงนั้น ฉะนั้นกูรูจึงมักเป็นฝรั่งด้วย ในปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นก้าวหน้าไม่น้อยกว่าฝรั่ง แต่นานๆ ญี่ปุ่นจึงจะมีกูรูชื่อดัง เช่น เคนิชิ โอมาเอะ (Kenichi Ohmae) สักคน ในช่วงเวลากว่า 30 ปี โอมาเอะคลุกคลีกับการบริหารจัดการ และมีผลงานเขียนมากมาย รวมทั้งหนังสือแนวแนะนำว่า เราควรจะทำอย่างไรในโลกยุคโลกาภิวัตน์ชื่อ The Next Global Stage : Challenges and Opportunities in Our Borderless World ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2548 เขานำเสนอหนังสือเล่มนี้ตามแนวละคร โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ภาค คือเวที (Stage) การกำกับการแสดง (Stage Directions) และบทละคร (The Script) ภาค "เวที" เริ่มด้วยการเล่าเรื่องราวของสถานที่ซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับชี้ทางให้เห็นลักษณะของเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ ต่อด้วยการย้อนไปดูจุดกำเนิดของโลกาภิวัตน์ แล้วจบลงด้วยการอธิบายความล้มเหลวของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เมืองต้าเลี่ยนของจีนเป็นสถานที่แรกที่ผู้เขียนนำมาเล่า ก่อนที่จีนจะปรับนโยบายเศรษฐกิจไปตามความคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ของ เติ้ง เซี่ยว ผิง เมื่อปี 2435 ต้าเลี่ยนเป็นทั้งเมืองท่า เมืองอุตสาหกรรม และศูนย์กลางของการค้าขาย ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน หลังจากจีนเปิดโอกาสให้ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศใช้ระบบตลาดเสรีได้ ต้าเลี่ยนเป็นภูมิภาคหนึ่งซึ่งปรับเปลี่ยนนโยบายทันที โดยส่งเสริมให้มีการค้าขายกับต่างประเทศ และพัฒนาเศรษฐกิจแนวทวิลักษณ์ นั่นคือ พัฒนาฐานทางการอุตสาหกรรมซึ่งมีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมกับผลักดันให้เกิดการลงทุนในด้านเทคโนโลยีใหม่ และภาคบริการ ต้าเลี่ยนประสบความสำเร็จสูงด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง ซึ่งสามารถผลิตคนงาน ที่อยู่ในความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เป็นเมืองที่น่าอยู่เพราะมีน้ำสะอาด ชายหาดและอากาศดี ประกอบกับมีที่อยู่อาศัย สถานที่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและการขนส่งเพียงพอ อีกทั้งยังมีนายกเทศมนตรีซึ่งมีหัวก้าวหน้าและมีความเป็นผู้นำชั้นยอด ผู้เขียนเล่าถึงไอร์แลนด์เป็นอันดับต่อไป หลังจากได้เอกราชเมื่อปี 2465 ไอร์แลนด์เป็นประเทศเกษตรกรรมที่ยากจน การส่งเสริมอุตสาหกรรมเมื่อราว 40 ปีผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ชาวไอร์แลนด์ อพยพออกนอกประเทศ เพื่อไปหางานทำ อย่างไรก็ตาม ชาวไอร์แลนด์เหล่านั้นมีการศึกษาสูง และเมื่อได้ไปเห็นโลกภายนอกชั่วระยะหนึ่ง พวกเขาก็เริ่มเดินทางกลับบ้านเกิด พร้อมกับนำความรู้ความคิดใหม่ๆ ที่ได้รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ชาวไอร์แลนด์มองเห็นศักยภาพมหาศาลของการใช้ระบบอินเทอร์เน็ต ก่อนที่ระบบนั้นจะได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้า และถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง พวกเขาจึงเริ่มพัฒนากิจการต่างๆ โดยใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นหัวจักรขับเคลื่อน จากกิจการง่ายๆ เช่น การบริการรับโทรศัพท์ให้ชาวต่างประเทศ ไปจนถึงกิจการที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ เช่น การวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นหาภูมิปัญญาใหม่ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฟินแลนด์เป็นประเทศที่สามที่ผู้เขียนนำมาเล่า โทรศัพท์โนเกียเป็นที่รู้จักดีของชาวโลก แต่นั่นเป็นเพียงสินค้า และบริการทางด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวของฟินแลนด์ ชาวฟินแลนด์ยังผลิตอย่างอื่นอีกมาก ซึ่งอาจไม่เป็นที่รู้จักดีเท่าโนเกีย ฟินแลนด์ผันตัวเองจากประเทศที่ขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ มาเป็นประเทศที่ขายมันสมองได้สำเร็จเพราะปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการเน้นความสำคัญของการศึกษามายาวนาน การรู้ภาษาอังกฤษอย่างดี การมีผู้นำที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์กว้างไกล และการมีความกระหายที่จะใฝ่หาความรู้ความชำนาญในด้านเทคโนโลยีใหม่อยู่ตลอดเวลา ผู้เขียนใช้ตัวอย่างทั้งสามนี้เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจโลกซึ่งบุคคล บริษัทห้างร้าน และประเทศจะต้องนำมาพิจารณาเพื่อปรับตัวเอง นั่นคือ (1) การไร้พรมแดน เพราะประเทศส่วนใหญ่ เปิดให้มีการติดต่อค้าขายกันได้อย่างเสรี และเทคโนโลยีทำให้เขตแดนของประเทศปิดกั้นการติดต่อสื่อสารได้ยาก (2) การไม่ปรากฏต่อสายตา เพราะการตัดสินใจในด้านเศรษฐกิจมักไม่เกิดขึ้นในตลาดอีกต่อไป หากเกิดขึ้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ (3) การเชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึงด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และ (4) การตัดสินใจโดยการใช้ตัวเลขที่วัดจากจินตนาการ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตไกลๆ มากกว่าตัวเลขในปัจจุบัน เช่น การลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทมักเกิดจากการคาดคะเนว่า ในอีกหลายปีข้างหน้าบริษัทนั้นจะทำอะไร มากกว่าการพิจารณาผลกำไรในปัจจุบัน หลังจากชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญของโลกาภิวัตน์แล้ว ผู้เขียนย้อนไปดูปัจจัยที่ก่อให้เกิดจุดกำเนิดของโลกาภิวัตน์ และเสนอปี ค.ศ.1985 (พ.ศ.2528) ให้เป็นจุดเริ่มต้นเพราะเหตุการณ์ 4 ด้านคือ (1) ด้านอุดมการณ์ทางการเมืองที่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อสหภาพโซเวียตได้มิเคล กอร์บาชอฟ เป็นผู้นำคนใหม่ซึ่งยอมรับความบกพร่องของระบบคอมมิวนิสต์และเสนอให้มีการปรับเปลี่ยน (2) ด้านเศรษฐกิจอันได้แก่การตกลงกันระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ 5 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ที่จะให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามีความยืดหยุ่นได้และการค้าขายสะดวกขึ้น (3) ทางด้านการคลังซึ่งเกิดจากสหรัฐอเมริกาออกกฎหมายให้รัฐบาลกลางต้องทำงบประมาณสมดุล เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ของโลกอันเกิดจากการขาดดุลของสหรัฐ และ (4) บริษัทไมโครซอฟท์ผลิตโปรแกรมแม่บท Windows ออกมาเป็นครั้งแรก โปรแกรมนี้มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างยิ่ง ในด้านความล้มเหลวของวิชาเศรษฐศาสตร์ ผู้เขียนกล่าวว่า เกิดจากนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ยังหลงอยู่ในโลกแห่งความฝัน และการสร้างแบบจำลองของเศรษฐกิจ ตามหลักวิชาคณิตศาสตร์ และคำสอนของปราชญ์ ซึ่งอธิบายเศรษฐกิจโลกได้เพียงบางส่วน นอกจากนั้นปัญหายังเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ สามารถอธิบายได้ว่า อะไรเป็นต้นเหตุ อะไรเป็นผล จนนำไปสู่การสร้างนโยบายที่งมงายขึ้นมา เช่น ความเชื่อที่ว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะภาคธุรกิจจะลงทุนมากขึ้นเนื่องจากต้นทุนลดลงพร้อมๆ กับการขยายตัวของตลาด เนื่องจากผู้บริโภคจะสามารถหยิบยืมเงินเพื่อการบริโภคได้มากขึ้น แต่นโยบายแนวนี้อาจมีผลตรงกันข้าม เพราะเงินทุนอาจไหลออกนอกประเทศ เพื่อไปแสวงหาอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า และพร้อมกันนั้นการบริโภคก็อาจลดลง เพราะในสังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากซึ่งอาศัยดอกเบี้ยจากเงินออมเพื่อการบริโภคมีรายได้น้อยลง ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีแบบจำลอง ของเศรษฐกิจโลกที่เหมาะสม เนื่องจากมันมีความสลับซับซ้อนสูงมาก ทำให้ยากแก่การสร้างแบบจำลอง ผู้เขียนเสนอว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ จึงจำเป็นที่จะต้องรื้อทฤษฎีเก่าๆ ทิ้งให้หมด เขาบอกว่า ในโลกยุคนี้สิ่งที่น่านำมาคิดเป็นพิเศษก็คือ (1) ทุกคน ทุกองค์กร และทุกประเทศ สามารถสร้างความมั่งคั่งได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์มากมายมาก่อน (2) โลกมีเงินทุนเหลือเฟือ ซึ่งพร้อมที่จะไหลเข้าไปในแหล่งที่มีแรงจูงใจหรือมีผู้ใช้ที่มีความสามารถสูง และ (3) ขนาดเล็กใหญ่ไม่มีความสำคัญ ความสามารถในการแข่งขันคือตัวชี้ขาด หน้า 49 The Next Global Stage โลกนี้คือเวทีละคร (2) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3849 (3049) ในภาค "การกำกับการแสดง" ผู้เขียนเสนอข้อคิดใหม่ในการมองประเทศ ภูมิภาค ปัจจัยในการสื่อสารและการทำธุรกิจ พร้อมทั้งสิ่งที่บริษัทห้างร้านควรปรับเปลี่ยน เขากล่าวว่า ความคิดและนโยบายเศรษฐกิจมักล้าสมัยเพราะผู้คิดใช้ประเทศ (nation-state) เป็น กรอบอ้างอิง แต่ประเทศเป็นกรอบทางการเมือง ซึ่งมักไม่เหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นฐาน สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะบางประเทศมีขนาดกว้างใหญ่ ประกอบด้วยหลายส่วนซึ่งต่างกันทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ เชื้อชาติและภาษาของประชาชน นอกเหนือจากนั้นการยึดเอาประเทศเป็นหลัก มักนำไปสู่กิจกรรมจำพวกปลุกความเป็นชาตินิยม ซึ่งอาจไม่เหมาะสมหรือจำเป็น เช่น การมีเงินตราและธนาคารกลาง มีสายการบินและมีกองทัพ ผู้เขียนเสนอให้ใช้ภูมิภาค (region) เป็นฐานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจยกเว้นในกรณีที่ประเทศมีขนาดเล็ก เช่น สิงคโปร์ เขาย้ำว่า ความสำเร็จของจีนและอินเดียเกิดจากรัฐบาลกลางปล่อยให้ภูมิภาคต่างๆ เป็นอิสระที่จะวางแผนการพัฒนาของตนเอง ต้าเลี่ยนเป็นภูมิภาคหนึ่งในหลายๆ ภูมิภาคซึ่งเป็นหัวจักรผลักดันให้เศรษฐกิจของจีนขยายในอัตราสูง ทั้งที่ยังมีอีกหลายส่วนของประเทศที่ขยายในอัตราต่ำ ในอินเดียก็เช่นเดียวกัน บังคาลอร์เป็นหนึ่งในหลายภูมิภาค ที่ประสบความสำเร็จสูงเพราะมีอิสระที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ เขาเสนอว่า ขนาดของภูมิภาคยืดหยุ่นได้ แต่ควรมีตลาดขนาดใหญ่พอ คือมีคนระหว่าง 1-10 ล้านคน นอกจากนั้นภูมิภาคจะต้องมีสนามบินนานาชาติที่มีประสิทธิภาพสูง มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นดี มีความน่าอยู่และเปิดกว้างสำหรับชาวต่างประเทศ เขาเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาได้เปรียบประเทศอื่น เพราะมีโครงสร้างทางการเมืองที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจมาตั้งแต่วันเริ่มต้นก่อตั้งประเทศ นั่นคือ แต่ละรัฐมีอิสระที่จะตัดสินใจทำอะไรๆ ได้เองเป็นส่วนใหญ่พร้อมกับมีปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวถึงอย่างครบถ้วน นอกจากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ผู้เขียนเสนอว่าปัจจัยสำหรับความก้าวหน้าได้แก่การรู้จักใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพราะเทคโนโลยีเป็นตัวชี้ขาดการพัฒนามาตลอดประวัติศาสตร์ ในยุคนี้เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นหัวใจของการสื่อสารและการค้าขายคือสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ เนื่องจากเทคโนโลยียุคนี้มีภาษาอังกฤษเป็นฐาน และข้อมูลส่วนใหญ่ (ราว 80%) ที่เก็บไว้ในระบบอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาอังกฤษ ฉะนั้นผู้ที่ต้องการก้าวหน้าต้องรู้ภาษาอังกฤษ โดยสรุปในภูมิภาคที่หวังก้าวหน้าประชาชนต้องรู้อย่างน้อย 3 ภาษาอย่างแตกฉาน คือภาษาของตนเอง ภาษาอังกฤษ และภาษาเทคโนโลยีซึ่งในสมัยนี้ก็คือภาษาคอมพิวเตอร์ประกอบกับระบบอินเทอร์เน็ต นอกเหนือจากนั้นผู้เขียนกล่าวว่า สิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาเพื่อนำมาใช้อย่างจริงจัง ได้แก่ (1) การเปิดให้มีบัญชีเป็นเงินดอลลาร์ เพราะเงินสกุลนี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก (2) การตั้งและโฆษณายี่ห้อสินค้า จนเป็นที่รู้จักทั่วโลก ในแนวกับเครื่องดื่มโคคา-โคลา และนาฬิกาโรเลกซ์ (3) ภาษาที่วงการธุรกิจใช้สื่อสารกันทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคำและตัวย่อเป็นจำนวนมาก เช่น BPO, CRM, IPO (4) ระบบเครื่องรับและจ่ายเงินอัตโนมัติ หรือ ATM (Automatic Transactions Machine) ซึ่งในขณะนี้มีสองบริษัทใหญ่ให้บริการคือ Plus และ Cirrus (5) บัตรเครดิตและบัตรอัจฉริยะ (smart card) ซึ่งรวมข้อมูลไว้มากมายเพื่อเอื้อให้การทำกิจกรรมต่างๆ สะดวกขึ้น และ (6) ระบบบ่งตำแหน่งบนผืนโลก ผ่านดาวเทียม หรือ GPS (Global Positioning Satellites) ซึ่งใช้ในกิจการต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันขโมย การใช้ถนน การเก็บค่าผ่านทางและค่าจอดรถยนต์ หรือการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับเทคโนโลยีสารสนเทศและเป็นปัจจัยที่ทำให้โลกยุคใหม่ต่างจากโลกสมัยก่อน ได้แก่ การส่งงานไปให้ผู้อยู่นอกองค์กรทำ หรือ BPO (BPO = Business Process Outsourcing) แรงผลักดันของการทำเช่นนั้นคือ ความต้องการที่จะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันที่จริงการส่งงานไปให้ผู้อยู่นอกองค์กรทำไม่ใช่ของใหม่ แต่มันไม่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมาก่อนเพราะการติดต่อและส่งข้อมูลเป็นไปด้วยความยากลำบาก หลังจากเทคโนโลยีสารสนเทศถูกพัฒนาขึ้นมาจนสามารถส่งข้อมูลจำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น บริษัทห้างร้านซึ่งต้องการลดต้นทุนส่งงานไปให้ผู้อื่นทำกันอย่างกว้างขวางขึ้น การส่งงานไปให้ผู้อยู่นอกองค์กรทำซึ่งกำลังสร้างปัญหาการเมืองในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ การส่งงานออกไปนอกประเทศ งานชนิดแรกซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางคือ การตอบคำถามทางโทรศัพท์ของลูกค้า งานชนิดนี้มักถูกส่งไปให้ชาวอินเดีย และชาวฟิลิปปินส์ทำ เพราะพวกเขารู้ภาษาอังกฤษและคิดค่าแรงต่ำกว่าชาวอเมริกัน งานที่ส่งออกไปมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น งานทางด้านการทำบัญชี การออกแบบ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และงานวิจัยและพัฒนา งานที่ใช้ภูมิปัญญาสูงถูกส่งไปให้อินเดีย รัสเซียและจีนมากขึ้น เพราะสามประเทศนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก เมื่อบริษัทห้างร้านส่งงานออกนอกประเทศมากขึ้น ชาวอเมริกันเริ่มประท้วง ทำให้นักการเมืองผู้ต้องการเอาใจแรงงานออกมาสร้างความกดดันภาคธุรกิจให้หยุดทำ การรับทำงานจำพวกนี้มิได้มีเฉพาะในอินเดีย จีนและฟิลิปปินส์เท่านั้น หากเกิดขึ้นทั่วไปในประเทศ ที่สามารถสื่อสา รด้วยภาษาที่นายจ้างต้องการ และมีคนงานทางปัญญาจำนวนมาก ซึ่งพร้อมที่จะรับค่าแรง ต่ำกว่าค่าแรงในประเทศผู้จ้าง การรับงานจำพวกนั้นทำเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศของผู้รับ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการลดต้นทุนของผู้จ้าง จึงกล่าวได้ว่าปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดผลดีแก่ทั้งสองฝ่าย ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกด้านหนึ่งในโลกยุคใหม่ ได้แก่ กระบวนการซื้อขายและการส่งของให้ผู้ซื้อ ในขณะนี้มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในด้านบริการค้นหาสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต บริษัทกูเกิลอาจเป็นผู้นำ แต่ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ไล่หลังมาติดๆ เช่น ยาฮูและไมโครซอฟท์ วิวัฒนาการเหล่านี้ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความพร้อม สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ทั้งในรูปของการขายสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและเสนอให้บริการ โดยเฉพาะการนำสินค้า จากผู้ขายไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ หรือที่มักเรียกกันว่า "ลอจิสติก" (logistics) บริการด้านนี้ นับวันจะมีความสำคัญยิ่งขึ้น ผู้เขียนมีตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างบริษัทเดลล์ ซึ่งผลิตคอมพิวเตอร์ตามสั่งทางโทรศัพท์ และทางอินเทอร์เน็ต และบริษัทเฟเดรอลเอ็กซ์เพรส ซึ่งบริการจัดส่งทั้งส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์จากทั่วโลก และคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปซึ่งต้องส่งไปให้ผู้ซื้อตามกำหนดเวลาอันสั้น สองบริษัทนี้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและรวดเร็วดังกับเป็นองค์กรเดียวกัน เกี่ยวกับประเด็นนี้ผู้เขียนมีแนวคิดหนึ่งซึ่งดูแยบยลเป็นพิเศษ นั่นคือ "การนำเข้าที่ดิน" แต่การนำเข้าในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ญี่ปุ่นจะซื้อและขนดินมาจากนอกประเทศ หากหมายความว่าญี่ปุ่นควรไปซื้อที่ดินไว้ในต่างประเทศ เพื่อใช้ผลิตสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นต้องการ อาทิ การผลิตข้าว ซึ่งต้นทุนในญี่ปุ่นสูงถึงราว 10 เท่าของต้นทุนในออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนียและในประเทศไทย แทนที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะสนับสนุนการผลิตข้าวในประเทศของตนด้วยเงินจำนวนมหาศาล ญี่ปุ่นควรใช้เงินนั้นซื้อที่ดินในต่างประเทศแล้วผลิตข้าวชนิดที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทาน แนวคิดนี้ใช้ได้กับกิจการหลากหลาย รวมทั้งการผลิตผลไม้ ผัก และเนื้อสด ปัจจัยสำคัญได้แก่การพัฒนาระบบ ลอจิสติกให้มีประสิทธิภาพสูง จนสามารถส่งของสดจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภคได้ภายในเวลา 12 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้เริ่มทำกันอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ หน้า 49 The Next Global Stage โลกนี้คือเวทีละคร (จบ) คอลัมน์ ผ่ามันสมองปราชญ์ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3850 (3050) ในภาคสุดท้ายชื่อ "บทละคร" ผู้เขียนพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเกิดขึ้นในรัฐบาล บริษัทห้างร้านและบุคคล ตามด้วยการมองดูบางภูมิภาคของโลกที่น่าจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว และจบด้วยการย้อนกลับไปดูเนื้อหาของหนังสือของเขาเรื่อง The Mind of the Strategist เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับวางยุทธศาสตร์ของการทำธุรกิจ เทคโนโลยีใหม่ทำให้โลกหมดพรมแดนพร้อมๆ กับทำให้อำนาจของรัฐบาลลดลง รัฐบาลยุคต่อไปจึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนบทบาท จากผู้มีอำนาจในการแบ่งสันปันส่วนความมั่งคั่ง ด้วยการเรียกเก็บภาษี และจับจ่ายเงินที่ได้มา ไปเป็นผู้มีหน้าที่ ให้ความสะดวกแก่ภาคเอกชน จะทำอย่างไรให้เกิดความสะดวกเริ่มจากรัฐบาลต้องรู้ว่า จะเลือกพัฒนาประเทศไปในทิศทางไหน หรืออาจเรียกว่ามีวิสัยทัศน์ แต่ผู้เขียนบอกว่ารัฐบาลส่วนใหญ่มักใช้คำว่า "วิสัยทัศน์" เพียงเป็นเครื่องมือโฆษณาหาผลทางการเมือง มากกว่าเป็นแนวคิดว่าจะทำอะไรต่อไปอย่างแท้จริง ส่วนประกอบของแต่ละวิสัยทัศน์ อาจแตกต่างกันออกไป แต่มันจะต้องมีหัวใจอยู่ที่การให้อำนาจแก่ประชาชน การเปิดรับทุนจากต่างประเทศและการมีความต่อเนื่อง การเปลี่ยนบทบาทอาจนำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องลดขนาดของรัฐบาลและปรับเปลี่ยนขอบเขตของงานอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นแนวคิดในการจ้างพนักงานของรัฐแบบตลอดชีวิตจึงอาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป ผู้เขียนมองว่ารัฐบาลต้องเป็นหัวจักรใหญ่ ในด้านการศึกษาของประชาชน ซึ่งจะต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ลักษณะของเนื้องานเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้นการศึกษาในโรงเรียน จะต้องมุ่งปูความรู้พื้นฐาน ให้วิธีการ และปลูกฝังแนวคิด ที่จะแสวงหาความรู้ต่อไป มากกว่าการฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชาญในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบอินเทอร์เน็ตจะเป็นปัจจัยสำคัญในการศึกษาในอนาคต ฉะนั้นแต่ละประเทศ จะต้องมีทั้งเทคโนโลยีร่วมสมัย และระบบการศึกษาทางไกลเพื่อเอื้อให้ประชาชนศึกษาต่อได้ตลอดชีวิต ผู้เขียนนำตัวอย่างของรัฐบาล 5 ประเทศ ที่มีวิสัยทัศน์ และประสบความสำเร็จมาเล่าได้แก่ จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ สวีเดน และไอร์แลนด์ เทคโนโลยีใหม่ทำให้ผลิตภัณฑ์บางชนิดหมดความนิยมแต่ก็เปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมกันไปด้วย ธุรกิจบางอย่างอาจตายในขณะที่บางอย่างแจ้งเกิด ส่วนใครจะตาย ใครจะอยู่และใครจะเกิดในโลกยุคใหม่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ฉะนั้นผู้เขียนบอกว่าการสอนวิชาบริหารธุรกิจในสถาบันการศึกษา ที่อาศัยรูปแบบของการทำธุรกิจในอดีตนั้นใช้ไม่ได้ จึงควรจะส่งไปเก็บไว้เสียในพิพิธภัณฑ์ ผู้ที่จะอยู่ได้คือผู้ที่มีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมที่จะทดลองวิธีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจัดระบบของธุรกิจ การเสนอผลิตภัณฑ์และบริการแปลกใหม่ การเข้าถึงลูกค้า หรือการบริหารจัดการบุคลากร ผู้เขียนเน้นว่าในโลกยุคไร้พรมแดนนี้ไม่มีความจำเป็นที่บริษัทห้างร้าน จะต้องมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะย้ายไปอยู่ในต่างประเทศ หรือไม่มีเลยก็ได้ นอกจากนั้นรูปแบบของการบริหารจัดการจะต้องไม่เป็นรูปของพีระมิดอีกต่อไป หากเป็นการกระจายอำนาจการตัดสินใจอยู่ในรูปของแนวนอน ในด้านบุคคล ผู้เขียนเน้นความสำคัญของการปรับตัวเองได้อย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ยึดการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดชีวิต และเลิกคิดที่จะยึดงานหนึ่งงานใดไปตลอดกาล เขายกความสำคัญของผู้นำมาย้ำเป็นพิเศษรวมทั้งผู้นำในระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับบริษัทห้างร้าน ผู้นำที่เขากล่าวถึงเป็นตัวอย่างได้แก่ นายกรัฐมนตรี ลี กวน ยู ของสิงคโปร์ นายกเทศมนตรี โบ ซี ไล้ ของเมืองต้าเลี่ยน และประธานผู้บริหารแจ็ค เวลช์ ของบริษัทเจเนอรัล อีเล็กตริกส์ ผู้นำเหล่านี้มีความกล้าแต่ไม่บ้าบิ่น มีความแข็งแกร่งแต่ยืดหยุ่นได้โดยไม่ยึดติดในอุดมการณ์หนึ่งอุดมการณ์ใดหรือวิธีการหนึ่งวิธีการใดโดยเฉพาะ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ซึ่งได้มาจากการศึกษาและการเดินทางไปสัมผัสส่วนต่างๆ ของโลก มีความทุ่มเท และมีความสามารถสูงในการสื่อสารกับคนอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับประเทศและภูมิภาคที่ผู้เขียนมองว่ามีโอกาสจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคตมีอยู่ด้วยกัน 1 ประเทศ คือ เอสโตเนีย ซึ่งอยู่ใกล้และมีลักษณะคล้ายคลึงกับฟินแลนด์ และ 8 ภูมิภาคได้แก่ (1) เกาะไหหลำของจีน ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่าง ที่จะผลักดันให้เกิดการขยายตัว รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวในระดับเดียวกับของเมืองไทย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ (2) เปโตรพาฟลอสค์-คัมชัตซิลี (Petropavlosk-Kamchatsily) ในทางตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหาความสงบ (3) แวนคูเวอร์ (Vancouver) ในทางตะวันตกของแคนาดา ซึ่งอยู่ติดกับรัฐวอชิงตันอันเป็นรังของบริษัทไมโครซอฟท์และสตาร์บัคส์ (4) ขอบทะเลบอลติก (The Baltic Corner) ซึ่งประกอบด้วยประเทศลัตเวีย ลิทัวเนียและเมืองคาลินินกราดของรัสเซีย ภูมิภาคนี้มีความพร้อมที่จะพัฒนาเช่นเดียวกับประเทศเอสโตเนีย (5) นครโฮจิมินห์ของเวียดนาม ซึ่งมีคนงานที่ขยันขันแข็ง และพร้อมที่จะรับค่าแรงต่ำเพียงราวครึ่งหนึ่งของชาวจีน และมีรัฐบาลซึ่งต้องการจะพัฒนาไปตามรูปแบบของจีนด้วย (6) จังหวัดคาบารอฟ และเกาะสาขะลินของรัสเซียซึ่งอยู่ติดกับจีนและใกล้เมืองใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นและเกาหลี (7) เมืองเซาเปาโลของบราซิลซึ่งมีอิสระที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ และ (8) เกาะกิวชิวของญี่ปุ่นซึ่งมีบริษัทใหญ่ๆ เข้าไปลงทุนจำนวนมากแล้ว เช่น เอ็นอีซี โตชิบา โอกิและโซนี่ ผู้เขียนย้อนกลับไปดูหนังสือของเขาเรื่อง The Mind of the Strategist ซึ่งเขียนขึ้นในระหว่างที่เขาอายุ 29-31 ปีและพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2518 เขาบอกว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนั้นซึ่งพูดถึงยุทธศาสตร์ของการทำธุรกิจยังใช้ได้ แต่ยุทธศาสตร์ซึ่งเขาเสนอให้ใช้ C สามตัวเป็นฐานคือ คู่แข่ง (competitors) บริษัท (company) และลูกค้า (customers) จะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนเพราะในโลกยุคใหม่ลักษณะของแต่ละ C ได้เปลี่ยนไปแล้ว แทนที่จะยึดหลักของเขา หรือของผู้อื่น เช่น value chains ของพอร์เตอร์ และ resource-based ของบาร์นี่ อย่างตายตัวเพื่อการสร้างยุทธศาสตร์ เขาเสนอให้ใช้สิ่งที่เรียกว่า kosoryoku ของญี่ปุ่นแทน คำนี้มีความหมายสามอย่างประกอบกันคือ วิสัยทัศน์ แนวคิดและจินตนาการ เขาอธิบายว่าผู้คิดยุทธศาสตร์ต้องมีความสามารถที่จะสร้างวิสัยทัศน์จากการใช้จินตนาการ ผ่านเข้าไปในโลกซึ่งมองอะไรไม่ค่อยเห็นจนได้ภาพของความเป็นจริง และใช้วิสัยทัศน์นั้นเป็นฐานของยุทธศาสตร์ ที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงๆ ข้อสังเกต - หนังสือเล่มนี้มีเนื้อน่าสนใจ และคงจะให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างคุ้มค่า ยกเว้นตอนสุดท้าย ที่ผู้เขียนกล่าวถึงหนังสือเล่มแรกของเขา แล้วไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ว่า การสร้างยุทธศาสตร์จากจินตนาการนั้น หมายความว่าอะไร แนวคิดที่เด่นที่สุด และอาจมีข้อโต้แย้งมากที่สุดได้แก่ ความล้าสมัยของการใช้ประเทศ เป็นกรอบของการคิดทำกิจการต่างๆ อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้โลกไม่มีพรมแดนอีกต่อไป พร้อมกับทำให้กรอบของการคิดสำหรับผู้ทำธุรกิจจะต้องเป็นโลกทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโอกาส ตลาด ลูกค้า คู้แข่ง แรงงาน หรือเงินทุน มองจากมุมนี้แนวคิดของเขาไม่น่าจะมีข้อโตแย้งมากนัก ข้อเสนอให้เลือกใช้ภูมิภาคเป็นศูนย์ของการพัฒนาอาจมองได้ว่าเขาต้องการส่งเสริมวิธีพัฒนาแบบขาดสมดุล การมองเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความโต้แย้งได้ อย่างไรก็ตามหากมองว่าเป็นการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ข้อเสนอนี้ไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งเช่นกัน ผู้เขียนให้ความสำคัญของการมีผู้นำที่มีความสามารถสูง ถึงระดับเป็นตัวชี้ขาดของกิจการทุกอย่าง ข้อคิดนี้อาจไม่มีความโดดเด่น เพราะไม่ใช่ของใหม่ แต่มันอาจมีความสำคัญสูงที่สุดโดยเฉพาะผู้นำของประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งประชาชนมักตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคใหม่ อันที่จริงประเทศเหล่านั้น มิได้ขาดผู้นำที่มีความสามารถเสมอไป แต่เมื่อมีอำนาจพวกเขามักใช้ความสามารถไปในทางสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง มากกว่าเพื่อพัฒนาประเทศ หน้า 49
|