หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1376

คนหนุ่มสาวสมัยนี้คงไม่คุ้นกับคำขวัญที่ว่า "อย่าไว้ใจใครที่อายุเกิน 35" ไปเสียแล้ว เพราะเป็นคำขวัญของ "กบฏ" อเมริกันสมัยต่อต้านสงครามเวียดนามโน่น (แต่อย่าตะโกนคำขวัญนี้ในเวียดนามนะครับ ได้สะดุ้งกันไปทั้งพรรคเลย)

เมื่อตอนเป็นหนุ่ม ผมเคยเลียนคำขวัญนี้มากล่าวต่อหน้า "ผู้ใหญ่" ไทยหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยได้ผลอะไร เพราะ "ผู้ใหญ่" ท่านได้แต่ค้อนแล้วท้วงว่า "คุณจะไม่มีวันอายุถึง 35 บ้างหรือ"

ไม่ได้ผลก็เพราะคำขวัญนี้เขาไม่ได้หมายถึงตัวเลขอายุเท่ากับ "โครงสร้างครอบงำ" (The Establishment) กล่าวคือ ผู้คนทั่วไป (ในอเมริกา) มักสำเร็จการศึกษาประมาณอายุสัก 25 แล้วก็หางานทำ ถึงจะย้ายงาน ก็ก้าวหน้าไปในระบบงานตามลำดับ กว่าจะอายุ 35 ก็ผ่านงานมา 10 ปีแล้ว มีลูกมีเมียที่จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งมีหนี้สินอีกก้อนใหญ่ซึ่งเกิดจากการตั้งครอบครัว

พอใจหรือไม่พอใจชีวิตก็ตาม หรือแม้แต่สามารถวิเคราะห์จนมองเห็นความไม่เป็นธรรมนานาชนิดใน "โครงสร้างครอบงำ" ได้ก็ตาม ตัวก็มีผลประโยชน์ปลูกฝังกับตัว "โครงสร้างครอบงำ" จนยากจะไถ่ถอนตัวออกไปได้เสียแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนเหล่านี้จะโค่นล้ม "โครงสร้างครอบงำ" ลง

อย่างเก่งก็ได้แต่เพียงร่วมวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยความหวังว่าตัว "โครงสร้างครอบงำ" จะปรับตัวให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ (แล้วก็ค่อยผลิตความลำเอียงและอคติใหม่ต่างๆ กลับเข้ามาใหม่)

อย่างน้อยคนอายุเกิน 35 ก็ไม่เดือดร้อน ซ้ำยังดูเป็นมิตรกับหนุ่มสาวที่เป็น "กบฏ" ไปพร้อมกัน

การกระทำเช่นนี้ "กบฏ" อเมริกันสมัยนั้นเรียกว่าเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก (hypocrite) ซึ่งนับเป็นบาปหนักประการที่ 8 สำหรับพวกเขา

(ผมก็สงสัยตัวเองว่าเป็นหนึ่งในพวกหน้าไหว้หลังหลอกนับตั้งแต่อายุ 35 มาเหมือนกัน)

ผมแสร้งยกคำขวัญนี้มาพูดกับ "ผู้ใหญ่" ไทย เพื่อจะหยั่งดูว่าท่านเหล่านั้นมีทัศนะต่อ "โครงสร้างครอบงำ" ของไทยอย่างไร ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเลยพอใจกับมันอย่างเหนียวแน่น มีบ้างบางคนที่มองเห็นปัญหาบางอย่าง แต่ก็เชื่อว่าหากเราช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ก็จะสามารถทำให้มันปรับแก้ตัวมันเองได้

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ผมเล่าเรื่องนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเมื่อตอนผมเป็นหนุ่มมาจนไม่นานมานี้เอง ความเป็นหนุ่มเคย มีความหมายมากกว่า แข็งแรง และรูปหล่อหรือสวยสด เป็นคุณสมบัติของการกล้าเสี่ยง, กล้าเผชิญปัญหา และกล้าทำ-คิดอะไรใหม่ๆ

ถ้าจะว่ากันด้วยโครงสร้างประชากร ตอนนั้นสัดส่วนของประชากรไทยในวัยหนุ่มสาวมีมากที่สุด จนพวกเขากลายเป็นผู้บริโภคใหญ่สุดของประเทศ และกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของวัฒนธรรมมวลชนในตลาด ไม่ว่าจะเป็นเพลง, หนัง, ดนตรี, ละคร, การจัดสวน หรือแฟชั่น เพราะในตอนนั้นเราอาจพูดได้ว่าชาติไทยเป็นชาติของคน "หนุ่ม" (แม้คนกุมอำนาจทางการเมืองจะแก่งั่กแค่ไหนก็ตาม)

ยิ่งมาถึงช่วง 14 ตุลา "ความเป็นหนุ่ม" ยิ่งกลายเป็นคุณสมบัติพิเศษขึ้นไปใหญ่ เหมือนได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นศักยภาพ ซึ่งเคยเป็นความหวังของสังคมมานาน แม้เกิดการสังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผมคิดว่ายังไม่อาจทำลายความศรัทธาต่อ "ความเป็นหนุ่ม" ในสังคมไทยไปได้ ถึงขบวนการนักศึกษาไม่อาจเคลื่อนไหวอย่างมีพลังได้อีกเลย "ความเป็นหนุ่ม" ก็เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ขาดไม่ได้ในชีวิต หากชาติจะพบหนทางหลุดออกไปจากวังวนของปัญหา

ในชีวิตจริงของประชาชน โดยเฉพาะระดับล่าง คนหนุ่มสาวกลายเป็นผู้ทำรายได้หลักของครอบครัว เขาคือคนทำนาเลี้ยงคนแก่ ซึ่งถูกริบเอาบทบาทไปแทบจะหมดแล้ว ทั้งจากครอบครัวและชุมชน หนุ่มสาวคือคนที่ออกจากบ้าน เพื่อรับจ้างแรงงานในเมืองเพื่อได้เงินสดส่งกลับบ้าน

แม้ว่าโครงสร้างประชากรของไทยเปลี่ยนไปแล้ว คนหนุ่มสาวซึ่งเคยโป่งในสมัยก่อน กลายเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไปหมดแล้ว ถ้าพูดแบบ "กบฏ" อเมริกัน คือล้วนไว้วางใจไม่ได้เพราะต่างมีผลประโยชน์ปลูกฝังใน "โครงสร้างครอบงำ" มากบ้างน้อยบ้างไปหมด แต่ผมคิดว่าความศรัทธาใน "ความเป็นหนุ่ม" ก็ยังอยู่ในสังคมไทย แม้ไม่ใช่ในเชิงอริกับคนแก่ก็ตาม

ไม่งั้น หนังสือพิมพ์จะไม่สะดุ้งกับความแก่ของ ครม.ชุดปัจจุบันตั้งแต่วันแรกหรอกครับ

ผมย้อนกลับไปคิดว่าในวัฒนธรรมไทยในภาคกลางโบราณนั้น ทัศนคติที่มีต่อหนุ่ม-แก่เป็นอย่างไร

หลังจากทบทวนอยู่หลายตระหลบแล้ว ผมอยากเดาว่าไม่ได้เห็นว่าแก่ดีกว่าหนุ่มหรือหนุ่มดีกว่าแก่ วรรณกรรมตัวเขียนทั้งหมดเท่าที่ผมนึกออก ไม่มีเรื่องไหนที่พระเอก-นางเอกแก่หรือมีอายุหน่อยสักเรื่อง และพระเอกนางเอกในวรรณกรรมนั้น เก่งแค่ไหนก็รู้ๆ อยู่แล้วนะครับ โดยสรุปก็คือความเก่งแบบที่พระเอกนางเอกเก่งนั้น ไม่จำกัดว่าต้องเป็นของคนแก่ ซ้ำยังเกิดกับคนหนุ่มสาวมากกว่าเสียอีก

ก็จริงล่ะครับว่า เมื่อไรที่เป็นบทสั่งสอน มักยัดเข้าปากตัวละครที่มีอายุหน่อย เพราะสิทธิในการให้โอวาทนั้น วัฒนธรรมเก่าของเรา ให้ไว้กับผู้ใหญ่หรือคนมีอายุเท่านั้น (แต่ปัจจุบันกลับให้แก่ผู้มีสถานภาพสูง เด็กก็สามารถให้โอวาทผู้ใหญ่ได้ ถ้ามีสถานภาพสูงเสียอย่าง) ยิ่งผู้ใหญ่หรือคนแก่คนนั้นเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เช่น เป็นฤๅษีชีไพรหรือเป็นนักบวช โอวาทของท่านก็ยิ่งขลังหนักขึ้นไปอีก

พระราชพงศาวดารสร้างความจำเกี่ยวกับความเก่งกล้าสามารถของคนหนุ่มไว้แยะ เช่น สมเด็จพระนเรศวร, สมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือแม้แต่พระนารายณ์ซึ่งพระราชพงศาวดารยกย่อง ก็ได้ปราบดาภิเษกแต่ยังหนุ่ม แต่ในขณะเดียวกันพระราชพงศาวดาร ก็ไม่ได้ปฏิเสธคนแก่ พระเจ้าบรมโกศซึ่งก็ได้รับการยกย่อง จากพระราชพงศาวดารเหมือนกัน ได้ครองราชสมบัติจนทรงพระชรามาก แต่พระราชพงศาวดาร ก็ไม่ได้กล่าวว่าเลอะเลือนอะไรไป

ฉะนั้น ทัศนะที่เอียงเข้าข้างคนหนุ่มหรือคนแก่จึงน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดภายหลัง

และเหตุที่เกิดนั้นจะพูดว่าเอาอย่างฝรั่งในบางยุคบางสมัยผมก็ไม่ปฏิเสธ แต่ผมเชื่อว่าอิทธิพลจากภายนอกเพียงอย่างเดียว ไม่อาจอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมใดได้ เพราะทุกสังคมย่อมได้รับอิทธิพลจากภายนอกหลายอย่าง แต่บางอย่างมีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลง บางอย่างไม่มีผล และบางอย่างไม่มีใครรับไปเลย เป็นต้น ทั้งนี้ ย่อมขึ้นกับเงื่อนไขภายในของสังคมนั้นเองมากกว่า ที่จะทำให้ "เลือก" รับอิทธิพลอะไรและรับแค่ไหน

น่าสังเกตนะครับว่า ความเป็นหนุ่มในสังคมไทยอย่างน้อยก็ตั้งแต่ ร.5 เป็นต้นมา ล้วนเป็นพลังของความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น และคนที่ประกาศตัวว่าเป็นกลุ่ม "หนุ่ม" ก็คือประกาศตัวว่า เป็นพลังของความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

การที่คนกล้าประกาศตัวว่าเป็นพลังของความเปลี่ยนแปลงก็ เพราะต้องมีคนอื่นอีกไม่น้อยในสังคมนั้นที่เห็นว่า ไม่อาจหาทางออกจากประสบการณ์เก่า ซึ่งสั่งสมกันมาในสังคมได้อีกแล้ว จำเป็นต้องหาทางออกใหม่ซึ่งก็คือเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

"ความเป็นหนุ่ม" ประกาศตัวในสังคมไทยเป็นระยะๆ สืบมา และยิ่งประกาศถี่ขึ้นนับตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ในอีกด้านหนึ่งย่อมสะท้อนว่ามีคนจำนวนมากขึ้นในสังคมไทยที่เห็นว่า คำตอบอย่างที่ "ผู้ใหญ่" เคยใช้ตอบมานั้นไม่อาจตอบปัญหาที่สังคมไทยเผชิญอยู่ได้เสียแล้ว

ผมเชื่อว่า รัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งมีอะไรใหม่ๆ อยู่หลายอย่างในนั้น สามารถผ่านสภาและใช้กันมาเกือบ 10 ปีได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีกองทัพหรือ "โครงสร้างครอบงำ" หนุนหลังหนาแน่นนัก ก็เพราะมันสัญญาว่าจะหาคำตอบใหม่ให้แก่สังคม

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในสังคมไทยปัจจุบัน ความเห็นว่าคนแก่นั้นดีวิเศษกว่าคนหนุ่ม ก็คือความเห็นว่า สังคมไทยอาจแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีการหรือคำตอบเก่าๆ อย่างที่เราเคยใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นคำตอบด้านการเมือง, เศรษฐกิจ หรือสังคม ก็ตอบได้ด้วยคำตอบเก่าๆ เหล่านั้น

(เช่นรัฐธรรมนูญไม่สำคัญเท่ากับผู้ใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องมีคุณธรรม ทั้งๆ ที่มีผู้ใช้รัฐธรรมนูญอยู่กว่า 60 ล้านคน ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนเดียว...ความหมายก็คือคุณภาพของผู้นำสำคัญกว่าคุณภาพของระบบหรือของสังคม ทฤษฎีธรรมราชาเก๋ากึ๊กนั่นไงครับ)

ผมจะไม่พูดละครับว่า คำตอบเก่าๆ เหล่านั้นแก้ปัญหาของปัจจุบันได้จริงหรือไม่ แต่ผมแน่ใจว่า มีคนไทยจำนวนมากทีเดียว ที่เชื่อว่า แก้ไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงทุกๆ ทางที่เกิดในสังคมไทย จำเป็นต้องหาวิธีทางแก้ปัญหาหรือคำตอบใหม่เสียแล้ว

ผมอยากเตือนด้วยว่า คำตอบเก่าย่อมเป็นคำตอบที่ผลิตขึ้นโดย "โครงสร้างครอบงำ" เสมอ ถึงจะดูแปลกใหม่อย่างไร ก็เป็นวิถีทางหรือคำตอบที่ไม่กระทบต่อโครงสร้างอย่างแน่นอน

ที่น่าหวั่นวิตกก็คือ เมื่อวิถีทางเก่าหรือคำตอบเก่าไม่อาจแก้ปัญหาได้ แทนที่จะตั้งคำถามใหม่หรือหาคำตอบใหม่ เป็นธรรมดาที่ผู้ตอบมักจะมองหาผู้ผิดจากคนอื่นที่ไม่ใช่พวกตัว และโทษคนเหล่านั้นว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คำตอบเก่าใช้ไม่ได้ (เช่น ผู้เสียประโยชน์, คนขายชาติ, คนจาบจ้วง, ผู้ก่อการร้าย, คลื่นใต้น้ำ, ฯลฯ) จนในที่สุดก็เหลืออยู่วิธีเดียวคือจะขจัดคน "หนักแผ่นดิน" อย่างไร และคำตอบก็คือใช้ความรุนแรงสุดสุด เช่น เผานั่งยางกลางเมือง เพื่อทำให้พวกที่เหลือหัวหดให้หมด

คำตอบใดๆ ก็ตามที่ขาดความยืดหยุ่นและทางเลือกมักนำไปสู่ความรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอ

หน้า 30