หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ "ลอยแพหรือแปรรูป" (1)

การบริหารรัฐ : ธงชัย สันติวงษ์ คณะพาณิชยฯ ม.ธรรมศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2549

1. มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความคิดเรื่องการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ และใช้รูปแบบแนวทางเป็น "อยู่ในกำกับของรัฐ" แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความคิดที่มีมานานแล้ว โดย "วิสัยทัศน์" ของผู้ใหญ่นักการศึกษาหลายท่าน รวมถึงท่านเสด็จในกรมฯ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ด้วย

ผมได้รับรู้แนวคิดนี้มาตั้งแต่เริ่มเป็นอาจารย์เมื่อปี พ.ศ.2513 และเคยเป็นตัวแทนจากธรรมศาสตร์ ไปร่วมเป็นกรรมการ ในคณะอนุกรรมการด้านคิดออกแบบวางระบบบริหารบุคคล โดยร่วมกับกรรมการผู้ใหญ่อีก 2 ท่าน คือ ศจ.เกษม สุวรรณกุล จากจุฬาฯ และ ศจ.นายแพทย์สวัสดิ์ สกุลไทย จากแพทยศาสตร์ ศิริราช

แนวคิด ม.ในกำกับรัฐนี้ ผมได้ยินเรื่องจากท่าน ศจ.ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้คิดร่วมกันกับผู้ใหญ่หลายท่าน โดยเฉพาะในแวดวงที่สภาการศึกษาแห่งชาติสมัยนั้น จุดประสงค์หลักก็คือ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน ซึ่งระเบียบราชการ ไม่เอื้อให้ทำได้ ดังเช่น มีกรณีการจ้าง ดร.อัมมาร สยามวาลา ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่ ม.ในสหรัฐ ได้เงินเดือนสูง โดยต้องจ้างในอัตรา 3,030 บาท ซึ่งเป็นอัตราแรกเริ่มของคนจบปริญญาเอกสมัยนั้น

นอกจากนี้ หากให้มหาวิทยาลัยสามารถทำบริการแก่สังคม และหาทุนสนับสนุนจากภายนอกได้ การจ้างและจูงใจบุคลากร หรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญคนนอกเข้ามาเป็นอาจารย์ กับสามารถทำงานวิจัยได้คล่องตัว พร้อมกับทำโครงการบางอย่าง เพื่อเป็นบริการวิชาการแก่สังคม และหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองได้ด้วย ก็จะทำให้การพัฒนามหาวิทยาลัยมีคุณภาพ และก้าวหน้าได้เร็ว เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศ

รูปแบบตัวอย่างที่ชัดเจนที่เริ่มทดลองทำกันในสมัยนั้น คือ การสร้าง ม.มหิดล และการพัฒนาคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จนก้าวรุดหน้าได้รวดเร็วกว่าปกติ

ทั้งนี้ ท่านเน้นว่าการออกนอกระบบนั้น ขณะที่รัฐยังคงต้องให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ (ด้วยกองทุน) นั้น มหาวิทยาลัยก็ต้องรับผิดชอบทำงานตามนโยบายที่รัฐมอบหมายให้เหมือนเดิมเป็นปกติ แต่จะทำได้ดีกว่า และมากกว่าเดิมเมื่อมีความคล่องตัว ด้วยระเบียบกฎเกณฑ์ของตนเองที่รัฐเห็นชอบและตรวจสอบได้

ประเด็นหนึ่งที่จะได้มาด้วยคือ "ความเป็นอิสระทางวิชาการ" ซึ่งหมายถึงการไม่ถูกแทรกแซงจำกัดขอบเขต และความคิดทางวิชาการในการเรียนการสอนและการวิจัย ซึ่งประเด็นนี้อาจมีคนกลัวว่า อาจไปทำเรื่องเสี่ยงต่อความมั่นคง (สมัยนั้นเป็นสมัยของรัฐบาลทหาร) หรือมีการเอาทรัพย์สินของรัฐไปแสวงหารายได้กับผลประโยชน์เข้าตัวและกลุ่ม แต่แท้จริงท่านได้เน้นกล่าวว่า ต้องทำตามนโยบายรัฐที่มา รวมทั้งต้องโปร่งใส โดยรัฐยังคงสามารถควบคุม และตรวจสอบได้

แต่เนื่องจากสมัยนั้นปัญหาเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ กับแนวคิดเอียงซ้าย ยังเป็นที่หวั่นเกรงและกลัวกันมาก จึงกลายเป็นปัญหาที่ไม่เป็นที่วางใจกันนัก โดยเฉพาะจากซีกของแวดวงผู้ดูแลความมั่นคง และนั่นคือ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาเรื่องนี้ต้องชะงัก และล่าช้าไป เนื่องจากช่วงเวลานั้นได้มีเหตุการณ์การเมืองที่กำลังไหวตัว และเปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะ 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519

อย่างไรก็ตาม ดร.ป๋วย ก็ได้วางกรอบและรูปแบบการบริหารไว้ชัดเจน สมเหตุผลจนเชื่อว่า น่าจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ อีกทั้งท่านไม่ลืมที่จะค่อยเป็นไปค่อยไป โดยทำประชาพิจารณ์ ฟังความเห็นและไม่บังคับว่าต้องทำพร้อมกันทันที สถาบันไหนพร้อมก่อนก็ออกก่อนได้ รวมถึงการให้ทางเลือกทางสถานะ ที่จะเป็นอาจารย์ในระบบราชการ โดยมีเครื่องราชฯ ด้วยก็ได้

ในแง่ของหน้าที่ความสัมพันธ์ที่พึงมีต่อรัฐ ขณะที่รัฐยังคงต้องของบประมาณสนับสนุนเป็นเงินก้อน จึงต้องรับผิดชอบ ต่อเงินภาษีของประชาชน โครงสร้างสภามหาวิทยาลัยจึงต้องมีตัวแทนจากรัฐบาลเข้ามากำกับดูแลว่า ได้ทำงานครบถ้วนตามหน้าที่ และเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชนจริง กับยังคงต้องมีการตรวจสอบการทำงาน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น คตง. เหมือนเดิม

ทั้งนี้ ชื่อเรียกว่า "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล" ก็เป็นคำที่ ดร.ป๋วย คิดขึ้น โดยอยู่ในแนวทางใหม่ ที่ไม่ต้องติดขัดถูกจำกัดหรือ "ควบคุม" ด้วยระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ แต่กำกับด้วยนโยบายและให้มีความคล่องตัวมีการทำงาน ทั้งนี้ การต้องคิดคำว่า "กำกับ" เพื่อเลี่ยงใช้คำว่า "ควบคุม" นั้น เพราะเป็นที่รู้กันว่าเมืองไทย มีนักกฎหมายมาก ราชการไทยจึงเคร่งครัดตามตัวอักษร จนทำอะไรกันไม่ได้

และในอีกด้าน ก็ต้องไม่ลืมว่ามหาวิทยาลัยยังคงใช้เงินภาษีและทรัพย์สินของรัฐเป็นหลักกับเป็นสมองของประเทศด้วย โดยมีหน้าที่พัฒนาความรู้และสร้างคน จึงต้องมีกลไกต้องรับผิดชอบต่อรัฐในหลายๆ ทางด้วยเช่นกัน สิ่งที่ต้องการคือ การต้องดำเนินงานตามนโยบายของรัฐเหมือนเดิม เพียงแต่ขอให้มีรูปแบบการบริหารงานและการดำเนินงานที่คล่องตัว ซึ่งแน่นอนว่าความโปร่งใสจะต้องมีด้วยภายใต้คำหลักว่า "ตรวจสอบได้"

2. จนถึงวันนี้สภาพเป็นอย่างไร สามสิบกว่าปีถึงวันนี้ ต้องขอบอกว่า หลังจากผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย กล่าวได้ว่ารูปแบบและระเบียบการบริหารงานของมหาวิทยาลัยแทบจะทุกแห่งเกือบจะไม่มีอุปสรรคเรื่องระเบียบการบริหารใดๆ เลย โดยต่างมีความคล่องตัวในการบริหารกันเยอะมากแล้ว โดยอาจต่างกันบ้างที่รายละเอียด ในด้านกฎระเบียบการดำเนินงานบางด้าน

แต่ปัญหาที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ กลับอยู่ที่ระบบงานไม่ดีพอกับการขาดการควบคุมที่ดี โดยมีบางแห่งความคล่องตัวมากเกินไป กับควบคุมคุณภาพไม่ได้ ขาดความโปร่งใส และไม่มีการตรวจสอบอย่างที่ควร เพื่อให้สมดุล กับการกระจายอำนาจกันออกไปมากมาย ช่องทางรั่วไหลหรือมีการหาประโยชน์กับทำหน้าที่ได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่า

ซึ่งหากปัญหาประการหลังนี้เป็นจริง ข้อโต้แย้งคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของนิสิตนักศึกษา ก็จะสมเหตุผล มองข้ามไม่ได้และควรต้องฟังให้มาก เพราะนักศึกษาสมัยนี้ต่างรู้เท่าทันและมองออก เพียงแต่ขาดความต่อเนื่องในการติดตาม และต่อสู้ตามคำเรียกร้อง เพราะพอเรียนจบก็ต้องออกไปทำงานกันแล้ว

ติดตามทางออกที่น่าจะเป็นในสัปดาห์หน้าครับ


มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ "ลอยแพ หรือแปรรูป" (จบ)

การบริหารรัฐ จัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์ คณะพาณิชย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2550

3. ปัญหาอยู่ที่ไหน และทางออกควรเป็นอย่างไร โดยหลักการมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ นับว่าเป็นหลักการที่ดีและดีมากๆ สำหรับสมัยนี้ที่โลกาภิวัตน์ทำให้การศึกษาหรือหน่วยสมองของชาติต้องเก่งและการบริหารงานต้องทำได้คล่องตัว เพื่อให้ตามทันและเป็นกำลังในการใช้สู้ทานกระแสการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงการช่วยสร้างความยั่งยืนแข็งแรง ให้สังคมได้ด้วยแนวเศรษฐกิจพอเพียง ในสังคมฐานความรู้ ซึ่งประสิทธิภาพการบริหารและคุณภาพมหาวิทยาลัยจะสำคัญที่สุด

แต่ในทางปฏิบัติ ช่องโหว่เกี่ยวกับการขาดธรรมาภิบาล ไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี รวมไปถึงการแฝงเข้ามาครอบงำ ของกลุ่มการเมือง กลุ่มพลังทุนภายนอก และการเล่นการเมือง เพื่อแย่งชิงเกาะกุมผลประโยชน์ของบุคลากรภายใน แบ่งฝักฝ่าย การไม่มีส่วนร่วม โดยเฉพาะการขาดความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่คนภายนอกไม่รู้ และนั่นคืออุปสรรคสำคัญของอันตรายในการนำออกนอกระบบ

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ นายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ ความคาดหวังว่า "อยากให้มหาวิทยาลัยเป็นแบบอย่างที่ดีให้สังคม ผู้บริหารต้องทำงานในลักษณะโปร่งใส ตรวจสอบข้อมูลได้ ให้นักศึกษาที่จบจากสถาบันได้เห็นเป็นแบบอย่าง ..อย่าให้นักศึกษาติดภาพว่า มหาวิทยาลัยไม่ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล" ไม่เป็นจริง โดยยังไม่เกิดขึ้น และเป็นที่สงสัยกันมากอยู่ การออกนอกระบบจึงเกิดความเสี่ยงสูงและเป็นปัญหาไม่ต่างกับ "มหาวิทยาลัยถูกปล่อยลอยแพ" ซึ่งร้ายแรงกว่า "การแปรรูป" เสียอีก

เพราะการแปรรูปยังมีการออกหุ้นและผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิซักถาม และติดตามตรวจสอบตามระเบียบกฎหมายได้ แต่การออกนอกระบบโดยขาดธรรมาภิบาล เท่ากับเอาทรัพย์สินของชาติยกไปให้กับคณะบุคคลส่วนน้อยที่ทำหน้าที่บริหาร ซึ่งสมาชิกหรือบุคคลส่วนใหญ่ที่กระจัดกระจาย จะไม่อาจเข้าไปตรวจสอบได้ เพราะแม้สถานการณ์ขณะนี้ ก็ยังมีความจริงว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคนเป็นในหลายๆ แห่ง และจำนวนไม่น้อยใช้กำลังจัดตั้งขึ้นมาสู่อำนาจบริหารจากกลุ่มภายใน และมีบางแห่งมีกรรมการเกาะกุมตำแหน่งอยู่นานกว่ายี่สิบปีก็มี

เป็นเช่นนี้แล้ว ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และธรรมาภิบาล จะเกิดได้จากตรงจุดไหน ขั้นตอนใด และอย่างไร ?

4. ทางออกควรเป็นอย่างไร จากปัญหาการเตรียมระบบบริหารที่ดียังไม่พร้อมนี้เอง การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เป็นรูปแบบในกำกับของรัฐ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ลำพังการที่นายกฯ แนะให้ใช้ความจริงใจแก้ ย่อมยากที่จะเป็นไปได้ การออกนอกระบบต้องมีเงื่อนไข แน่ใจว่ามี การสร้างระบบที่ดีขึ้นมาใช้ อีกทั้งต้องมีความโปร่งใส ถ่วงดุลและตรวจสอบได้

เพราะการออกโดยไม่พร้อมกับขาดระบบธรรมาภิบาล จะยิ่งทำให้เกิดการผิดพลาดเสียหาย เสมือนการลอยแพนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร เพราะทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยจำนวนมหาศาล จะตกไปอยู่ในการครอบงำ ของกลุ่มคนบางกลุ่มทั้งคนภายใน และภายนอก ที่เข้าไปเล่นเกมการเมือง และเกาะกุมกับสืบสานตำแหน่ง อยู่ในมหาวิทยาลัยนานมาแล้ว

ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับสมองของชาติได้ถูกมะเร็งร้ายเกาะกิน จนยากจะแก้ไขหรือฟื้นกลับมาให้เป็นแหล่งความรู้ กับยึดมั่นในศักดิ์ศรี ยืดอกทำหน้าที่อย่างเป็นกลางและเป็นเลิศได้อีก

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาสามสิบกว่าปี หลังจากการเมือง 6 ตุลาคม 2519 สถาบันการศึกษาได้ถูกกระทบบอบช้ำมานาน ทำให้การพัฒนาหยุดชะงักขาดตอน

โดยรัฐไม่ได้มีการพัฒนาอุดมศึกษามานาน นอกจากการให้งบประมาณก่อสร้างมากมาย ทำให้เกิดการเจริญทางวัตถุได้จริง แต่คุณภาพตกต่ำเรื่อยมา จนมีคำกล่าวว่า "มหาวิทยาลัยตายแล้ว" ซึ่งหากได้ทราบถึงจุดอ่อนข้างในก็จะทราบกันว่า คำกล่าวนี้ไม่เกินความจริง

เพราะโดยวัฒนธรรมไทยแล้ว ต่างเชื่อว่า ในแวดวงคนวิชาการคือ แวดวงของคนกลุ่มอาชีพที่น่านับถือ และเชื่อโดยอัตโนมัติว่า มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และรักเกียรติยศกับศักดิ์ศรี โดยเฉพาะมีธรรมาภิบาลกับรู้จักละอายแก่บาป

แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่ได้เป็นเช่นอย่างที่คิดทั้งหมด จริงอยู่แม้จะมีอาจารย์บางคน หรือบางสถาบันที่ยังรักอาชีพ รักเกียรติและพยายามธำรงความดีเอาไว้กับมุ่งให้มีธรรมาภิบาลให้ยังคงอยู่

แต่หากสังเกตจากภายนอกจะเห็นว่า มหาวิทยาลัยจำนวนมากเจริญงอกงามด้วยงบก่อสร้าง ทุ่มงบทำประชาสัมพันธ์สร้างข่าว "สร้างภาพ" ตามทันยุคข่าวสาร กับที่หนักสุดคือ "ทำธุรกิจการศึกษา" หาเงินหารายได้แล้วแจกจ่ายกันเองด้วยระเบียบพิเศษอิสระ พร้อมกับหาเสียงสร้างสมัครพรรคพวก จนกลายเป็นเจ้าของสมองและปัญญาโดยปริยาย

สิ่งนี้จะยิ่งเลวร้ายเมื่อคนในวงการศึกษา เปิดช่องยื่นมือไปชักนำคนนอกอาชีพเข้ามา ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าไปถึงขั้นนั้น จิตวิญญาณก็จะถูกซื้อไปด้วยแน่นอน ความเป็นไปได้มีสูงครับ เพราะธรรมาภิบาลสร้างยากในมหาวิทยาลัย เนื่องจากครูอาจารย์ส่วนใหญ่ รู้จักอาย ไม่อยากพูด ควบคู่ความเป็นอาชีพที่น่านับถือ "กระสือ" "สาง" จึงกล้าเข้าไปดูดและเกาะกินได้อย่างสบาย