หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ปรัชญา หลักการ และนโยบายที่จำเป็น

โดย ธีระพร วีระถาวร กรรมการสภาจุฬาฯ  มติชนรายวัน  วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10518

ปัญหาที่ท้าทายปัญญาชนจากอดีตจนถึงปัจจุบันคงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งได้มีความพยายามหลายครั้ง ในการที่จะปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยของรัฐในระบบราชการ มาเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่ไม่ใช้ระบบราชการในการบริหารจัดการ

จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีระบบการบริหารจัดการที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะกฎเกณฑ์ และระเบียบแบบแผนของทางราชการไทยที่ใช้ควบคุม และบังคับบัญชาทุกหน่วยงานราชการ อาจไม่เหมาะกับบริบทของพันธกิจมหาวิทยาลัย

ซึ่งการดำเนินการของมหาวิทยาลัย ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปกครองตนเอง กล่าวคือการดำเนินกิจการภายใน ต้องมีความเป็นอิสระโดยไม่มีการควบคุมหรือแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอก โดยเฉพาะเมื่อมหาวิทยาลัยเป็นองค์กรทางวิชาการ ที่มีหน้าที่สำคัญในการชี้นำสังคม

ถ้ามหาวิทยาลัยถูกแทรกแซงโดยเฉพาะจากฝ่ายการเมืองก็อาจทำให้ประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์ของสาธารณะ (public interest) เบี่ยงเบนจากข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็นดังกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นชัดเจนหลายกรณี

มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐไม่ใช่การโอนกิจการเป็นของเอกชน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบการบริหารจัดการ ที่ไม่ใช่ราชการ โดยมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของแต่ละมหาวิทยาลัยรองรับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีวิวัฒนาการ และวัฒนธรรมองค์กรที่อาจมีลักษณะเฉพาะตัว

อย่างไรก็ตาม การที่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะมีสัมฤทธิผลที่ดีคงต้องมีปัจจัยหลายปัจจัย โดยเฉพาะมีพระราชบัญญัติที่เหมาะสมกับธรรมชาติของตนเอง และมีองค์กรสูงสุดหรือสภามหาวิทยาลัยที่เข้มแข็ง

ซึ่งองค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัยไทยจำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1) แบบไตรภาคี

2) แบบผู้บริหาร

และ 3) แบบผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก

สภามหาวิทยาลัยไทยจะเข้มแข็งหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกรูปแบบขององค์ประกอบข้างต้น

ซึ่งรูปแบบที่ 1 เป็นรูปแบบที่ตอบสนองกับการมีส่วนร่วมในการบริหารของประชาคมมากที่สุด

รูปแบบที่ 2 และ 3 อาจเป็นรูปแบบของการทำงานแบบกระชับ และเป็นเชิงรุกมากขึ้น แต่ก็ต้องมีระบบถ่วงดุลการใช้อำนาจของผู้บริหารให้เหมาะสม

เมื่อมหาวิทยาลัยอยู่นอกระบบราชการจำเป็นต้องมีการกลั่นกรองเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบซึ่งกรรมการนโยบายชุดต่างๆ ที่จำเป็น ได้แก่ ด้านวิชาการและวิจัย ด้านการเงินและการคลัง และด้านบุคลากร

เพราะมหาวิทยาลัยมีความจำเป็นในการบริหารจัดการการเงินที่อาจได้งบประมาณมาในรูปของเงินก้อน (Block grant) และนำมาบริหารจัดการเอง แต่ไม่ใช่ใช้จ่ายงบประมาณแบบรายการเหมือนในระบบราชการ

เพราะฉะนั้นการคาดคะเนทรัพยากรที่จำเป็นในอนาคตจึงต้องได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ และมีความเข้าใจในธรรมชาติของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสังคมที่มีพลังสูงถ้าสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ ในเป้าหมายที่เห็นพ้องต้องกัน

ดังนั้นประเด็นการจัดการการเงินของมหาวิทยาลัยอาจเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญประเด็นหนึ่งซึ่งควรมีปรัชญาดังนี้ การจัดการการเงินต้องให้ปวงชนได้เล่าเรียนเสมอกันและคำนึงถึงการดูแลรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพของมหาวิทยาลัย ให้สมกับพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 5 อันเป็นอมตะเกี่ยวกับการจัดการการศึกษาความตอนหนึ่งว่า

"เจ้านายราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเปนต้นไป

ตลอดจนราษฎรต่ำสุด

จะได้มีโอกาสเล่าเรียนเสมอกัน

ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่

เพราะฉะนั้น จึงบอกได้ว่า

การเล่าเรียนในเมืองเรานี้

จะเป็นข้อสำคัญหนึ่ง

ซึ่งฉันจะอุตส่าห์ จัดให้เจริญขึ้นให้จงได้

พระราชดำริใน

พระบรมสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พุทธศักราช 2517"

ประเด็นที่นิสิตนักศึกษาและผู้ปกครองมีความวิตกกังวลมากก็คือ มหาวิทยาลัยอาจขึ้นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเล่าเรียนต่างๆ จนเกินกว่าจะแบกรับภาระได้ ซึ่งทำให้ความเสมอภาคของโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ จะไม่เกิดขึ้น

ซึ่งในความเป็นจริง แม้มหาวิทยาลัยของรัฐจะอยู่ในระบบราชการการปรับค่าใช้จ่ายของหลักสูตรปกติและหลักสูตรพิเศษต่างๆ เช่น หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรภาษาอังกฤษ หรือโครงการพัฒนาผู้บริหารระดับต่างๆ ในทุกระดับปริญญา ก็มีการกระทำอยู่แล้วทุกช่วงเวลาที่ควรปรับเปลี่ยน ส่วนหลักสูตรพิเศษข้างต้นประชาชนที่มีเศรษฐานะไม่ดีก็ยากนักที่จะเข้าถึงโอกาสในการศึกษา

ยกเว้นในบางหลักสูตรของบางมหาวิทยาลัยที่อาจมีการให้ทุนการศึกษาแบบให้เปล่า แต่ก็เป็นการให้ทุน หลังจากผ่านการคัดเลือกแล้ว และจำนวนทุนก็มีน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนนิสิตนักศึกษาทั้งหมด

ประเด็นที่น่าสนใจคือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ไม่อยู่ในระบบราชการ จะเพิ่มหรือลดโอกาสการเข้าถึงการศึกษาเหล่านี้ หรือในหลักสูตรปกติทุกหลักสูตร

ดังนั้นการจะเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษา ของปวงชนสภามหาวิทยาลัย ควรจะกำหนดหลักการของการจัดการการเงินดังนี้

1.ต้องให้เกิดความเสมอภาคในโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในมหาวิทยาลัยไม่ว่านิสิตนักศึกษาจะมีเศรษฐานะอย่างไร

2.ควรให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรประเภทใดของมหาวิทยาลัย

3.ควรให้เกิดความเท่าเทียมกันในการบริหารจัดการหลักสูตร ค่าตอบแทนบุคลากร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรประเภทใดในมหาวิทยาลัย

4.การสร้างแรงจูงใจสำหรับบุคลากรควรให้เกิดความมั่นคงในอาชีพและความภักดีกับองค์กร

5.การบริหารจัดการหลักสูตรใดๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก และป้องกันการเบี่ยงเบนเกี่ยวกับธุรกิจการศึกษา

ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าการจัดการการเงินเป็นประเด็นหลักที่สำคัญเมื่อมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ดังนั้นองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินจึงเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญ การมีระบบการสรรหาและองค์ประกอบที่ดีของคณะกรรมการชุดนี้ก ็อาจทำให้การเงินของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีเสถียรภาพและความปลอดภัยทางการเงินมากขึ้น

สิ่งที่เป็นประเด็นสงสัยคือผู้บริหารมหาวิทยาลัยดำเนินการเรื่องเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงขึ้นหรือไม่ และเมื่อขาดการสนับสนุนที่เพียงพอจากรัฐจะมีการผลักภาระต่างๆ มาให้นิสิตนักศึกษาโดยการปรับขึ้นค่าเล่าเรียน นอกจากนั้นบุคลากรของมหาวิทยาลัยก็อาจหวั่นไหวกับระบบการประเมินและระบบสวัสดิการต่างๆ

ดังนั้นนโยบายเกี่ยวกับการจัดการการเงินอาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้การดำเนินการของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ บรรลุถึงปรัชญา และหลักการข้างต้น ซึ่งผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเงินตามร่าง พ.ร.บ.จุฬาฯ ฉบับใหม่ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายบางส่วนต่อสภาจุฬาฯ (25 มีนาคม 2546) เกี่ยวกับการจัดการการเงินดังนี้

1.ต้อง "มีระบบการให้ทุนการศึกษาล่วงหน้า (ก่อนเข้าศึกษา) เป็นจำนวนมากพอสมควร (เช่น 25% ของจำนวนนิสิตนักศึกษาทั้งหมด และหรืออย่างน้อยที่สุด 10% ของทุกหลักสูตร) เพื่อให้นิสิตนักศึกษาที่มีความสามารถ มีโอกาสเข้าเรียนต่อได้ด้วย"

2.ควร "สร้างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหาร คณาจารย์พร้อมทั้งมีการตรวจสอบการจ่ายค่าตอบแทน ให้เป็นไปตามเกณฑ์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม และมีการกำหนดระเบียบในข้อบังคับการบริหารบุคคล"

3.ควร "พิจารณาโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายการเงินทั้งระดับมหาวิทยาลัย และคณะโดยให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกจำนวนหนึ่ง ร่วมทำหน้าที่วางแผนเชิงรุก ดูแลการใช้จ่ายเงินการหาเงินในอนาคต รักษาผลประโยชน์และความปลอดภัยทางการเงินของมหาวิทยาลัย"

4."รายได้ที่คณะหรือหน่วยงานจัดหามาได้ควรจัดสรรให้มหาวิทยาลัยเป็นสัดส่วน เพื่อมหาวิทยาลัยจะจัดสรรสู่หน่วยงานอื่นของมหาวิทยาลัยได้"

5."ควรมีการบริหารการเก็บค่าสิทธิบัตรและส่งเสริมการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย"

6.ต้องมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพของมหาวิทยาลัย

จากปรัชญา หลักการ และนโยบายที่จำเป็นข้างต้น ผู้อ่านคงเห็นพ้องต้องกันว่า การดำเนินการเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ คงต้องยึดถือผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศและชีวิตที่มีคุณภาพของคนไทย

เพราะฉะนั้นสาระสำคัญบางเรื่อง เช่น ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา ความเป็นเลิศทางวิชาการ ควบคู่ไปกับความมีคุณธรรม การนำความรู้สู่สังคมเพื่อเป็นการเตือนสติและแนวทางแก้ปัญหาสังคม และการบริหารงานโดยบุคลากรมีส่วนร่วม เป็นต้น จำเป็นต้องบรรจุอยู่ใน พ.ร.บ.ของมหาวิทยาลัย

ซึ่งเรื่องที่กล่าวถึงจะปรากฏในมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.จุฬาฯ ฉบับใหม่ ส่วนเรื่องของทุนต่างๆ ก็อยู่ในมาตรา 13(6) และการประเมินส่วนงานของมหาวิทยาลัยและการปฏิบัติงานของหัวหน้าส่วนงานอยู่ในมาตรา 42 และ 43 ตามลำดับ

ประเด็นที่พึงพิจารณาคือ ประเด็นของการตรวจสอบซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดัน ให้การดำเนินการของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการมากขึ้น ดังนั้นคณะกรรมการตรวจสอบจึงเป็นเรื่องจำเป็น สำหรับกิจการของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเฉกเช่นกิจการของเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ

ผู้เขียนมีความเข้าใจในความตั้งใจดีของนิสิตนักศึกษาตลอดจนบุคลากรบางส่วน ที่ได้พยายามท้วงติงในเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ (ราชการ) เพราะอาจจะขาดการชี้แจงข้อมูลที่ชัดเจนบางด้าน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดำเนินการมาหลายช่วงเวลาและหลายรัฐบาล

ผู้เขียนคิดว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรชี้แจงเกี่ยวกับสาระสำคัญที่จะเป็นหลักการในการยกร่างข้อบังคับ ระเบียบต่างๆ (กฎหมายลูก) ที่สำคัญ

เช่น ข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารบุคคล ระเบียบเกี่ยวกับการเงินและการงบประมาณรายได้ของมหาวิทยาลัย ตลอดจนระบบสวัสดิการต่างๆ และเมื่อยกร่างข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารบุคคล

เสร็จแล้วก็ควรจะรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาคมของมหาวิทยาลัยในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง

มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเป็นเรื่องที่ท้าทายปัญญาชนว่าจะเป็นที่พึ่งทางปัญญาของสังคมไทยจริงหรือไม่ ปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่แท้จริงจะถูกทำให้เบี่ยงเบนหรือไม่

ปัญหาเหล่านี้คงต้องได้รับการชี้แจง และขจัดข้อสงสัยเพื่อให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจ ในการผลักดันประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทยในระบบราชการก็อยู่ในขั้นพอใจได้ระดับหนึ่งสำหรับบางมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยของนานาประเทศ มหาวิทยาลัยไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยทำให้ประเทศชาติ มีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในเวทีโลกได้ดีจริงหรือ?

สิ่งที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงคือมีมหาวิทยาลัยไทยเพียงแห่งเดียวที่ยังติดอันดับโลกในภาพรวมของ 200 อันดับแรก ถ้ามหาวิทยาลัยไทยยังอยู่ในระบบราชการเหมือนเดิม อัตราเร่งในการแข่งขันจะดีขึ้นจริงๆ หรือไม่เพราะมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในระบบนี้มีอายุจะครบ 90 ปีในปีหน้า

มหาวิทยาลัยเป็นองค์ประกอบหลักของสมองของชาติซึ่งควรได้รับการดูแลจากรัฐอย่างเพียงพอ จึงจะทำให้สมองทำหน้าที่ที่รับผิดชอบได้เต็มที่ ซึ่งไม่ควรปล่อยให้สมองต้องไปทำหน้าที่หาเลือดมาเลี้ยงสมองเพิ่มเติมมากเกินควร

นิสิตนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยจึงจะทำหน้าที่เป็นเซลล์สมองที่มีคุณค่าและไม่เกิดความหวั่นไหว ความระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องที่จะเกิดในอนาคตเป็นสิ่งดีแต่ภาระความรับผิดชอบต่อสังคม คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะในกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งประเทศอื่นๆ กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ทางออกของเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐคงเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อมเฉกเช่นเรื่องของเอฟทีเอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงในกระแสโลกาภิวัตน์

ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า "เรือเดินสมุทรอยู่ที่ฝั่งนั้นปลอดภัยแต่คงไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการสร้างเรือ" คงเป็นสิ่งเตือนสติปัญญาชนทั้งหลายว่าท่านพร้อมหรือยังที่จะให้อะไรกับสังคมไทย

หน้า 7