|
||||||||||||||
|
พ.ร.บ.ใบอนุญาตปล้นชาติ
(1)
ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เมื่อพูดถึงการคอร์รัปชันทางนโยบาย สิ่งที่เป็นรูปธรรมของการคอร์รัปชันทางนโยบายอย่างหนึ่งคือ การใช้สภาที่พรรครัฐบาล คุมเสียงข้างมากออกกฎหมาย ทั้งประเภท พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งกระทรวง เพื่อมารองรับการคอร์รัปชันให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่ประเทศชาติ และประชาชนเป็นผู้เสียหาย หรือต้องแบกรับภาระ รัฐบาลชุดที่แล้ว อ้างว่าต้องการปฏิรูปเพื่อสร้างความโปร่งใส จึงต้องชำระล้างระบบฉ้อฉลทางการเมือง ที่มีกฎหมายมารองรับด้วยการยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายฉ้อฉลเหล่านี้ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชันทางนโยบาย ที่เรียกกันว่า "ระบอบทักษิณ" ไม่ให้ดำรงอยู่ต่อไป ในรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2 มีการดำเนินการคอร์รัปชันทางนโยบายอย่างมาก เพราะมีเนติบริกรที่มีความสามารถ แต่ไร้สำนึกในคุณธรรมและจริยธรรมเป็นผู้ดำเนินการให้ ผลที่เกิดขึ้น จากการแก้กฎหมายด้านโทรคมนาคม และด้านสรรพากร ทำให้ประเทศชาติเสียหาย คือ รัฐสูญเสียรายได้ด้านภาษีอากร และค่าสัมปทานทางด้านโทรคมนาคมเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท พระราชบัญญัติหลายฉบับที่ผ่านสภามาแล้วสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ และรัฐบาลทักษิณ 1-2 ได้สร้างปัญหาและเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชันมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) พ.ศ.2546 ในพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 จะเรียกว่าใบอนุญาตปล้นชาติ ปล้นแผ่นดินก็ไม่ผิด เพราะอนุญาตให้นำรัฐวิสาหกิจทั้งปวงหรือสมบัติของแผ่นดิน และของประชาชนทั้งชาติไป "ขายกิน" กันในหมู่พวกพ้อง และบริษัทข้ามชาติ โดยไม่ผิดกฎหมาย เช่น กรณีการแปรรูป ปตท.การแปรรูป อสมท การแปรรูปการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) โชคดีที่ กฟผ.ถูกศาลปกครองยับยั้งเสียก่อน ข้อกล่าวหาข้างต้นมีมูลหรือไม่ ควรจะต้องมาพิจารณากันดู มาตรา 4 ใน พ.ร.บ.นี้ ระบุว่า "ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำทุนบางส่วน หรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจใด มาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัทให้กระทำได้ตาม พ.ร.บ.นี้" มาตรานี้ชัดเจนตามข้อกล่าวหาข้างต้นอย่างสมบูรณ์ คือ การให้อำนาจคณะกรรมการจำนวน 15 คน มีอำนาจนำทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของแผ่นดิน หรือของประชาชนไปขายได้ตามชอบใจ โดยมีมาตรา 22 ซึ่งมีนัยว่า ใครจะเข้ามาซื้อหุ้นก็ได้ และเมื่อคุมเสียงข้างมากได้ก็สามารถลดทุนหรือถอนทุน หรือจ่ายเงินปันผล จ่ายโบนัส หรือตั้งเงินเดือน ให้มากตามชอบใจได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทข้ามชาตินำเงินเข้ามาซื้อรัฐวิสาหกิจ 1 หมื่นล้านบาท พอวันรุ่งขึ้นคณะกรรมการบริหาร ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็ลงมติให้ลดทุนลงทุนที่ 1 หมื่นล้านบาท เพราะเหตุว่า ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจนั้นมีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ประเมินกันในท้องตลาด ประกอบกับมีลูกค้าแน่นอน ซึ่งสามารถนำมาเป็นฐานรายได้ เพื่อนำไปกู้เงินกับธนาคารนำเงินมาดำเนินการได้ โดยวิธีการนี้ก็เท่ากับว่า บริษัทข้ามชาติได้รัฐวิสาหกิจไปฟรีๆ โดยไม่ต้องนำเงินเข้ามาแม้แต่สักบาทเดียว แล้วจะมาสับโขกขึ้นราคากับคนไทยอย่างไรก็ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 นี้ มาตรา 7 ระบุว่า "การตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดย ครม.ให้แต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคล" มาตรานี้แสดงถึงความไม่โปร่งใสอย่างเจตนา เพราะไม่มีกระบวนการสรรหา คัดเลือกที่ประชาชน นักวิชาการ วุฒิสภา หรือสภาทนายความ และองค์กรอิสระมีส่วนร่วม จึงสามารถฮั้วเอาสมัครพรรคพวก ที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และประชาชน มาเป็นกรรมการได้ถึง 6 คน จาก 15 คน มาตรา 13 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ "เสนอความเห็นต่อ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการและแนวทางให้ดำเนินการนำทุนบางส่วน หรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจ มาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัท" สมบัติของคนทั้งชาติทำไมจึงไม่ให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน และให้ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อน หรือให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบก่อน แต่มอบอำนาจให้คนเพียง 15 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งเป็นคนตัดสิน น่าคิดนะครับ มาตรา 24 มาตรานี้สำคัญมาก โดยระบุว่า "ให้บรรดากิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจโอนไปเป็นของบริษัท" "ในกรณีหนี้ที่โอนไปเป็นของบริษัท เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่แล้ว ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้ต่อไป" มาตรานี้คือการเอากะทิ อันหมายถึง อภิสิทธิ์ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ได้ใช้อำนาจรัฐอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษเพราะเป็นรัฐวิสาหกิจ และบางกิจการเป็นเรื่องของสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ไปถวายให้กับเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติอย่างให้เปล่า แต่ประชาชนกลับต้องมารับภาระ คือ กระทรวงการคลังก็ยังต้องค้ำประกันหนี้ต่อไป มาตรา 26 คล้ายกับมาตราข้างต้น คือตอกย้ำการให้สิทธิพิเศษต่อบริษัทที่แปรรูปเป็นของเอกชนโดยระบุว่า "กฎหมายอื่นมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการใดๆ ต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล หรือมีบทบัญญัติให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้น ได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการใด หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องใด หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นกรณีเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับต่อไป" เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงที่ว่า รัฐต้องการยุบรัฐวิสาหกิจ แต่กลับคงอภิสิทธิ์และสิทธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งข้อยกเว้นต่างๆ ที่ให้ไว้กับรัฐวิสาหกิจ เพราะถือว่าเป็นกิจการของรัฐ และมีจุดประสงค์เพื่อการให้บริการประชาชน แต่กลับคงสิทธินี้ไว้ให้กับเอกชนต่อไปเมื่อแปรรูปไปแล้ว เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจในการหากำไรสูงสุด มิใช่เพื่อการบริการอีกต่อไป การแปรรูปแบบนี้จะไม่เรียกว่าการเอาผลประโยชน์ของชาติของแผ่นดินไปขายได้อย่างไรครับ พ.ร.บ.ใบอนุญาตปล้นชาติ (2) ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2550 จากบทความฉบับที่แล้ว จะเห็นว่ารัฐบาลทักษิณได้พยายามใช้กฎหมายปล้นชาติอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการนำรัฐวิสาหกิจชั้นนำของชาติไปสู่แปรรูป ไม่ว่าจะเป็น ปตท. อสมท การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือทอท. รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ก่อนที่ถูกศาลปกครองยับยั้งเสียก่อน นอกจากนี้รัฐบาลทักษิณยังได้พยายามนำเอา พ.ร.บ. องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 มาใช้อย่างเต็มที่เช่นกัน ซึ่งในหมวด 2 เรื่อง ทุน รายได้ และ ทรัพย์สิน มีหลายมาตราที่ อนุญาตให้นำทรัพย์สินของชาติมาแปรเป็นของเอกชนได้อย่างเลือดเย็น ดังนี้ มาตรา 12 ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการขององค์การมหาชน ประกอบด้วย เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาเงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม ใน 2 ข้อนี้ระบุชัดเจนว่าทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินของประชาชนถูกถ่ายเทมาเป็นขององค์การมหาชน ในข้อ 3 ของมาตรา 12 ยังเขียนไว้อีกว่า องค์การมหาชนยังได้รับเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี อีกด้วย มาตรา 13 เขียนไว้ว่า ให้องค์การมหาชนมีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน หรือ ค่าบริการในการดำเนินกิจการได้ ในขณะที่ มาตรา 14 กลับเขียนไว้ว่า บรรดารายได้ขององค์การมหาชนไม่เป็นรายได้ ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายฉบับนี้รวมกับพ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ ก็คือ ใบอนุญาตให้ปล้นชาติปล้นแผ่นดินได้อย่างแท้จริง ใน มาตรา 15 เขียนไว้ว่า ทรัพย์สินขององค์การมหาชนไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี มาตรานี้เขียนขึ้นเพื่อคุ้มครอง ของโจร หรือ ทรัพย์สินโจร ซึ่ง "ปล้นสะดม" มาจากแผ่นดิน มาตรา 16 เขียนไว้ว่า ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งองค์การมหาชนได้มาจากการให้เป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การมหาชน และให้องค์การมหาชนมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินขององค์การมหาชน การหมกเม็ดที่กฎหมายฉบับนี้ซ่อนไว้ คือ ทรัพย์สินของแผ่นดิน รวมทั้งที่ดิน และสิทธิประโยชน์อันเป็นสมบัติสาธารณะ สามารถนำออกจำหน่ายได้ตามมาตรานี้ ดังนั้น ทุกวันนี้ อสมท ซึ่งเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ซึ่งประชาชนทั้งประเทศเป็นเจ้าของจำนวน 62 ช่อง 62 สถานี รวมทั้งสัมปทาน ยูบีซี ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทก็กลายเป็นสมบัติของนิติบุคคล ซึ่งใครก็ได้รวมทั้งทุนต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อหุ้นและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ในรูปของเงินปันผลกำไร เงินโบนัส เงินเดือนที่สามารถตั้งสูงได้ตามอำเภอใจโดยที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย ม็อบเสื้อดำจึงได้เกิดขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ดึงไปจากรัฐในรูปของหุ้น เงินเดือน และโบนัส ดังนั้นจึงไม่ต้องการให้ปฏิรูปเอารายการน้ำเน่าออกไป ซึ่งอาจจะทำให้รายได้หดตัว และกระทบรายได้ส่วนตน โดยที่ประชาชนทั้งประเทศโง่งม หรือถูกมอมเมาด้วยทัศนคติที่เอาและคิดแต่ด้านบันเทิง ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ไร้สาระ ทำให้ประเทศล้าหลัง ก็ช่างมัน เป็นต้น ปตท. ก็เช่นเดียวกัน การท่าอากาศยาน หรือ ทอท. ก็เช่นเดียวกัน ทั้งๆ ที่ประชาชนต้องจ่ายภาษีอากรมาเป็นค่าก่อสร้างกว่า 1.5 แสนล้านบาท ส่วนรายได้ไม่ต้องส่งคืนเข้าคลัง ที่จอดรถก็ยังให้สัมปทานไปด้วยค่าหัวคิวที่สูงลิ่ว และจะมาเก็บกับประชาชนผู้จ่ายเงินค่าก่อสร้างด้วยค่าจอดรถสุดมหาโหดที่จะเริ่มเก็บในวันที่ 1 ธันวาคม 2549 นี้ ทั้งๆ อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของ คตส. อยู่ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีควรจะต้องสั่งระงับการเก็บค่าจอดรถสนามบินสุวรรณภูมิทันที มิฉะนั้นก็เท่ากับรับรองความชอบธรรมของสัญญาฉ้อฉลที่ดำเนินการมาในรัฐบาลทักษิณ ร.ฟ.ท. ซึ่งก่อตั้งโดย รัชกาลที่ 5 และพระองค์มองการณ์ไกลโดยการมอบที่ดินใจกลางเมืองทั่วประเทศ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต ก็อยู่ในแผนรายต่อไป ถ้าหากว่า พ.ร.บ. ข้างต้นนี้ไม่ถูกยกเลิก น่าเสียดายที่ผู้บริหาร รฟม. ทุกยุคทุกสมัยไม่สนองเจตนารมณ์ของ รัชกาลที่ 5 แต่นำที่ดินพระราชทานมา เซ็งลี้ จนการรถไฟกลายเป็นหน่วยงานพิการ เต็มไปด้วยหนี้สิน และล้าหลัง องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน- อ.พ.ท. (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2546 ซึ่งสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี ก่อตั้งขึ้นมาด้วยพ.ร.บ. ฉบับนี้ และงบเริ่มต้นอีก ประมาณ 1,500 ล้านบาท ก็เข้าอีหรอบเดียวกัน คือ กลายเป็นสมบัติส่วนตัวที่เป็นนิติบุคคล เมื่อมีรายได้ก็ไม่ต้องส่งเข้าคลังเหมือน พ.ร.บ. องค์การมหาชน และสามารถจำหน่ายทรัพย์สินออกไปได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญ คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เขียนไว้ในมาตรา 8 ให้ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งหมายความว่า ทั้งเกาะ ชายหาด อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนที่สวยงามที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวก็สามารถใช้ พ.ร.ก. นี้ ยึดหรือ โอนมาเป็นของนิติบุคคล และจำหน่ายออกไปได้ เหมือนกรณี สวนสัตว์ ไนท์ซาฟารี ที่สร้างในอุทยานแห่งชาติ เกาะสมุย เกาะช้าง ก็ล้วนอยู่ในเป้าหมายของนักธุรกิจการเมืองที่เตรียมจ้องเข้ายึดครองตาม พ.ร.บ. และพ.ร.ก. ต่างๆ ข้างต้น บังเอิญถูกปฏิรูปให้พ้นอำนาจไปเสียก่อน หาก คมช. และรัฐบาลชุดปฏิรูปมองข้ามและไม่ริเริ่มที่จะยกเลิกกฎหมายปล้นชาติเหล่านี้ ประวัติศาสตร์ก็คงจะต้องจารึกชื่อท่านไว้ว่า ไม่ได้มีความจริงใจในการปฏิรูปการเมืองอย่างที่ได้แถลงไว้ จนได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นเมื่อขับรถถังออกมาปฏิรูปการเมืองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
|