หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แรงกระแทก "เงินบาท"

คอลัมน์ เดินหน้าชน  โดย เสาวรส รณเกียรติ  มติชนรายวัน  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10516

เห็นสภาพ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะนี้แล้ว ทำให้นึกถึง "ปู่สมหมาย" หรือนายสมหมาย ฮุนตระกูล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

เพราะเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2527 ปู่สมหมายได้ตัดสินใจประกาศลดค่าเงินบาทถึง 17% คือจาก 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 23 บาท เป็น 27 บาท

หลังขาดคำประกาศของปู่สมหมาย เสียงแช่ง เสียงด่าทอ เสียงโจมตีจากผู้เสียผลประโยชน์ดังไปทั่วประเทศ อ้างว่าปู่สมหมายทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยพัง คนติดต่อค้าขาย นำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ต้องจ่ายเงินแพงขึ้น แบงก์พาณิชย์ที่กู้เงินต่างประเทศขาดทุนมหาศาล

คำชี้แจงของปู่สมหมายขณะนั้น ที่ว่า "ประเทศชาติโดยส่วนรวมมีทางได้มากกว่าเสียจากการลดค่าเงินบาท" ไม่มีใครยอมฟัง

สถานการณ์ตึงเครียดถึงขนาด พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น ถึงกับออกทีวีวันลอยกระทง กดดันให้รัฐบาล ยกเลิกการลดค่าเงินบาท ส่งผลให้กระแสปฏิวัติพุ่งสูง

กว่าที่ทุกคนจะเข้าใจ ก็ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี ที่ "ยาแรง" ของปู่สมหมายออกฤทธิ์ ออกผล การส่งออกขยายตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น

กว่าปู่สมหมายจะได้ขนานนามว่า "ขุนคลังแก้ว" ก็น่วมไปทั้งตัวจนแทบถอดใจ

ที่ยกเหตุการณ์นี้ขึ้นมาก็เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเศรษฐกิจนั้น เมื่อจำเป็นต้องใช้ "ยาแรง" ในการแก้ปัญหาแล้ว ผู้ที่ตัดสินใจก็ต้องทำใจรับ "คำด่าทอ" ที่ประดังเข้ามา และกว่าที่ผู้คนจะเข้าใจ กว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลานาน นานมากจนบางครั้งผู้คนก็ลืมเลือนไปด้วยซ้ำ

ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เช่นเดียวกัน ไม่ขยับเรื่อง "เงินบาท" ก็โดนผู้ส่งออกต่อว่าต่อขานทุกวัน ซึ่งก็น่าเห็นใจผู้ส่งออก เพราะค่าเงินบาทแข็งโป๊กขึ้นทุกวัน ตั้งแต่ต้นปีถึง 14% ขณะที่ประเทศคู่แข่ง ค่าเงินเขาแข็งขึ้นเพียง 6-7% สูญโอกาสในการแข่งขันไปมาก

แถมผู้ส่งออกที่เคยขายของได้เงินดอลลาร์แล้วแลกได้ 40 บาท ก็เหลือแค่ 35 บาทเท่านั้น

แต่เมื่อ ธปท.ชักเห็นว่าไม่ได้ท่าแล้ว ก็อัด "ยาแรง" เข้าไป เสียงโจมตีจากฟากเสียประโยชน์ก็กระหึ่มทันที

ทั้งที่ "เงินร้อน" จากต่างประเทศ ทะลักเข้ามาพรวดเดียว 950 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 35,000 ล้านบาทภายในสัปดาห์เดียว ถ้าไม่ทำอะไร "เงินบาท" มีโอกาสพุ่งพรวดเดียวเป็น 33-34 บาทต่อดอลลาร์ได้ง่าย

"ยาแรง" ที่ว่า คือการกันเงินจากต่างประเทศที่จะเข้ามาไว้ 30% เป็นเวลา 1 ปี ถ้าจะเอาออกก่อน 1 ปี เงินที่ถูกกันไว้ 30% จะได้คืนไปแค่ 1 ใน 3 หรือเท่ากับต้องเสียเงิน 1 ใน 3 ให้ประเทศไทย

เป้าหมายคือสกัด "เงินร้อน" ไม่ให้เข้ามาอีก เพราะมาตรการนี้ไม่ใช้กับเงินทุนระยะยาวกว่า 1 ปี

และเชื่อว่าเงินในประเทศที่เป็นของต่างชาติ ก็คงไม่ไหลออกแน่ เพราะดูจากค่าเงินบาทแล้วไม่อ่อนลงไปมาก แสดงว่าต่างชาติที่ขายหุ้น ไม่ได้ตั้งใจจะเอาเงินออกนอกประเทศ ไม่เช่นนั้นก็คงไล่ซื้อดอลลาร์ในตลาดเพื่อเตรียมขนเงินออกแล้ว ซึ่งถ้าเป็นประการหลัง เงินบาทคงอ่อนลงไปมากกว่าที่เห็น

ต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญของแบงก์ชาติ ที่ยอมประกาศใช้ "ยาแรง"

เพราะถ้าเข้ามาสัปดาห์เดียวเกือบ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปกติ 300 ล้านเหรียญสหรัฐก็แย่แล้ว ถ้าไม่ใช้ยาแรงก็ไม่รู้ว่าจะเอาอยู่หรือเปล่า

จะติดอยู่นิดเดียวแค่นั้นแหละว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย "ธาริษา วัฒนเกส" ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ควรจะอยู่บัญชาการเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยตัวเอง

ที่สำคัญ ต้องทำใจหนักแน่นว่า เมื่อใช้ "ยาแรง" แล้ว ก็ยอมรับแรงกระแทกที่จะตามมา ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนหมดสภาพธนาคารกลางของประเทศไป

หน้า 6


แบงก์ชาติกับฝันร้ายของตลาดหุ้น

โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com  มติชนรายวัน  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10516

มีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ "ยาแรง" เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติไม่น้อยเหมือนกัน หม่อมอุ๋ยก็โดนไปด้วยเต็มๆ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แม้ว่าเพียงวันเดียวทำให้ตลาดหุ้นถล่มลงมาจนแบงก์ชาติจะยอมถอยไปครึ่งก้าวก็ตาม แต่งานนี้ผมชักธงเชียร์แบงก์ชาติเต็มที่กับยุทธวิธีรุกเร็วรบเร็วครับ เล่นกับตลาดเงินตลาดทุนยุดโลกาภิวัตน์จะมามัวอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ได้

ส่วนใหญ่วิพากษ์วิจารณ์เพราะผลกระทบที่เกิดจากตลาดหุ้นถล่มทลายเป็นหลัก ทั้งๆ ไม่ว่าใครที่พอมีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจอยู่บ้างก็คงจะรู้ว่าประเทศไทยนั้นไม่ได้อยู่ได้ด้วยตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว ค่าเงินบาทมีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยอย่างกว้างและลึกซึ้งกว่า เพราะเราเป็นประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกเป็นหลัก ค่าเงินบาทแข็งนั้นส่งผลสะเทือนเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันไปภาคการผลิตที่แท้จริง

ที่สำคัญค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นมามากจนโอดโอยกันนั้น เป็นการแข็งขึ้นอย่างผิดสังเกต ซึ่งแบงก์ชาติเห็นผิดปกติ และมุ่งเก็งกำไรเป็นหลัก มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งถ้าถามกันถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจหรือความน่าลงทุนจริงๆ ในสภาพการเมืองภายใต้รัฐบาลจากคณะรัฐประหาร

ที่อะไรต่ออะไรแทบจะวางใจไม่ได้ ที่อ้างกันว่านักลงทุนต่างชาติไม่ยอมรับไม่เชื่อมั่น แล้วมันแห่ขนเงินเข้ามาในประเทศไทยทำเบื๊อกอะไร

ต้นเดือนธันวาคมเงินไหลเข้า 950 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ ขณะที่เดือนพฤศจิกายน 300 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ ใครเอาไม้เท้ามาเสกประเทศไทยจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติดีขึ้นทันตาเห็นอย่างนั้นเหรอครับ

นี่ยังไม่นับว่าภาคอุตสาหกรรม การค้าปลีกค้าส่งต่างมองแนวโน้มปีหน้าทรงๆ ทรุดๆ กันทั้งนั้น

ภาพอย่างนี้ไม่ว่าใครก็ต้องเอะใจกันบ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไป จนเหมือนกับเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ค่าเงินบาทถูกถล่มจนเกิดวิกฤต แบงก์ชาติจึงตัดสินใจฉีดยาแรง ด้วยมาตรการควบคุมเงินทุนจากต่างประเทศ ด้วยการให้สำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ และฉับพลันที่พบว่ายานั้นแรงเกินไปก็ตัดสินใจผ่อนคลายลงมา ผมว่ามันก็ถูกแล้ว

ผ่อนคลายนะครับไม่ใช่เลิก เงินนำเข้าสำหรับลงทุนโดยตรง และในตลาดทุนไม่ถูกควบคุม แต่ส่วนที่จะเข้าไปในตลาดเงินนั้นยังคงควบคุมอยู่ ผลที่พอจะมองเห็นคือค่าเงินบาทหยุดแข็ง จากเดิมที่คิดว่าหากไม่ทำอะไรเลยจะขึ้นมาที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยในวันถัดมาก็ดีดตัวขึ้น มูลค่าตลาดที่หายไปก็กลับคืนมาเกินครึ่งนิดหน่อย แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยจริงๆ ไม่เพียงเงินบาทแข็งเพราะการเก็งกำไรเท่านั้น สุดท้ายมันจะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งภาคเศรษฐกิจ โดยตลาดหุ้นเองก็หนีไม่พ้นแรงกระเพื่อมดังกล่าวอยู่ดี

อย่าลืมนะครับว่าเรามีบาดแผลที่เป็นฝันร้ายจากการที่ค่าเงินบาท ถูกนักเก็งกำไรถล่มจนเยิน ถึงขั้นเอาไม่อยู่จนต้องลดค่าเงินบาทกันมาแล้วในปี 2540 รวมทั้งบทเรียนข่าวหลุดจนทำให้เศรษฐีไทยวงในบางคน ร่ำรวยจากการลดค่าเงินบาท

ตลาดหุ้นหรืออีกนัยหนึ่งตลาดทุนนั้นมีความสำคัญแน่ๆ เป็นแหล่งของการระดมทุนของกิจการต่างๆ แต่ในขณะเดียวมันก็มีความเป็นมายา เพราะมันหล่อเลี้ยงด้วยการซื้อมาขายไปของผู้ลงทุนในตลาด มีชีวิตอยู่ด้วยการเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่ เหมือนบ่อนพนันขนาดใหญ่ที่รัฐบาลสนับสนุน จะเห็นว่าหุ้นของบริษัทไหนไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือมากๆ เข้า จะถูกถือว่ามีปัญหา ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือหุ้นนั้นนักเก็งกำไรไม่เล่นนั่นเอง และตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องการหุ้นแบบนี้

อย่าได้ให้ความสำคัญกับมูลค่าตลาดรวมหรือ มาร์เก็ต แคป ที่มันขึ้นได้ลงได้เป็นรายวัน มากเกินไปเลย การที่มันหดหายไปเป็นแสนล้าน ในหนึ่งวัน ไม่ควรกลายเป็นตัวเลขอ้างอิงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่พูดๆ กันไป เพราะมันไม่จริงนั้นอย่างหนึ่ง และเพราะมันก็ดีดกลับมาแล้วในทันทีแม้ไม่เท่าเก่าก็ตาม

ถ้ามันหายแล้วหายอีกสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ค่อยมาว่ากัน

หน้า 6


บทเรียนราคาแพง แบงก์ชาติ-หม่อมอุ๋ย

บทบรรณาธิการ  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

กรณีนางธาริษา วัฒนเกส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศมาตรการสกัดเงินทุนนำเข้าระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินเลยปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ โดยกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติ ที่นำเงินมาลงทุนในประเทศไทยจะต้องให้สถาบันการเงินกันสำรองไว้ 30% เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549

และเมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหุ้นไทย แสดงปฏิกิริยาตอบรับ ด้วยการเทขายหุ้นอย่างถล่มทลาย เป็นประวัติการณ์ในวันถัดมา จนดัชนีตลาดหุ้นลดลงในวันเดียว 108 จุด มูลค่าตลาดหรือมาร์เก็ตแคปหายไปทันที 8.2 แสนล้านบาท ท้ายที่สุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัดสินใจออกประกาศในช่วงค่ำของวันที่ 19 ธ.ค.2549 กลับลำ ยกเลิกมาตรการที่ถูกเรียกว่า "ยาแรง" ดังกล่าว

ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นอีกหน้าหนึ่งในประวัติ ศาสตร์เศรษฐกิจไทย ที่กระบวนการตัดสินใจกำหนด นโยบายการเงิน การบริหารจัดการและควบคุมผ่านกลไกของธนาคารแห่งประเทศไทย ถูกหักล้างด้วยคำสั่งของกระทรวงการคลัง ซึ่งสร้างผลกระทบและความเสียหายเป็นลูกโซ่ตามมาอย่างไม่น่าเชื่อ

จริงอยู่ ตลาดหุ้นไทยในวันที่ 20 ธ.ค.2549 ดีดกลับ ขึ้นมา 69 จุด จน ม.ร.ว.ปรีดิยาธรหรือ "หม่อมอุ๋ย" แสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว มาร์เก็ตแคปที่หายไปได้กลับคืนมาอย่างน้อยก็ 5 แสนล้านบาท ภายในวันเดียว แต่นั่นดูจะเป็นจุดเดียวที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ร่องรอยความเสียหายยังปรากฏกับบรรดานักลงทุนในตลาดหุ้นหลายๆ ระดับ เท่าๆ กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อตลาดหุ้นไทย ประเทศไทย รวมถึงบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยลดลงอย่างน่าใจหาย

เอบีเอ็น แอมโร ประกาศลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดไทยทันที กองทุนหรือนักลงทุนอีกหลายกลุ่ม ก็ยังเลือกที่จะถอยออกไป มากกว่าที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่ม กล่าวในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์วันที่ 18-19 ธ.ค.2549 ตอกย้ำความเสี่ยงที่ยังมีอยู่สูง สำหรับการลงทุนในประเทศไทย นอกเหนือไปจากความเสี่ยงทางการเมือง ที่ผันผวนนับจากเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจเป็นต้นมา

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งไปกว่านั้นนั่นคือ จากบทเรียนครั้งล่าสุด เครดิตหรือความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ธนาคารกลางที่ควรเป็นหน่วยงานอิสระสำหรับกำกับและบริหารนโยบายการเงินการธนาคาร ก็ยิ่งถูกมองด้วยสายตา ที่ไม่ได้รับความเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะพิจารณาจากประเด็นที่ "พลาดเพราะความไร้เดียงสา" ไม่ศึกษาให้ชัดเจน รอบคอบรอบด้าน เลือกใช้มาตรการแบบเหวี่ยงแหแทนที่จะเจาะจงลงไปยังกลุ่มที่เข้ามาเก็งกำไรเป็นหลัก หรือในประเด็นของการ "พลิกหลักการ" ในชั่วข้ามคืน ไม่ว่าจะเป็นเพราะความยินยอมพร้อมใจหรือถูกแรงกดดันจากกระทรวงการคลังก็ตาม

เป็นบทเรียนราคาแพงอีกครั้งที่จะอย่างไรเสีย แบงก์ชาติและ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรก็ยากที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบ ที่สำคัญปัญหาในลักษณะนี้มิใช่เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเกิดกระบวนการเรียนรู้หรือสร้างระบบที่จะทำให้แบงก์ชาติเป็นองค์กรอิสระได้อย่างแท้จริง และไม่แน่ว่าความผิดพลาดแบบนี้ในครั้งหน้าจะต้องสูญเสียหรือมีต้นทุนสำหรับเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยอีกในมูลค่ามหาศาลขนาดไหน

หน้า 2


มาตรการสกัด เงินร้อน ...ร้อนระอุกันทั้งประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

อังคารที่ 19 ธันวาคม 2549 วันแห่งประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในรอบ 30 ปี

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวินาศกรรมของตลาดหุ้นไทยจากมาตรการข้ามคืนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ขณะเดียวกันก็เป็นโศกนาฏกรรมสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยที่ล้มละลายความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาอีกครั้งในรอบ 10 ปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

วิบากกรรมประเทศไทยครั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงความเสียหายและใครที่ได้รับความเสียหาย เพราะมันเกิดขึ้นแล้วและจะรับมือกับมันอย่างไร

และใครจะต้องรับผิดชอบ !!!

นับเป็นมาตรการสกัดเงินร้อนที่ร้อนระอุกันทั้งประเทศ

แค่แรงเทขาย 72,131.55 ล้านบาทในวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ดัชนีตลาดหุ้นดำดิ่งได้ถึง 108.41 จุด ภายในวันเดียว ถ้าหากนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้กว่า 1.2 ล้านล้านบาท ทยอยเทขายทั้งหมด หรือแค่เพียงครึ่งหนึ่ง ลองนึกดูว่าตลาดหุ้นจะวินาศสันตะโรแค่ไหน

นั่นคือของจริงที่ปรากฏให้เห็นถึงความโกลาหลครั้งใหญ่ของตลาดทุนไทย

แต่สิ่งที่มองไม่เห็นและกำลังก่อตัวขึ้นหลังจากที่คนไทยเลือดอาบไปแล้วจะมีอะไรตามมาอีก เตรียมกันไว้หรือยัง !!!

แม้คนในแวดวงตลาดทุนจะวางใจว่าทะเลสงบแล้ว แต่คลื่นใต้น้ำยังมีอยู่

แหล่งข่าวในแวดวงคนค้าเงินให้ความเห็นว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นเมื่ออังคาร 19 ธันวาคม 2549 นั้นแม้จะเป็นมาตรการที่ดี แต่เป็นความบกพร่องของคนแบงก์ชาติที่คิดไม่รอบ คิดไม่ครบ มีแต่มาตรการในกรอบใหญ่ โดยไม่มีรายละเอียดในการปฏิบัติรองรับว่า ถ้าทำได้ตามเป้าหมายแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือในกรณีที่ผลจากมาตรการเลยเถิดไม่ว่าจะไปทางไหน เงินบาทอ่อนหรือเงินบาทแข็ง ในสภาพที่เอาไม่อยู่จะต้องมีมาตรการอะไรรองรับ

"เชื่อว่า ธปท.ไม่มีรายละเอียดพวกนี้ เท่าที่ทราบตอนนี้คนในตลาดเงินทั้งไทยทั้งเทศรู้ว่ามันยังไม่จบ ไม่ว่าหุ้นยังลงไม่พอ บาทยังอ่อนไม่พอ เพราะตอนนี้ประเทศไทยเลือดอาบไปแล้ว เมื่อเห็นเลือดพวกเขาก็พร้อมที่จะเข้ามารุมอย่างเดียว ต้องถามว่าแบงก์ชาติเตรียมรับสภาพพวกนี้หรือยัง" แหล่งข่าวให้ความเห็น

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ธปท.เป็นคนที่รู้ข้อมูลทั้งหมดว่าใครเป็นผู้เล่นในตลาดเงินบ้าง

แต่ไม่ได้ดำเนินการอะไร แต่กลับไปออกมาตรการที่ปูพรม ผลกระทบเลยเกิดในวงกว้างและรุนแรงที่โอเวอร์รีแอกต์ มาตรการที่ประกาศในครั้งนี้เป็นการคิดเองเออเองของ ธปท.โดยที่ไม่ขอความคิดเห็นของคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

โดยคิดว่าตัวเองเก่ง แต่ในความเป็นจริงยังอยู่ในโลกใบเก่าๆ พฤติกรรมเก่าๆ

"ครั้งนี้จะไปโทษหม่อมอุ๋ย (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) คงไม่ได้ เพราะหม่อมอุ๋ยคงให้แต่นโยบายว่าครั้งนี้ไม่ควรใช้เงิน เพราะไม่คุ้ม ให้ใช้มาตรการจะดีกว่า และเห็นด้วยกับมาตรการที่ธปท. เสนอ แต่ไม่รู้ว่า ธปท.ไม่มีรายละเอียดในทางปฏิบัติว่า จะรับมือแต่ละสถานการณ์อย่างไร เมื่อมาตรการออกมาแล้ว และผลกระทบมันแรงมาก ทำให้หม่อมอุ๋ยต้องมาเทกแอกชั่นเอง การที่จะบอกว่า ธปท.ไม่มีอิสระคงไม่ได้ อาจจะไม่แฟร์กับหม่อมอุ๋ย เพราะในภาวะและแรงกดดันอย่างนั้น เขาต้องตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการ ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แต่แบงก์ชาติต้องรับไปเต็มๆ"

ถ้าถามว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าความเป็นจริงหรือไม่...ใช่ โดยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ประมาณ 4% แต่มีสัญญาณผิดปกติคือมีการแข็งค่าไม่หยุด ซึ่งเห็นด้วยกับแบงก์ชาติว่าปล่อยไปไม่ได้

ถ้าปล่อยไปจะทำให้เงินบาทแข็งมากๆ อาจจะถึง 30 บาท/ดอลลาร์ได้เลย นั่นหมายถึงประเทศชาติจะล่มจม พื้นฐานเศรษฐกิจจะพัง

"จากข้อมูลที่เห็นอยู่ ทำให้เชื่ออย่างนั้นจริงๆ กลุ่มที่เข้ามาสามารถที่จะปั่นขึ้นปั่นลงได้ ถ้าถามว่า หลักการสกัดค่าเงินบาทถูกต้องไหม ถูกต้อง แต่เป็นยาที่แรงไป แม้จะแรงไป แต่ถ้ามีไส้ใน/รายละเอียดรองรับว่า จะมีผลกระทบอะไรบ้าง จะต้องทำอะไร เพื่อไม่ให้ตลาดสับสน กลับไม่มี ขณะเดียวกันเมื่อผลเกิดขึ้นทุกคนก็ไปโทษ แต่ว่าทำไมใช้มาตรการนี้ ซึ่งผลจากการใช้มาตรการนี้ทำให้พังพินาศ แต่ถามว่าถ้าไม่ใช้มาตรการนี้ หากปล่อยให้บาทแข็งอย่างรวดเร็วและผิดปกติก็พังพินาศได้ไม่แพ้กัน" แหล่งข่าวกล่าว

และถ้าถามว่าการแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลอื่นในภูมิภาคนี้ 4% กับมาตรการที่ ธปท.ใช้ 1.ถือว่าแรงไป 2.มาตรการนี้ไม่มีความรอบคอบ แต่ในหลักการแล้วถือว่าถูกต้อง เมื่อทำไปแล้วมีคำถามมากมายเต็มไปหมด

ครั้งนี้จึงทำให้ ธปท.เสียหน้าอีกครั้ง !!!

ประเด็นก็คือแบงก์ชาติมีมาตรการรองรับต่อหรือยัง หากต้องการให้ค่าเงินบาทอ่อน จะอ่อนไปถึงไหนจึงเหมาะสม จะควบคุมอย่างไร

กล่าวคือฉีดยาไปแล้วจะรักษาแค่ไหน !!!

หรือจุดยืนที่เหมาะสมของค่าเงินอยู่ที่ไหน และจะรักษามันไว้ได้อย่างไร

หรือถ้ามาตรการมันเลยเถิดไปอีกทางจะป้องกันเสถียรภาพอย่างไร

เหล่านี้ต้องมีมาตรการรองรับทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ไม่ใช่คิดทางเดียว ต้องคิด 2 ทาง ทั้งขาปั่นขึ้นและขาปั่นลง

แหล่งข่าวในวงการนักค้าเงินเตือนว่า...ถ้า ธปท.ยังไม่คิดก็รีบคิดซะ !!!

ขณะที่ขาตลาดทุน ทันทีที่ประกาศมาตรการสกัดเงินร้อนเสร็จสิ้นในเย็นวันที่ 18 ธันวาคม คนตลาดทุนก็เริ่มจ้าละหวั่นเพราะรู้ทันทีว่าพรุ่งนี้ตลาดหุ้นตกแน่ ข่าววงในระบุว่ามีโบรกเกอร์บางรายโทรศัพท์หารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทันทีว่า พรุ่งนี้เตรียมรับมือไว้อย่างไรบ้าง เพราะตลาดหุ้นร่วงอย่างแน่นอน คำตอบที่ได้ก็คือไม่ต้องวิตก ไม่มีอะไรน่าเป“นห่วง

เช่นเดียวกับนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ที่ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุในเช้าวันที่ 19 ธันวาคมว่าไม่น่าจะมีผลกระทบมากมาย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่

แต่ปรากฏว่าเวลา 10.00 น. เปิดตลาดหุ้นที่ดัชนี 730.55 จุด แรงขายถล่มทลายจนเมื่อเวลา 11.30 น. ดัชนีดิ่งลงแตะที่ 656.49 จุด ลดลง 74.06 จุด หรือ 10.10% มูลค่าการซื้อขาย 34,124.70 ล้านบาท ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องใช้มาตรการการหยุดซื้อขายหุ้นชั่วคราว หรือที่เรียกว่า "เซอร์กิตเบรกเกอร์" (circuit breaker : CB) เป็นเวลา 30 นาที ตั้งแต่ 11.29-11.59 น.

14.30 น.เปิดการซื้อขายภาคบ่าย ตลาดเปิดที่ 642.34 จุด ลดลง 88.51 จุด จากนั้นดิ่งลงต่อเนื่อง ดัชนีลึกสุดที่ 587.92 จุด หรือลดลงกว่า 142.63 จุด เกือบถึงระดับที่ต้องใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์อีกครั้ง แต่มีแรงซื้อเข้ามาหนุนดัชนีดีดกลับ ปิดตลาดดัชนีอยู่ที่ 622.14 จุด ลดลง 108.41 จุด หรือลดลง 14.84% ต่ำสุดในรอบ 2 ปี ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 72,131.55 ล้านบาท

โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 25,121.58 ล้านบาท สถาบันขายสุทธิ 2,895.52 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 28,017.10 ล้านบาท มูลค่าตลาดหุ้นรวมลดลง 8.2 แสนล้านบาท เหลือ 4.63 ล้านล้านบาท ภายในวันเดียว

ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ในช่วงบ่ายวันนั้นยืนยันว่ายังคงใช้มาตรการนี้ต่อแม้ตลาดหุ้นจะทรุดหนักก็ตาม โดยกล่าวว่า "รัฐบาลนี้ไม่เข้าแทรกแซง ให้ทุกอย่างปรับตัวไปตามธรรมชาติ อะไรที่ปรับตัวตามธรรมชาติมันจะกลับเร็ว แล้วก็จะหยุดเร็ว จะเห็นว่าวันนี้ตอนต่ำสุดลดลงไปถึง 100 จุด ก็กระเด้งขึ้นมาแล้ว จึงมองว่าไม่น่าห่วงอะไร ดัชนีที่ปรับตัวเร็วเดี๋ยวก็ขึ้นมาเอง และพื้นฐานเศรษฐกิจค่อนข้างดี ลองดูต่อไปก็ได้ จะขึ้นลงแบบนี้ 2-3 วัน แล้วจะเข้ารูปเอง ไม่ต้องห่วงหรอก พวกที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯเก่งทั้งนั้น บริษัทโบรกเกอร์ บริษัทลงทุนเก่งทั้งนั้น พวกนี้กำไรมากกว่าเราเยอะเลย เขาปรับตัวของเขาได้ เห็นชัดว่าพอลงต่ำสุดและเริ่มช้อนซื้อกันขึ้นมาแล้ว เขาเล่นกันเองระหว่างคนซื้อคนขายหุ้น ไม่ต้องไปห่วงเขานะครับ"

"เราส่งข้อความชัดเจนว่า เรากันเขาไม่ให้เอาเงินเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท เขากำลังเก็งสนุกๆ ก็ต้องสะดุดแน่ เราบอกชัดแล้วว่า เงินที่ท่านไหลเข้าเมืองไทยมากเกินไปแล้วมาบีบให้เงินบาทแข็งเกินไป ผู้ส่งออกเรากำลังลำบาก เราต้องเลี้ยงเศรษฐกิจของเราก่อน ผมไม่เลี้ยงนักลงทุน แต่เลี้ยงเศรษฐกิจ มาตรการที่ออกมาครั้งนี้ได้ผลทันที ทีได้ผลไม่ยักจะชมกัน"

แต่เมื่อปิดตลาดแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาทำให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรต้องถอยเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องด่วน โดยกล่าวว่า "เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ผมจึงเรียกประชุม ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ธปท. ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้มาตรการในการดูแลค่าเงินบาทยังดำเนินต่อไปได้อยู่ และไม่ทำให้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯลดลงไปต่ำกว่านี้อีก

หลังประชุมจึงได้ข้อสรุปมาตรการที่จะอุดช่องทางการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยให้ผ่อนคลายมาตรการเงินตราต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กับเงินลงทุนที่ไหลเข้ามา

ลงทุนโดยตรง ไม่ต้องกันสำรอง 30% นอกนั้นที่ไม่ได้อยู่ในข่าย 2 อันนี้ เช่น การลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตั๋วเงิน ยังคงต้องกันสำรอง 30% เหมือนเดิม"

นั่นเป็นการกลับลำที่ยอมเปลืองตัวแม้หลายฝ่ายอาจจะไม่เห็นด้วย แต่อีกหลายฝ่ายก็พร้อมที่จะตบมือให้ ซึ่งหม่อมอุ๋ยได้ตอบคำถาม สนช.วันที่ 21 ธ.ค. ว่า ผมไม่สง่างามไม่เป็นไรแต่ขอให้ ประเทศรอด

แต่งานนี้ได้ ก็เละตุ้มเป๊ะไปเสียแล้วในสายตานักลงทุนต่างชาติและความศรัทธาของคนไทย

หน้า 37


อังคารทมิฬในสายตาต่างชาติ หลากหลายมุมมองมีทั้ง บวก และลบ

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

นับจากธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจดำเนินมาตรการปกป้องค่าเงินบาท โดยให้ยาชนิดแรง ด้วยการหักกันสำรองเงินทุนต่างประเทศที่นำเข้ามา 30% และจ่ายคืนให้ 2 ใน 3 ของ 30% ในกรณีที่มีการนำเงินออกก่อนกำหนด 1 ปี มาตรการนี้ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดการเงินอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ดิ่งถล่มทลาย 14% เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 กลายเป็น "อังคารทมิฬ" ในบันทึกประวัติศาสตร์การเงินของประเทศ และพลอยสั่นคลอนไปถึงตลาดหุ้น-ตลาดเงินอื่นๆ ในเอเชีย และเศรษฐกิจเกิดใหม่

บทเรียนครั้งนี้ ได้เรียกเสียงวิจารณ์ทั้งด้านบวกและลบ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้รวบรวมมุมมองจากต่างประเทศ ในสื่อต่างๆ มานำเสนอให้เห็นภาพ โดยเริ่มที่มุมมองด้านบวก ของร็อบ ซัฟบาราแมน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากเลห์แมน บราเธอร์ โฮลดิ้งส์ ในฮ่องกง ระบุว่า เลห์แมนฯยังยืนยันจะเข้ามาสร้างการลงทุนในประเทศไทยต่อไป เนื่องจากโดยโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ประเทศยังมีสภาพทางเศรษฐกิจที่ดี เพียงแต่ยังมีช่องโหว่อีกมากที่ต้องจัดการและควบคุม ทั้งนี้ ได้กล่าวว่า ภาวะการตกต่ำของเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการเงินบาทจะดำเนินต่อไปชั่วคราว และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวขึ้นในปีหน้า นักลงทุนก็จะกลับเข้ามาอีก เพียงมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศออกมานั้นได้ทำให้นักลงทุนตกใจในช่วงแรก แต่ต่อมาก็ได้ผ่อนปรนความเข้มงวดนี้แล้ว

ขณะที่หนังสือพิมพ์เบอร์นามา ในมาเลเซีย เปิดเผยความเห็นของรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ เซรี นาจิบ ทาน ราซัค ซึ่งกล่าวว่า ประเทศไทยทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และในไม่ช้าตลาดจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง รวมทั้งยังไม่มีความอันตรายใด ที่จะกระทบถึงประเทศอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ความกังวลที่เกิดขึ้นจะคลายลงแล้ว แต่รัฐบาลมาเลเซียยังจะติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ด้านเจมส์ แม็คคอร์แม็ค จากบริษัทจัดอันดับ ฟิตซ์ เรตติ้ง ในฮ่องกง ระบุว่า ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยได้รับความบอบช้ำอยู่บ้างหลังการประกาศนโยบายป้องกันค่าเงินบาทแข็งค่า และทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับเดิม และไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

โดยขณะนี้ฟิตซ์จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ BBB+ ตามอันดับของภาคอุตสาหกรรมที่ยังแข็งแรงอยู่ เนื่องจากฟิตซ์เห็นว่าเสถียรภาพของความเชื่อมั่นจะขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินภายในและเงินทุนสำรองต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ประเทศไทยยังได้รับความเชื่อมั่นว่ามีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม แม็คคอร์แม็คกล่าวด้วยว่า สำหรับเรื่องความเชื่อมั่นต่อประเทศ หลังจากมีประกาศยกเลิก นโยบายควบคุมเงินทุนอย่างรวดเร็วนั้น เหตุการณ์ทั้งหมดได้ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี เกิดขึ้นแก่นักลงทุน เพราะว่ามันได้ย้ำเตือนว่า ยังมีความเสี่ยงทางนโยบายที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในตลาดหุ้นไทย

ส่วนตัง ซู หัวหน้าฝ่ายวิจัย ธนาคารกลางจีน ระบุว่า การสูญเงินในตลาดหุ้นของประเทศไทย เป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งใจไว้แล้ว เพื่อทำให้มูลค่าของเงินบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการเพิ่มมูลค่าค่าเงินย่อมเป็นปัญหาได้ เช่น กรณีค่าเงินบาท และเรื่องนี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมจีนจึงต้องเข้มงวดกับการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน นั่นเป็นเพราะจีน ต้องการการควบคุมที่ดีมากกว่าการเพิ่มมูลค่าค่าเงิน

ก่อนหน้านี้ การปล่อยให้ค่าเงินหยวนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้เคยทำให้รัฐบาลจีนต้องชอกช้ำ และมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกมาแล้ว ดังนั้นการเพิ่มมูลค่าของค่าเงินอย่างช้าๆ ในตลาดจึงเป็นวิธีการที่ดีที่เหมาะสม และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนในเศรษฐกิจจีนและการพัฒนาเศรษฐกิจโลก

"คุณต้องเข้าใจว่า ไม่มีอะไรดีทั้งหมดในเรื่องการเพิ่มมูลค่าของเงินหยวนอย่างรวดเร็ว และผลร้ายที่เกิดขึ้นก็ใหญ่มากด้วย แน่นอนว่า มันดีต่อเงินหยวนที่จะทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแต่มันก็สร้างปัญหาใหญ่ให้ในเวลาอันรวดเร็วเหมือนกัน" ตัง ซู กล่าว

หลังจากที่แบงก์ชาติคลอดมาตรการคุมเข้มการนำเข้าเงินระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรเงินบาท จนทำให้หุ้นดิ่งลงถึง 108

จุด นักวิเคราะห์หลายรายได้ออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ รวมทั้งบริษัทจัดอันดับเรตติ้ง "สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์" หรือเอสแอนด์พี ได้จัดทำบทวิเคราะห์เรื่อง "มาตรการควบคุมเงินทุนนำมาซึ่งต้นทุนสู่ประเทศไทย" โดยมองว่า มาตรการคุมเข้มดังกล่าวส่งผลต่อชื่อเสียงของธนาคารแห่งประเทศไทย และสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุน

สำหรับมุมมองในด้านลบนั้น ชาฮาบ จาลีนุส หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์อัตราแลกเปลี่ยนเอเชีย จากธนาคารเอบีเอ็น แอมโร เอ็นวี ระบุว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงมาในวันพฤหัสฯที่ 21 ธ.ค. หลังการประกาศมาตรการควบคุมเงินทุน เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนำมาใช้ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลจากมาตรการที่ประกาศออกไปในสัปดาห์นี้

"คิม เอ็ง ตัน" นักวิเคราะห์จากเอสแอนด์พี ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติจะระมัดระวังในการลงทุนในตลาดเงินของไทยมากขึ้น ซึ่งนี่จะทำให้ต้นทุนการระดมทุนของไทยเพิ่มสูงขึ้น จากการที่เกิดผลกระทบในเชิงลบต่อหนี้สินและมูลค่าหุ้น

อย่างไรก็ตาม ผลจากมาตรการนี้จะไม่เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของไทยในระยะสั้น แต่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนในประเทศหากรัฐบาลมีแผนจะใช้จ่ายแบบขาดดุล เนื่องจากการทำบัญชีขาดดุลจะทำให้ไทยต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติมากขึ้น

แม้ว่าการที่ค่าเงินอ่อนลงจะสนับสนุนการ

ส่งออกในระยะสั้น แต่ขณะเดียวกันมันก็ไปลดความเร่งด่วนในการปฏิรูปในประเทศ ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าจะเป็นผลดี

"ฮัก บิน ฉั่ว" นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทซิตี้กรุ๊ปในสิงคโปร์ มองว่า นี่เป็นความผิดพลาดอย่างแท้จริงของรัฐบาล ถือเป็นนโยบายที่ผิดพลาด ซึ่งประชาชนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นจากรัฐบาลชั่วคราว

ด้าน "แคเทอรีน ตัน" หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียของบริษัท "ฟอร์คาสต์"

ในสิงคโปร์ กล่าวว่า มาตรการนี้เป็นการปกป้องตัวเองที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ การกระทำดังกล่าวไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือโดยรวมไป และยังมองไม่เห็นว่านักลงทุนต่างชาติ จะกลับเข้าไปในตลาดไทยในระยะอันใกล้นี้

หน้า 37


ย้อนรอย "แคปิตอล คอนโทรล" จาก Chilean Model ถึง Exit Tax

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

การนำมาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของกระแสเงินทุนต่างประเทศ (capital control) มาใช้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในระบบการเงินโลก มาตรการชนิดนี้เป็นที่คุ้นเคยดีในเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งในละติน อเมริกา และเอเชีย

ประเทศที่ถือเป็นต้นตำรับของการนำมาตรการแคปิตอล คอนโทรลมาใช้ คือ ประเทศชิลี ในช่วงปี 2534 จนเป็นที่เรียกขาน ในวงการนักเศรษฐศาสตร์ว่า Chilean Model

ที่มาของมาตรการนี้ เกิดขึ้นหลังจากชิลี ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2526 จนทำให้รัฐบาลในช่วงนั้น ต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาครับมือโดยเน้นไปที่ยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การควบคุมเงินเฟ้อ และอุปสงค์ภายในประเทศ ผ่านนโนบายการเงินเข้มงวด และรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2532 ชิลีเริ่มมีปัญหาในเรื่องของกระแสเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าเป็นจำนวนมาก จากแรงจูงใจของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ความวิตกที่ว่า แรงกดดันจากเงินทุนต่างประเทศ จะกระทบต่อภาคการเงินของประเทศที่ยังไม่ฟื้นไข้ จากวิกฤติปี 2525-2526 ทำให้ทางการชิลี ตัดสินใจนำมาตรการ ควบคุมกระแสเงินทุนมาใช้ ในรูปของการกำหนดให้เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามา โดยเฉพาะเงินกู้ต่างประเทศ ต้องกันสำรอง โดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ (unremunerated reserve requirement : URR) ไว้กับธนาคารกลางชิลี 30% เป็นเวลา 1 ปี ยกเว้นสินเชื่อเพื่อการค้า ตั้งแต่กลางกรกฎาคม 2534 บวกกับภาษีเงินกู้ต่างประเทศอีก 1.2% ต่อปี

เป็นมาตรการที่ใช้สำหรับเงินทุนไหลเข้า โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ กับเงินทุนต่างประเทศ ในช่วงขาออก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ การรักษาเสถียรภาพของเงินทุนไหล และทำให้โครงสร้างของเงินทุนเหล่านั้น อยู่ในระบบเศรษฐกิจของชิลีนานขึ้น ควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการกำกับดูแลภาคการเงินที่เข้มงวด เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ

ในเอเชีย มีหลายประเทศที่ผ่านประสบการณ์ในการนำมาตรการแคปิตอล คอนโทรล มาใช้ มีตั้งแต่ไต้หวัน สิงคโปร์ จนถึงมาเลเซีย

แต่โมเดลของเอเชียที่นักวิชาการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด คือ ของมาเลเซีย เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติเงินเอเชียปี 2540-2541 ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากค่าเงินบาท อยู่ในรูปของมาตรการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในช่วงขาออก หรือ exit tax โดยเรียกเก็บภาษีประเภทนี้ จากเงินที่นักลงทุนต่างประเทศ (non-residents) ต้องถอนเงินทุนออกไปจากมาเลเซีย ก่อนกำหนดระยะเวลา 12 เดือน นับจากรัฐบาลประกาศใช้มาตรการนี้ แล้วค่อยๆ ปรับลดอัตราภาษีเอ็กซิท แท็กซ์ ลงเหลือ 10% ก่อนจะยกเลิกไปในที่สุด เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไปแล้ว

โมเดลของมาเลเซีย ซึ่งถูกมองว่า เป็นมาตรการที่สุดขั้วในช่วงเวลานั้น ดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการเข้มงวดในด้านอื่นๆ อาทิ การจำกัดการกู้ยืม การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของ ริงกิตไว้ที่ 3.8 ริงกิตต่อดอลลาร์ รวมถึงเพิ่มมาตรการกำกับดูแลระบบการเงินภายในประเทศ ห้ามนักลงทุนต่างชาติถือริงกิต และห้ามชาวมาเลเซียกู้เงินต่างประเทศ แต่กระตุ้นให้หันมากู้ยืมภายในประเทศ และลงทุนมากขึ้น

มีข้อสังเกตถึงความสำเร็จของมาตรการแคปิตอล คอนโทรล ของทั้งสองประเทศว่า ประการแรก เป็นการนำมาตรการมาใช้ในช่วงที่วิกฤตการณ์เกิดขึ้นแล้ว

นอกจากนี้ ในกรณีของชิลี ความสำเร็จยังมาจากโครงสร้างของนโยบายต่างๆ ที่นำมาใช้ประกอบอย่างสอดประสานกัน อาทิ การนำระบบ crawling peg มาใช้กับสกุลเงินของประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนระบบนี้ เป็นการกำหนดช่วงการซื้อขายค่าเงิน จากนั้น ค่อยๆ ขยายช่วงการซื้อขายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ธนาคารกลางสามารถควบคุมไม่ให้เงินแข็งค่าเร็วเกินไป จนไปกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด และนโยบายอื่นๆ จนทำให้นักลงทุนหนีออกจากชิลี จนทำให้เศรษฐกิจพัง

ยิ่งกว่านั้น ชิลีสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินหลัก และตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของชิลีถือว่า เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับของประเทศอื่นๆ ใน ละตินอเมริกาด้วยกัน ประกอบกับในช่วงเวลาที่มีการปรับใช้มาตรการแคปิตอล คอนโทรล ค่าเงินของเปโซ ไม่ได้ถูกโจมตีจากนักเก็งกำไร เหมือนกับวิกฤติค่าเงินเปโซ ของเม็กซิโก และวิกฤติเงินเอเชีย

ส่วนในกรณีของมาเลเซีย มีทั้งสิ่งที่เรียกว่า ประสบความสำเร็จ และข้อกังขาตามมา ในแง่ความสำเร็จ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่า คงเป็นในแง่ของการสนองเป้าหมายบางประการของรัฐบาล เช่น ป้องกันการเก็งกำไรไหลออกจากประเทศอย่างรวดเร็ว และปกป้องค่าเงินริงกิต ไม่ทำให้ทุนสำรองทรุดฮวบอย่างรวดเร็ว

แต่ในผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้ฝ่ายที่เห็นด้วย กับการนำมาตรการแคปิตอล คอนโทรลมาใช้ในมาเลเซียบอกว่า มาตรการนี้ทำให้เศรษฐกิจ และตลาดหุ้นมีเสถียรภาพ แต่ในแง่ของความเร็วของการฟื้นตัว เมื่อเทียบกับประเทศอื่น อาทิ เกาหลีใต้ และไทย ก็ยังเป็นประเด็นอยู่

หน้า 38


โบรกเกอร์รู้ว่าหายนะ เราซื้อบทเรียนราคาแพง อีกวันก็สายไปแล้ว

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ได้ถอดบทเรียนมาตรการสกัดเงินร้อน ของธนาคารแห่งประเทศไทยในมุมมองของคนตลาดทุนที่อยู่ในแวดวงนี้มานาน และเติบโตมาพร้อมกับพัฒนาการตลาดทุนไทย โดยให้ความเห็นต่อมาตรการดังกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2549 หากมองในแง่เจตนาของ ธปท.และรัฐบาลแล้ว ถือว่าเป็นเจตนาที่ดี เพื่อที่จะสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาท ซึ่งเจตนานั้นชัดเจน ส่วนมาตรการดีหรือไม่เป็นคนละเรื่องกัน

แต่ทางเลือกนี้ไม่ใช่ของใหม่ เคยทำในชิลีเมื่อปี 1991 เมื่อ 15 ปีมาแล้ว ในขณะที่ตอนนี้สถานการณ์ สภาพแวดล้อม ปัจจัยต่างๆ ในตลาดโลก การพัฒนาตลาดทุน เงื่อนไขต่างๆ มันแตกต่างกัน

เมื่อออกมาตรการไปแล้ว ชัดเจนว่ามันเป็นมาตรการที่มีผลกระทบรุนแรงมากในด้านอื่น โดยเฉพาะตลาดทุน มันสะท้อนว่าผู้ออกมาตรการขาดความเข้าใจในโครงสร้าง กลไกตลาดทุน ในความลึก ความซับซ้อนของตลาดทุน

"ในระยะต้น ผู้ออกมาตรการยังคิดว่าตลาดทุนไม่เข้าใจ มาตรการ ไม่ใช่ ความจริงพิสูจน์แล้วว่าตลาดทุนมีประสิทธิภาพมาก ตลาดทุนมีการปรับตัวที่รวดเร็ว เข้าใจดีมาก และรีแอกต์ไปทางเดียวกัน แต่ผู้ออกมาตรการต่างหากที่ไม่เข้าใจ ไปเข้าใจว่า over panic ...ไม่ใช่เลย"

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องชื่นชมที่ทางการเปลี่ยนมาตรการอย่างรวดเร็ว อันนี้เป็นสิ่งที่ดีกว่าที่เราคาดหวังว่า หลังออกมาตรการมาแล้ว เราเชื่อว่าทางการจะไม่ปรับโดยเร็ว และตลอดทั้งวันก็แสดงท่าทีอย่างนั้น แต่ก็ทำให้ความเสียหายถูกจำกัด

ถ้าไม่ถอยตลาดทุนจะเป็นอย่างไร

ถามว่าถ้าไม่ถอยจะเกิดอะไรขึ้น นายบรรยงกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผมคาดคะเน ปกติหากมองเผินๆ เรามองว่ากระทบนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะตลาดทุนมันเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ถ้าเราดูโครงสร้างแล้วนักลงทุนต่างชาติมีเงินลงทุนในเมืองไทย 1.5 ล้านล้านบาท เป็นมูลค่าที่ใหญ่มาก นักลงทุนพวกนี้เขาลงทุนทั่วโลก เขามีตลาดอื่นให้เลือก และทันทีที่เราออกมาตรการนี้ นั่นความหมายว่า

1.นักลงทุนใหม่จะไม่ได้เข้ามา เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะเอาเงินเข้ามา 100 โดยที่ 30 ไปทิ้งไว้ โดยที่ไม่ได้ผลตอบแทน และเอา 70 มาแสวงหาผลตอบแทน หากเขาจะเข้ามาเมื่อเห็นว่าตลาดหุ้นเรามีมูลค่าต่ำกว่าที่ควร เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างน้อยไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งหากผลเป็นอย่างนี้จะทำให้การพัฒนาตลาดทุนไทยจะล้าหลังไปจากทุกๆ ประเทศเลย

ดังนั้นข้อเท็จจริงที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้น ก็คือนักลงทุนที่มีความรู้ มีวิจารณญาณจะต้องเอาเงินออกก่อน เป็นเรื่องปกติ

จากตัวเลขนักลงทุนต่างประเทศในปี 2548 มูลค่าขาย 1 ล้านล้านบาท แต่มูลค่าซื้อ 1.1 ล้านบาท ตัวเลขปี 2549 ขณะนี้มูลค่าขาย 1.2 ล้านล้านบาท มูลค่าซื้อ 1.4 ล้านล้านบาท ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีเงินไหลเข้าไหลออกตลอดเวลา มีการเปลี่ยน แปลงการลงทุนของสถาบันต่างประเทศในตลาดทุนไทย ...เขาไม่ได้อยู่นิ่งๆ เฉยๆ ตามที่เข้าใจกัน

"ถ้ามาตรการนี้อยู่จะไม่มีใครเข้ามาใหม่ แต่คนออกจะมี อันนี้เราไม่ต้องพูดถึงวงเงิน 1 ล้านล้านบาท พูดแค่ 5 แสนล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นก็ลงไปอยู่ที่ 300 จุดแล้ว แต่ไม่ต้องกลัว มันไม่สามารถออกได้ถึง 5 แสนล้านบาท เพราะไม่มีกำลังซื้อเข้ามา หรือออกไปแค่ 2-3 แสนล้านบาท ดัชนีก็ลงไป 300-400 จุด ดังนั้นหากให้ประเมินว่าหากมาตรการนี้ยังอยู่เงินจะค่อยๆ ออกไปประมาณ 1 แสนล้านบาท และดัชนีก็จะลงไปอยู่ที่ 500 จุด"

หากเป็นเช่นนั้นตลาดทุนก็จะเป็นตลาดตาย กล่าวคือ หากดัชนีจาก 730 ไปอยู่ที่ 500 จุด มูลค่าตลาดหุ้นรวมหายไป 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30% ของจีดีพี ตรงนี้ความหมายสำคัญมาก อย่าคิดว่าเป็นแค่ตัวเลข 2 ล้านล้าน นั่นคือความมั่งคั่งของประเทศ

หากทรัพย์สินหายไป 2 ล้านล้านบาท เกิดอะไรขึ้น 1)การบริโภคลดแน่ 2)การลงทุนที่หวังว่าจะมีก็ไม่มี 3)การระดมทุนของบริษัทต่างๆ ทำไม่ได้ 4)ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อจะด้อยคุณภาพลง

"การที่มูลค่าทรัพย์สินหายไปทันที 30% ของ จีดีพีเป็นเรื่องใหญ่มาก นั่นคือเหตุที่ไม่มีใครคาดได้ว่าถ้าเหตุการณ์เกิด จะเกิดอะไรขึ้น และมาตรการนี้สะท้อนไปถึงการลงทุนโดยตรง จะไม่มี และการลง ทุนในรูปแบบอื่นๆ จะไม่มี ต้นทุนทางการเงินจะสูงขึ้น ต้นทุนของภาคเอกชนจะสูงขึ้น ทุกอย่างจะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่คนในตลาดหุ้น แค่หยิบมือเดียว แต่ต่อเศรษฐกิจทั้งหมดค่อนข้างจะสูง"

ถ้าถามว่าอัตราการเติบโตจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครประเมินได้ แต่แน่นอนจะลดลงมาก และยาวนาน ไม่เฉพาะปีหน้าปีเดียว

คำถามเกิดอะไรกับแบงก์ชาติ

คำถามต่อไปก็คือ ก่อนที่จะออกมาตรการทำไมไม่เห็นผลกระทบล่วงหน้า ผู้ออกมาตรการไม่คิดเลยว่าตลาดหุ้นจะตกรุนแรง ขณะที่คนในตลาดทุนทันทีได้รับคำสั่งเย็นวันที่ 18 ธันวาคม ทุกคนเข้าใจตรงกันหมดแล้วว่าจะกระทบรุนแรง เกิดอะไรขึ้นตรงนี้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจว่าการออกมาตรการอย่างนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ปรึกษาใครไม่ได้เลย หากข้อมูลรั่วไหล มีการทำเงินได้มหาศาล เช่น หากรู้ก่อนหนึ่งวัน ผมจะทำเงินได้เป็น 100 ล้าน หรือหลายพันล้าน หรือยิ่งรู้ว่าจะมี นโยบายกลับลำภายใน 1 วัน ก็ยิ่งได้อีกเหมือนกัน มันเป็นความลับยิ่งยวด ผมเชื่อตรงนั้น แต่มันต้องมีกลไก อย่าง ก.ล.ต.ต้องปรึกษาได้และมั่นใจว่าจะต้องเก็บความลับได้ หากคิดว่าปรึกษาไม่ได้เพราะไม่มั่นใจเรื่องความลับ ก็เป็นความจำเป็นที่ ธปท.จะต้องมีหน่วยที่ศึกษาและเข้าใจตลาดทุนอย่างจริงจังมากกว่านี้ นี่เป็นบทเรียนที่ได้จากคราวนี้ มันชัดเจนว่าขาดความเข้าใจมาก

คราวที่แล้ว ธปท.ล้มละลายทางศรัทธา ต้องใช้เวลานานกว่าจะกู้ชื่อขึ้นมา คราวนี้ในแง่นักลงทุนก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน ในการสร้างความเชื่อมั่นกลับมา ว่าจะไม่มีมาตรการแบบนี้ที่ขาดความรอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมาอีก

นอกจากนี้ที่อยากจะพูดคือความเป็นอิสระขององค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรที่กำหนดนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง ต้องอิสระต่อกัน หากนโยบายขัดกันก็สามารถเปลี่ยนแปลงผู้บริหารได้ อย่างที่เคยทำมา แต่สิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ความเป็นอิสระไม่ชัดเจน พูดสั้นๆ แค่นี้ ขณะที่เราพยายามที่มุ่งเน้นความเป็นอิสระ มีเสนอ พ.ร.บ. ใหม่ จะแยกความเป็นอิสระทั้งในส่วน ก.ล.ต.และ ธปท. แต่สิ่งเกิดเมื่อวานมันสะท้อนให้เห็นอย่างนั้น

การแทรกแซงไม่ง่ายอย่างที่คิด

ถามว่าคนแบงก์ชาติขาดความรู้ความเข้าใจได้อย่างไร การออกมาตรการเป็นการแทรกแซงตลาด/ กลไกตลาด การเก็งกำไรถือว่าเป็นกลไกตลาด เมื่อกลไกตลาดนำสิ่งที่ไม่พึงประสงค์มาให้ ก็ไม่ผิดอะไรที่จะแทรกแซง แต่สะท้อนให้เห็นว่าการแทรกแซงกลไกตลาดในโลกปัจจุบันมันยากและมันมีผลแทรกซ้อนค่อนข้างเยอะ

หากเป็นเศรษฐกิจที่ปิดและเล็ก อย่างชิลีในเวลานั้น หรือมาตรการนี้เอามาใช้กับไทยในปี 2530 มาตรการแบบนี้ จะไม่ส่งผลกระทบอะไรมากมาย เพราะสมัยนั้นตลาดเล็ก ความเชื่อมโยงระหว่างตลาดเงินตลาดทุนก็ยังน้อย ความเชื่อมโยงกับนานาชาติ กับสังคมโลกาภิวัตน์ยังน้อย ซึ่งการแทรกแซงมันง่าย และมันได้ผลง่าย

แต่ในโลกปัจจุบันที่การพัฒนาโตขึ้นไป สะท้อน ว่าการแทรกแซงทำไม่ได้ง่าย อันนี้เป็นบทเรียนว่า 1.การจะแทรกแซงเมื่อไรจะต้องคิดให้มาก ระวังให้มาก 2.ตลาดหุ้นไทยพัฒนามาจริงๆ มี 2 ช่วง คือ 2530-2540 เป็นการพัฒนาตามกระแสตลาดเกิดใหม่ และเกิดปัญหาใหญ่ มีการปรับปรุงแก้ไข และอีกช่วงหนึ่งคือ อีก 10 ปีเป็นการพัฒนาในกระแสใหม่

"จริงๆ จากประสบการณ์ของผม สะท้อนมาจากการออกมาตรการ การชี้แจงตลอดวันที่ 19 สะท้อนให้เห็น การขาดความเข้าใจในกลไก ในความลึกของตลาดทุน ของหน่วยงานที่บริหารนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ว่าขาดความเข้าใจอย่างมาก การออกมาตรการจำเป็นจะต้องดูว่าหากจะออกมาแล้วมีผลกระทบทางการค้า การลง ทุน และตลาดทุน เพราะฉะนั้นบทเรียนครั้งนี้อยากที่จะบอกว่าหน่วยงานที่บอกว่าเป็นหน่วยที่เก่งของประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการศึกษาเข้าใจในเรื่องพวกนี้มากขึ้น หากนั่งอยู่แล้วเชื่อว่าตัวเองรู้และมีข้อมูลทุกอย่าง ก็มีปัญหาอย่างนี้"

และเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก เพราะโบรกเกอร์รู้ทันทีหลังประกาศมาตรการว่าหายนะ แต่คนออกมาตรการกลับไม่คิดเลย ยังบอกว่าจะตกใจแป๊บเดียว มันไม่จริง และผมเห็นว่าการไหลออกของเงินทุนเป็นเรื่องที่สมควร

"อย่างเมื่อวันอังคารที่ 19 ธ.ค. ถ้า ธปท.มา บอกว่าช่วยชี้แจงนักลงทุน และคอนวินซ์เขาไม่ให้ขาย เราบอกว่าเราทำไม่ได้ เพราะเรามีหน้าที่ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของลูกค้าเรา หากมาตรการนั้นยังอยู่เราไม่มีทางแนะนำอย่างอื่นเลย นอกจากบอกว่าขายเถอะ ไม่ใช่ไม่รักชาติอะไรนะ และก็ถูกต้องแล้วที่ยกเลิกมาตรการ"

ตลาดทุนหัวใจระบบเศรษฐกิจตลาด

ตลาดทุนในโลกปัจจุบันเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจการตลาด/ระบบทุนนิยม ทุกประเทศมุ่งพัฒนาตลาดทุนเพื่อให้ก้าวทัน ตลาดไทยแม้จะไม่พัฒนาก็ค่อนข้างอยู่แนวหน้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน แต่มาตรการดังกล่าวทันใดนั้นทำตลาดทุนถอยหลังไปประมาณ 20 ปี และจะไปอยู่หลังเวียดนาม...

สิ่งที่เกิดขึ้นวันที่ 19 ธ.ค.คนตกใจขายไป 7 หมื่นล้านบาท หากเทียบจากราคาก่อนออกมาตรการจะขาดทุน 1 หมื่นล้านบาท แม้วันที่ 20 ธ.ค.จะกลับมาได้ 60% มันก็ยังมีมูลค่าที่หายไปประมาณ 3 แสนล้านบาท มูลค่าที่ขาดทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

"สิ่งที่ต้องทำจากนี้จะต้องสร้างความเข้าใจและมาตรการอย่างนี้จะไม่มีอีก เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จะต้องให้สัญญาณที่ชัด ผิดพลาดตรงไหนยอมรับตรงๆ แน่นอนแผลเป็นแทนที่จะใหญ่ก็จะเล็กลง ไม่เรื้อรัง"

ช่วงที่ผ่านมาสำนักข่าวต่างประเทศประโคมข่าวว่าตลาดหุ้นไทยแน่นอนแล้วว่าผลตอบแทนเลวที่สุดในโลก อันนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ผู้จัดการกองทุน กองทุนต่างๆ เขาขาดทุน กระทบต่อโบนัส ถึงอาจจะถูกไล่ออกได้ โดยความผิดที่รัฐบาลเมืองไทย เพราะให้น้ำหนักการลงทุนตลาดหุ‰นไทยมากเกินไป ได้รับผลเสียหาย มันเป็นเรื่องที่เกิดแล้ว จึงอยากจะชี้ว่าผลกระทบมันกว้างไกลมาก

ตลาดหุ้นไทยไม่ได้เปราะบาง

หากพูดว่าตลาดไทยเปราะบาง หวั่นไหวเกินไป ไม่จริง ตลาดหุ้นไทยเป็นโครงสร้างที่ดีที่สุดในตลาดเกิดใหม่ตลาดหนึ่ง แม้จะไม่เปอร์เฟ็กต์เพราะมีนักลงทุนสถาบันน้อยเกินไป ปกตินักลงทุนซื้อๆ ขายๆ มีคนเก่าขาย มีคนใหม่เข้า และคนเก่าขายไม่ได้เอาเงินออกก็มี หรือบางคนขายเอาเงินออกไป อีกสองอาทิตย์กลับมาใหม่ ตามตัวเลขมีขาซื้อมากกว่าขาย แสดงว่ามีเงินใหม่เงินเข้าตลอดเวลา อย่างปีนี้ขาซื้อ 2 แสนล้านบาท แสดงว่ามีเงินใหม่เข้ามาตลอดเวลา

"ลองนึกสภาพว่าถ้ามีแต่ขาขาย เงินใหม่ไม่เข้ามาไม่มีคนซื้อ เอาแค่ขาย 1 แสนล้านบาท ต้องบอกว่าขณะนี้ นักลงทุนสถาบันในประเทศ มีเงินสดเหลือไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ที่จะลงทุนในตลาดหุ้น ส่วนรายย่อย ไม่ได้มีเงินสดมากมายที่จะลงเพิ่ม แถมเป็นมาร์จิ้นอีก ทันทีที่เกิดภาวะอย่างนี้ เอาแค่คนขายมากกว่าคนซื้อ ไม่ต้องมาก อย่างวันที่ 19 ขายไป 7 หมื่นล้านบาท ยังลงไป 108 จุด อย่าลืมว่าโครงสร้างนี้ผลักดันให้คนต่างชาติที่ถืออยู่ 1.5 ล้านล้าน ขายอย่างเดียวซื้อไม่ได้"

นี่คือผลจากมาตรการที่ทุกคนรู้ว่าจะไม่มีคนซื้อใหม่เข้ามา ต่อให้ไม่อยากขาย แต่ทุกคนก็ต้องขาย หากนับคนอยากขาย วันที่ 19 ธ.ค. 1 ล้านล้านบาท อย่าว่าแต่หาเงินใหม่ เงินเก่าก็รักษาไม่ได้ เพราะผู้ถือกองทุนที่เป็นกองทุนเปิดจะขาดทุน ทุกคนขาดทุน ข้าราชการที่อยู่ในกองทุน กบข.กว่า 1 ล้านคน ทุกคนขาดทุนหมด เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดเลยว่าหายนะหรือไม่ หายนะอยู่แล้ว การกลับลำเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง ไม่มีทางเลือกอื่น เป็นทางเลือกเดียวที่ทำได้ อีกวันก็สายไปแล้ว

เราซื้อบทเรียนด้วยราคาแพงมหาศาล เพราะฉะนั้นบทเรียนนี้ต้องมีประโยชน์ในมุมกว้าง

หน้า 37


มาตรการสกัดบาทแข็ง และผ่อนคลายในข้ามวัน

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

เวลา 16.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2549 นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงว่า ตามที่ ธปท.ได้ออกมาตรการดูแลเงินทุนนำเข้าระยะสั้นมาเป็นลำดับ เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาทและดูแลเงินบาท ไม่ให้ผันผวนเกินกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศนั้น โดยกำหนดให้สถาบันการเงินที่รับซื้อ หรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท ต้องกันเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวนร้อยละ 30 ของเงินตราต่างประเทศดังกล่าว ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ให้รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทให้แก่ลูกค้า ยกเว้นเงินตราต่างประเทศที่รับซื้อ หรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทที่ได้รับจากค่าสินค้า บริการ หรือเงินที่บุคคลหรือนิติบุคคลไทยได้รับคืนจากการลงทุนในต่างประเทศ ไม่ต้องกันเงินไว้ตามมาตรการนี้ โดยนักลงทุนต่างชาติจะขอคืนเงินได้ เมื่อครบกำหนด 1 ปีแต่ถ้านำเงินลงทุนกลับคืนก่อน 1 ปี จะได้รับเงินคืนเพียง 2 ใน 3 ของเงินที่กันไว้ 30%

ทั้งนี้ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่สถาบันการเงิน ต้องปฏิบัติตามสัญญาการรับซื้อ หรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ที่ได้ตกลงก่อนวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องกันเงินตราต่างประเทศดังกล่าว

และเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ประกาศผ่อนคลายมาตรการข้างต้นในช่วงข้ามวันว่าธุรกรรมที่ได้รับผ่อนผันไม่ต้องกันสำรองที่สำคัญๆ ได้แก่ 1.เงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯเฉพาะหุ้นทุน (ไม่รวมหน่วยลงทุนทุกประเภท) เงินลงทุนในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) (ไม่ว่าเงินลงทุนดังกล่าวจะตกลงซื้อขายเมื่อใด) 2.การรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นเงินลงทุนโดยตรง

หน้า 38


เบื้องหลังธปท.ยอมถอย ทบทวนมาตรการสกัดเก็งบาท เพื่อรักษาเก้าอี้นายกฯ-รมว.คลัง

มติชนรายวัน  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10516

วันที่ 19 ธันวาคม 2549 วันที่ตลาดหุ้นไทยพังพินาศลงกว่า 108 จุด อันเนื่องมาจากแรงกระหน่ำขายแบบไม่ลืมหูลืมตา ของนักลงทุนต่างชาติ ตอบสนองต่อมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ให้กันสำรอง 30% สำหรับเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ดัชนีหุ้นเปิดตลาดร่วงลงกว่า 60 จุด และยังร่วงต่อไปไม่หยุดจนใกล้ปิดตลาดช่วงเช้าติดลบไป 100 จุด แต่พอช่วงบ่าย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ยืนยันไม่ทบทวนมาตรการ ดัชนีหุ้นถูกถล่มระลอกใหม่ พับเพียบไปที่ 147 จุด

ในขณะนั้น นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. ในฐานะเจ้าของมาตรการ ติดภาระกิจรับแขกต่างชาติอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เดิมตั้งใจว่า หลังเสร็จภาระกิจ ก็จะลาพักร้อนอยู่ที่เชียงใหม่ต่อ แต่พอเกิดเรื่อง ก็ยกเลิกแผนพักผ่อน ถึงกระนั้น เที่ยวบินที่แน่นเอี๊ยด ทำให้ผู้ว่าธปท.ไม่สามารถกลับมากำกับดูแลสถานการณ์ได้ด้วยตนเอง

ส่วนครม.ในเช้าวันนั้น ทราบข่าวดัชนีหุ้นร่วงถึง 100 จุด ด้วยความรู้สึกช็อก คาดไม่ถึงว่าจะเกิดปฏิกริยาสะท้อนกลับแรงขนาดนี้ มีการปรึกษาถึงวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างเคร่งเครียด ก่อนที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธร จะหารือกับผู้บริหารธปท.เพื่อขอให้ผ่อนปรนมาตรการ โดยขอให้ยกเว้นการกันสำรอง สำหรับเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น นัยว่า เพื่อแก้วิกฤตที่เกิดขึ้นแบบตั้งตัวไม่ติด

ในตอนแรกธปท.ยืนยันไม่ทบทวนมาตรการ เพราะเชื่อว่าเป็นมาตรการที่ถูกต้อง สามารถแก้ปัญหาการเก็งกำไรเงินบาท ได้ตรงจุดที่สุด จนกระทั่งม.ร.ว.ปรีดิยาธรต้องเกลี้ยกล่อมว่า หากธปท.ไม่ยอมทบทวนมาตรการ ตนกับนายกฯ จะอยู่ไม่ได้

นั่นเป็นที่มาของการ "ถอย" ในค่ำคืนนั้น!!

หน้า 20


ทุนนอกตื่นมาตรการ 30% เบรกซื้อ"อสังหาริมทรัพย์"

กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549

กลุ่มทุนต่างประเทศ ผวามาตรการ ธปท.สั่งสำรองเงินทุนระยะสั้น สกัดเก็งกำไรค่าเงิน เบรกแผนต่างชาติซื้ออสังหาฯ แม้ ธปท.สั่งยกเลิกมาตรการคุมเฉพาะการลงทุนตราสารหนี้ แต่ตลาดไม่มั่นใจ โจนส์แลงก์ฯ เผยหลายรายเบรกการซื้อ รอตัดสินใจปีหน้าหวังสบช่องค่าบาทอ่อนตัว ขณะที่มองต่าง "ซีบี ริชาร์ด" ระบุต่างชาติเริ่มเข้าใจ การสอบถามลดลงจาก 2 วันแรก ผ่านมาเกือบครบ 1 สัปดาห์ กับมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ให้ธนาคารพาณิชย์กันเงินสำรอง 30% ของเงินทุนจากประเทศปี หลังจากนั้นเพียงวันเดียว ธปท.ต้องประกาศยกเลิกมาตรการที่คุมตลาดหุ้น และการลงทุนโดยตรงเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 หลังจากตลาดหุ้นทรุด 108 จุด รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังคงไว้แต่คุมเงินทุนระยะสั้น ที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ผลกระทบจากมาตรการนี้ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เท่านั้น แต่ยังสร้างความกังวล ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติ ที่เข้ามากับการซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยตรงด้วยเช่นกัน ผลกระทบเกิดจากความไม่มั่นใจ นำมาซึ่งการไม่กล้าตัดสินใจ และต่อเนื่องไปถึงการระงับแผนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในบางรายการที่ควรจะปิดดีลได้ก่อนสิ้นปีนี้ ถูกเลื่อนกำหนดออกไปเพื่อรอความชัดเจน

วันแรกผวาทุนนอกสับสนเบรกซื้อ

วันแรกที่มาตรการถูกประกาศออกมา (19 ธ.ค.) ผลกระทบเกิดกับการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ชัดเจนในระดับหนึ่ง นายแดน ตันติสุนทร หัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัท โจนส์ แลงก์ ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาตรการควบคุมการเก็งกำไรค่าเงินดังกล่าว ส่งผลเชิงลบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในเรื่องของความรู้สึกและความเชื่อมั่น เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่า มาตรการดังกล่าว จะมีผลรวมไปถึงการซื้อขายคอนโดมิเนียมเพื่อเก็งกำไร โดยนักลงทุนต่างชาติหรือไม่

"แม้โดยทั่วไป การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จะเป็นการลงทุนระยะยาว มากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท แต่ในความเป็นจริง ตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ อาทิเช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที่สินทรัพย์ลงทุนในรูปของอสังหาริมทรัพย์" นายแดน กล่าว และว่า ถึงแม้ค่ำวันที่ 19 ธันวาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศเปลี่ยนแปลง ไม่ให้นโยบายการสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน ครอบคลุมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่การประกาศใช้มาตรการดังกล่าวอย่างกะทันหัน ได้ทำให้เกิดคำถามในหมู่นักลงทุน และผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีการใช้มาตรการอื่นใดเพิ่มเติมออกมาอีกหรือไม่

ธปท.ยกเว้นอสังหาฯ แต่ทุนนอกยังหวั่น

อย่างไรก็ตาม หลังจาก ธปท.ยกเลิกมาตรการบางส่วน เหลือบังคับไว้เพียงตราสารหนี้ ซึ่งประกาศต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 โดยระบุว่าไม่ครอบคลุมการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสามารถแจ้งรายการซื้อ-ขาย เข้ามายัง ธปท.ได้เป็นรายกรณี เพื่อไม่ต้องตั้งสำรองดังกล่าว แต่ความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่กลับมาเต็มที่

หลังจาก ธปท.ผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวแล้ว สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นมากนัก ซึ่งนายล่องลม บุนนาค ประธานกรรมการ บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ "โจนส์ แลงก์ ลาซาลล์" เปิดเผยเมื่อวันที่ (21 ธ.ค.) ระบุว่า ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากมาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติที่อยู่ระหว่างพยายามปิดการเจรจาซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทยให้เสร็จก่อนสิ้นปี ต่างระงับแผนการซื้อลงในทันที

ทั้งนี้ เนื่องจากความรู้สึกและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากการประกาศใช้มาตรการควบคุมค่าเงินซึ่งออกโดย ธปท.ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แม้ในวันนี้ ธปท. จะออกมาประกาศว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมถึงการลงทุนของต่างชาติ ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ดูเหมือนว่า ประกาศดังกล่าว จะยังไม่เพียงพอ เรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับคืนมาได้ในทันที

ต่างชาติรอบาทอ่อนก่อนซื้ออสังหาฯ

“นักลงทุนต่างชาติทุกรายที่เรากำลังให้ความช่วยเหลือ ในขั้นตอนของการเจรจาเข้าลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของไทย ล้วนหยุดดำเนินการต่อเพื่อรอดูสถานการณ์ แม้เราจะเชื่อว่า นักลงทุนเหล่านี้ยังคงสนใจลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย แต่เชื่อว่าจะยังไม่มีการดำเนินแผนการใดๆ ต่อ อย่างน้อยจนกว่าภาครัฐฯ จะสามารถออกมาตรการมาฟื้นฟูความเชื่อมั่น ของนักลงทุน” นายล่องลม กล่าว

อย่างไรก็ดี แม้จะมีนักลงทุนต่างชาติบางส่วน ที่ไม่กังวลกับมาตรการดังกล่าวของ ธปท.มากนัก แต่ก็ได้ชะลอแผนการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยด้วยเช่นกัน

“นักลงทุนกลุ่มนี้ กำลังรอดูว่า มาตรการของ ธปท. จะสามารถทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงได้มากน้อยเพียงใด เพราะถ้าเงินบาทอ่อนตัวลงไปได้มาก หมายความว่าราคาของสินทรัพย์ที่นักลงทุนวางแผนเข้าซื้อ จะมีราคาที่ถูกลงเมื่อคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์”

ซีบีฯ แจงลูกค้าต่างชาติเข้าใจมากขึ้น

ด้านบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส ประเทศไทย ที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ข้ามชาติอีกราย ให้ข้อมูลตรงกันว่า ในวันแรกที่ ธปท.ประกาศมาตรการออกมา สร้างความสับสนมากพอสมควร มีการสอบถามจากลูกค้าต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก ว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยตรงต้องเข้าข่ายมาตรการด้วยหรือไม่

แต่หลังธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศบนเวบไซต์ของทางธนาคารฯ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า การซื้ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งรวมถึง ที่ดินและคอนโดมิเนียม ได้รับผ่อนผันไม่ต้องกันสำรองช่วยให้ตลาดเข้าใจมากขึ้น

นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบี ริชาร์ด เอลลิส กล่าวว่า ประกาศผ่อนปรนดังกล่าว เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมในปัจจุบันและในอนาคตมีความสบายใจมากขึ้น เห็นได้จากการสอบถาม ที่มีเข้ามายังบริษัทลดจำนวนลง และเชื่อว่าตลาดการลงทุนของต่างชาติ ในอสังหาริมทรัพย์ไทยจะยังคงขยายตัว

ทั้งนี้ เนื่องจากยังคงมีชาวต่างชาติจำนวนมากที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย ทั้งเพื่ออยู่อาศัยเอง และเพื่อการลงทุนระยะยาว ตลาดให้เช่าที่พักอาศัยยังคงเติบโตได้ดีอยู่ และมีแนวโน้มด้านมูลค่าของห้องชุดที่จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปยังคงดีอยู่

บลจ.ทำหนังสือของผ่อนปรน พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์

อย่างไรก็ตามแม้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ จะได้รับการยกเว้นจากมาตรการ 30% แต่ในส่วน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบโดยตรง

นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจีในฐานะนายกสมาคม บลจ. เปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ในวันนี้ (25 ธ.ค.) สมาคม บลจ.จะทำหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอให้ ก.ล.ต. เป็นตัวกลางในการยื่นขออนุญาตกับ ธปท. ผ่อนผันการลงทุน สำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมประเภทต่างๆ ไม่ต้องถูกกันเงิน 30%

ทั้งนี้หาก ธปท. ยืนยันให้หักเงินลงทุนต่างชาติ 30% สำหรับผู้ต้องการเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมนั้น เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจกองทุนรวมแน่นอน โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (พร็อพเพอร์ตี้ ฟันด์) เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีความเข้าใจต่อการลงทุนในกองทุนประเภทนี้น้อยมาก สัดส่วนการลงทุนจึงน้อยตามไปด้วย ขณะที่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ลงทุนต่างประเทศ แต่เป็นประเภทที่เน้นการลงทุนในระยะยาว

เนื่องจากผู้ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้น ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่ออกเสนอขายในรอบปีที่ผ่านมา มูลค่า 4 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นผู้ลงทุนต่างชาติถึง 3 หมื่นล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาวทั้งสิ้น ดังนั้นหาก ธปท. ยืนยันใช้มาตรการเดิมต่อ ก็คงส่งผลต่อตลาดกองทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในปีหน้ามีผู้ประกอบการ ที่เตรียมออกกองทุนประเภทนี้กันมาก เพราะไตรมาสแรกปีหน้าก็มีมูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาทแล้ว

ประเด็นที่สมาคม บลจ. จะยื่นขอต่อ ธปท. มี 8 ประเด็น คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างเสนอขาย ให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้ถือว่าเข้าข่ายเงินที่เข้ามาลงทุนระยะยาว ไม่ต้องกันสำรอง กองทุนหุ้นทุน ที่เข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง ไม่ต้องกันเงินสำรอง

นอกจากนี้ให้รวมถึงกองทุนตราสารหนี้และกองทุนผสม ที่เป็นกองทุนปิดและมีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ให้ไม่ต้องกันสำรอง กองทุนในประเทศที่มีผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นต่างชาติทั้งหมด ให้ไม่ต้องกันเงินสำรอง กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนต่างด้าว (ไทย ทรัสต์ ฟันด์) ไม่ต้องกันเงินสำรอง กองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวท ฟันด์) ที่มีเจ้าของเงินทุนเป็นต่างชาติ แล้วนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น ขอให้ไม่ต้องกันสำรองเช่นกัน

ขณะเดียวกัน สมาคม บลจ. จะสอบถามด้วยว่า หากเป็นกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) ซึ่งมีนโยบายเข้ามาลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นกองทุนที่มีนักลงทุนต่างชาติลงทุนด้วย ขอให้ยกเว้นการกันสำรองเช่นกัน หรือให้กำหนดเวลาในการขออนุมัติให้ชัดเจนว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรในการพิจารณา กองทุนจะได้จัดการนำเงินต่างประเทศเข้ามาได้ถูกต้อง

นอกจากนี้ สมาคม บลจ. จะสอบถามถึงการลงทุนในส่วนของกองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ด้วยว่า เมื่อไถ่ถอนหน่วยลงทุนแล้วต้องนำสินทรัพย์ต่างประเทศกลับเข้ามาในประเทศ จะต้องถูกธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบหรือไม่ เพราะถ้าต้องถูกตรวจสอบจะทำให้กองทุนผิดระเบียบที่ระบุไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนว่า จะต้องคืนเงินบาทให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนภายในเวลาที่กำหนด


มาตรการ ธปท.ธุรกรรมไหนต้องกันสำรอง 30%

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศหลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกันเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นในวันที่ 18 ธ.ค.2549 และผ่อนผันเพิ่มเติมในเวลาต่อมา เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท อันจะเอื้อต่อการขยายตัวอย่างยั่งยืน ของเศรษฐกิจในระยะยาวนั้น

เพื่อความชัดเจนของมาตรการ และเพื่อให้สถาบันการเงินใช้อ้างอิงและถือปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ธปท.ขอสรุปรายละเอียดของมาตรการดังนี้

1.ธุรกรรมรับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องกันเงินสำรอง เป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวน 30% ได้แก่

1.1 ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับรายการในดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายรวมถึงค่าสินค้า ค่าบริการ รายได้ เงินโอน และบริจาค

1.2 เงินลงทุนในหุ้นทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (ไม่รวมหน่วยลงทุนทุกประเภท และ warrant) เงินลงทุนในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ทั้งนี้ ให้นำเงินลงทุนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินบาทที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ (special non-resident baht account for equity securities : SNS)

1.3 เงินลงทุนโดยตรง ซึ่งหมายถึงเงินที่นำมาจัดตั้งกิจการหรือเข้าร่วมลงทุนในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของไม่ต่ำกว่า 10% และมีอำนาจในการบริหารจัดการกิจการดังกล่าว

1.4 เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน คอนโดมิเนียม (ไม่รวมหน่วยลงทุนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์)

1.5 เงินกู้เงินตราต่างประเทศที่ได้ทำสัญญากู้เงินก่อนวันที่ 19 ธ.ค.2549

1.6 การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจาก ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ที่เป็นการ

ต่ออายุสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลก

เปลี่ยน โดยการทำธุรกรรม swap กับสถาบันการเงินเดิม

1.7 การรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด

1.8 การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจากลูกค้า หรือบุคคลรับอนุญาต ในรูปเช็คเดินทางและธนบัตรเงินตราต่างประเทศ

1.9 การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจาก (ก) สถานทูตไทย สถานกงสุลไทย หรือหน่วยงานรัฐบาลไทยที่ตั้งอยู่นอกประเทศไทย และ (ข) สถานทูตต่างประเทศ สถานกงสุล ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์การหรือสถาบันระหว่างประเทศ ที่ประจำการในประเทศไทย

1.10 เงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศของหน่วยงานราชการที่นำมาขายรับบาท

2.ธุรกรรมรับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นเงินบาทที่ต้องกันเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวน 30% ได้แก่

2.1 เงินลงทุนในตราสารหนี้ ที่สืบเนื่องจากการซื้อตราสารหนี้ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.2549 เป็นต้นไป

2.2 เงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศที่

ทำสัญญากู้เงินตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค.2549 เป็นต้นไป

2.3 การรับซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ได้รับการยกเว้นในข้อ 1

3.บัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident baht account : NRBA) ได้รับการผ่อนผันให้มียอดคงค้างเกิน 300 ล้านบาท โดยไม่จำกัดจำนวนจนถึงวันที่ 8 ม.ค.2550 และให้ลดยอดคงค้างลงเหลือเพียงไม่เกิน 300 ล้านบาทหลังจากนั้น

4.เงินบาทในบัญชี SNS หลังจากวันที่ 8 ม.ค.2550 ให้มียอดคงค้างไม่เกิน 300 ล้านบาทเป็นการชั่วคราว ซึ่ง ธปท.จะพิจารณาความเหมาะสมต่อไป

หน้า 4


ธาริษา วัฒนเกส เปิดหมดเปลือก "เราไม่อยากเป็นเป้านิ่ง ให้เขาโจมตี"

สัมภาษณ์  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

ภาพของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังประกาศมาตรการสกัดเงินร้อนเมื่อ วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ทำให้ ธปท.หรือแบงก์ชาติร้อนฉ่าตลอดทั้งสัปดาห์ กลายเป็นโจทย์ของสังคมว่า ออกมาตรการโดยคิดไม่รอบคอบ และแบงก์ชาติถูกกระทรวงการคลังและรัฐบาลครอบงำไม่เป็นอิสระ ต่อประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ใช้เวลาชี้แจงกับนักลงทุน โบรกเกอร์ สื่อต่างประเทศและในประเทศอย่างต่อเนื่อง เป็นการเล่าเบื้องหลังของที่มาที่ไปของเหตุการณ์ทั้งหมดว่า

สาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพราะเราใช้มาตรการอื่นมาแล้ว และมันไม่ได้ผล และในที่สุดต้องใช้ยาแรง เพื่อส่งสัญญาณให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่า เราไม่ได้บ้าลุกขึ้นมา แต่เราส่งสัญญาณว่า มีเงินไหลเข้ามาลงทุนเยอะมาก ซึ่งมาจากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดี ขณะที่ค่าเงินหยวนก็ไม่ปรับเปลี่ยน ทั้งๆ ที่ประเทศใหญ่ควรช่วยแก้ปัญหาค่าเงินแต่ไม่ช่วยแก้ เมื่อรับภาวะไม่ไหวประเทศเล็กๆ ก็ต้องลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง หลายประเทศในภูมิภาคก็แทรกแซงเยอะมาก

เงินบาทผันผวนเราเห็นมาตั้งแต่ต้นปี ปีนี้มันผันผวนขึ้นมาเยอะ เกือบ 15% เทียบกับในภูมิภาค และยิ่งเดือนตุลาคม 2549 มีการไหลเข้ามามากมายจนถึงต้นธันวาคม แม้เดือนพฤศจิกายน ออกมาตรการไขก๊อกให้เงินไหลออก ปรากฏว่าไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น ประกาศมาตรการเสร็จขึ้นไปดูจอ ปรากฏว่าเงินบาทแข็งขึ้นไปอีกต่างหาก จึงต้องเข้มข้นมากขึ้น

หากถามว่า ทำไมไม่ใช้มาตรการภาษี ที่ ธปท.มองคือภาษีมันได้ผลไม่เท่ากับการกันสำรอง 30%

ส่วนมาตรการลดดอกเบี้ยที่ไม่นำมาใช้เพราะตลาดหรือนักลงทุนเขาเก็งเอาไว้ แนวโน้มดอกเบี้ยในระยะใกล้เป็นดอกเบี้ยขาลงเร็วๆ นี้ เงินทุนไหลเข้าจึงเข้ามาเยอะในตลาดตราสารหนี้ หากดอกเบี้ยลงราคาตราสารหนี้จะปรับขึ้นทันที เขาก็จะได้กำไรจากมูลค่าตราสารหนี้และค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น

ส่วนคำถามที่ว่า ตอนเลือก คิดหรือไม่ว่ามันจะมีผลกระทบ เราคิดว่าต้องมีผลกระทบแน่ แต่เรามองในเรื่องของกำไรขาดทุนมากกว่า โดยเอาตัวเลขมาดู ทุกวันนี้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ขึ้นอยู่กับว่าเข้าไปตลาดไหน ถ้าเข้าไปตลาดตราสารหนี้ตอนนี้ดอกเบี้ยมีอยู่ 5% แต่นอกจากดอกเบี้ย 5% เขายังมีดอกผลจากการที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 15% คือถ้าคิดต่อปีแล้ว ดอกผลของเขาก็คือ 20% หรือถ้าลงทุนในตลาดหุ้นก็คงใกล้เคียงกัน

ฉะนั้นผลประโยชน์ที่ลงทุนในบ้านเราในช่วงเวลา 1 ปี คือ 20% ขณะเดียวกันถ้าให้กันสำรองที่ 30% เขาก็มีค่าเสียโอกาสที่จะเอา 30% นี้ไปหาประโยชน์ไม่ได้ ถามว่า ค่าเสียโอกาสนี้ก็คือ 1.5% เมื่อเทียบค่าเสียโอกาสจากการลงทุน 1.5% กับผลตอบแทน 20% เราก็มองว่าตัวเลขมันไม่เยอะกับคนที่มาลงทุน

แน่นอนว่าตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้คงได้รับผลกระทบแต่ผลไม่น่าจะมีมากเกินไป และผลตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องมี เพื่อดูแลค่าเงินของเราได้ผลตามเจตนารมณ์ แต่ปรากฏว่าผลที่ออกมาต่างชาติตกใจ ก็ขายเยอะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ คิดว่าเป็นเรื่องที่เขาตกใจ เพราะยังไม่ได้ดูในรายละเอียด แต่ตกใจว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนกติกาไป และ "ผลที่ออกมารุนแรงกว่าที่เราคิดไว้ เรามองกำไรขาดทุนเป็นหลัก มองโลกในแง่ดีมากเกินไป เพราะดีดลูกคิดแล้วมองว่า มาตรการนี้เป็นการเพิ่มต้นทุนแต่ไม่มีผลต่อกำไรของนักลงทุน ก็คิดว่าไม่น่าจะทำให้เขาเทขายหุ้นมากมายอย่างที่เกิดขึ้น"

หม่อมอุ๋ยไม่ได้ Over Rule

มาตรการ 18 ธ.ค. หรือมาตรการที่จะผ่อนผันในส่วนของตลาดหุ้นในวันที่ 19 ธ.ค. เป็นเรื่องที่แบงก์ชาติทำด้วยความเป็นอิสระไม่มีใบสั่งที่ไหน

คิดว่าที่ขึ้นมาตำแหน่งตรงนี้ได้ อยู่แบงก์ชาติมา 30 กว่าปี ได้ซึมซาบแนวคิดของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เข้าไปพอสมควรว่า สิ่งสำคัญที่สุดของธนาคารกลางคือความเป็นอิสระ รับใบสั่งใครไม่ได้ ถ้ารับใบสั่งแล้วอธิบายไม่ได้ เรายืนไม่อยู่ รับรองได้ 1,000% ว่า ทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่รับใบสั่ง

"ท่านรัฐมนตรีคลังไม่ได้ over rule แบงก์ชาติ หารือกันโดยตลอด วันที่รัฐมนตรีคลังแถลงข่าววันอังคารตอนค่ำ ไม่ได้มาร่วมแถลง

จึงถูกมองและเป็นต้นเหตุให้เข้าใจผิด อยากจะเรียนว่า พี่รับรู้ทั้งหมด ไม่มีใบสั่งจากรัฐบาล จากนายกฯ"

ส่วนประเด็นที่ว่า ธปท.คิดไม่รอบคอบนั้น ต้องเล่าว่า ก่อนที่จะออกมาตรการใดๆ เราจะพิจารณาข้อดีข้อเสียทั้งหมดอยู่แล้ว และก็ดูแล้วข้อดีคือเราได้เรื่องของค่าเงินที่มันจะไม่ผันผวน เหมือนอดีต ข้อเสียคือผลกระทบที่จะมีต่อตลาดหุ้น

และคำถามคือว่า ทำไมเราไม่กันตลาดหุ้นออกมา ประเด็นคือ ถ้าเรากันตลาดหุ้นออกมาและบอกว่า ตลาดหุ้นไม่ต้องกัน 30% เราไม่สามารถผูกโบที่เงินไว้ได้ว่า เงินที่เข้ามาตลาดหุ้นผูกโบสีแดง เข้ามาตราสารหนี้ผูกโบสีเขียว มันก็คือเงินในตลาดที่ไหลข้ามตลาดไปมา ฉะนั้นถ้าเปิดให้หนึ่งตลาดก็เท่ากับว่าในที่สุดแล้วมาตร การที่เราออกมาดูแลค่าเงินมันไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีทางที่จะเลี่ยงออกไป

ฉะนั้นถึงต้องเป็นกฎเกณฑ์หมดทุกตลาดที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นตอบคำถามอันแรกว่า คิดครบถ้วนแล้วหรือยัง คิดแล้วว่าผลกระทบมันมี

และด้วยเงินที่มันผูกผ้าแดงผ้าเขียวไม่ได้ มันก็ผ่อนผันให้บางตลาดไม่ได้ ถามว่า ผลกระทบเยอะไหม ก็ตามที่เราคำนวณต้นทุน 1.5%

กับผลตอบแทน 20% ให้ดู ก็คิดว่าผลไม่น่าจะมีผลกระทบเยอะ

บาทแข็งจนเสียวไส้

ถ้าถามว่า มาตรการนี้ทำไมไม่ชะลอออกไปก่อน แต่ข้อมูลที่เราเห็นจากมาตรการที่ออกไปครั้งแรกนักลงทุนมองว่าเป็นน้ำจิ้ม เป็นมาตรการเล็กๆ น้อยๆ เราก็เกรงว่าค่าเงินบาทจะหลุดไปที่ 34บาท/ดอลลาร์ หากแข็งไปอย่างนั้นก็จะกู่ไม่กลับ เพราะค่าเงินมีจุดที่ตลาดคาดการณ์อยู่จุดหนึ่ง หากหลุดจุดนั้นไปก็จะกลับยาก

"พูดจริงๆ แล้วเสียวไส้ เพราะการเก็งค่าเงินที่ผ่านมามันเป็นการเก็งที่มองไปทางเดียวว่า ค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีเงินดอลลาร์มากองเต็มหน้าตักไปหมด และตลาดมีทิศทางเป็นขาขึ้นอย่างเดียว (แข็งค่า) เราเป็นเป้านิ่ง หากเรายังซื้อดอลลาร์ขายบาท เพราะเงินในโลกนี้มีเยอะมาก แต่ถึงจุดหนึ่ง การตั้งโต๊ะรับซื้อดอลลาร์ แทนที่จะแก้ปัญหา กลับเป็นเป้านิ่งให้เขาโจมตี เพราะฉะนั้น ธปท.จึงทำเฉพาะโดยการดูแลค่าเงินไม่ให้ผันผวนมากเกินไปเท่านั้น เพราะฉะนั้นการแทรกแซง ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ไม่ใช่กลัวจะขาดทุนในการแทรกแซง ถ้าทำแล้วเป็นเป้านิ่ง

เงินจะเข้ามาไม่หยุด ดังนั้นมาตรการที่เราออกไปเป็นการแตะเบรก ว่าค่าเงินอาจจะอ่อนได้"

ธปท.ยืนยันว่า สิ่งที่ทำไปไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย แต่ทำเพื่อประเทศชาติ และขณะนี้คาดว่าไม่น่ามีมาตรการอะไรออกมาอีก และกล่าวได้ว่า แนวโน้มค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องแต่อาจจะไม่ผันผวนมากเกินไป

หน้า 4


วิเคราะห์บทบาท "แบงก์ชาติ" หลังพ่ายเกม Capital Control มุมมอง นักเศรษฐศาสตร์คลื่นลูกใหม่

คอลัมน์ ประชาชาติเสวนา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3856 (3056)

เป็นความเห็นต่างของคนในสังคมต่อมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาแทรกแซงค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไป โจทย์คือสถานการณ์ของไทยจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการนี้หรือไม่ที่จะต้องออกมาตรการดังกล่าว และมาตรการดังกล่าวเป็นการให้ยาแรงเกินไปหรือไม่ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้จัดเสวนากับนักเศรษฐศาสตร์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มเล็กๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกัน โดยมีอาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์อภิชาติ สถิตนิรามัย ซึ่งเป็นอาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคอลัมนิสต์ประจำของ "ประชาชาติธุรกิจ" ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกัน

หนุนต้องมี Capital Control

อาจารย์ปกป้องกล่าวว่าคิดว่า มีโจทย์ 2 ระดับ ระดับแรกโจทย์ระยะสั้น คือเงินบาทไทยแข็งตัวผิดปกติ ซึ่งคาดว่ามาจากการเก็งกำไรผิดปกติ ไม่ใช่แข็งจากปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ต่างชาติอยากมาลงทุน โจทย์ก็คือจะทำอย่างไรให้สามารถลดความกดดันของแรงเก็งกำไรได้

ส่วนโจทย์ระยะยาว คือทุนเคลื่อนย้ายในโลกาภิวัตน์ อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ มันทำให้เกิดความผันผวนในชุมชนการเงินระหว่างประเทศ ดังนั้น ถ้าเชื่อว่าการเงินระหว่างประเทศ เป็นตลาดที่ไม่มีความสมบูรณ์ (imperfect market) เกิดความไม่สมมาตร ของข้อมูลข่าวสารของนักลงทุน มีพฤติกรรมการลงทุนแบบตามแห่ ทำให้ความคิดการแบ่งสรรทรัพยากรการเงินระหว่างประเทศไม่เกิดขึ้นจริง คุณจะทำยังไงกับภาวะความไม่สมบูรณ์ของตลาดการเงินระหว่างประเทศ ที่มันมีความเสี่ยงมากขึ้น

การที่เงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นเงินร้อน มันกระทบกับเศรษฐกิจหลายอย่าง อันแรกคือธรรมชาติของความผันผวน คาดการณ์ไม่ได้ ซึ่งงานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศหลายชิ้นชี้ว่า โอกาสของการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ มันก็โยงอยู่กับระดับการเงินเปิดเสรีการเงินของประเทศนั้น ถ้าเปิดมากก็ทำให้มีโอกาสเกิดวิกฤตมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้นถ้ามีเงินไหลเข้ามามาก ทำให้ค่าเงินแข็งเกินความเป็นจริง ก็จะกระทบต่อการส่งออก ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ภาคการส่งออกจะสำคัญกับการพัฒนาประเทศ ดังนั้น จึงจะเห็นความขัดแย้งของภาค 2 ภาค ความคิดทั่วไปเรามักจะคิดว่าการเปิดเสรีการค้ากับเสรีการเงินไปด้วยกันได้

แต่ความคิดของผม คิดว่าการเปิดเสรีการเงิน มันนำมาซึ่งผลที่เราไม่ได้คาด มันมีผลกระทบต่อภาคส่งออกด้วย ตัวอย่างเช่น มีเงินไหลเข้ามาทำให้ค่าเงินแข็ง กระทบกับภาคส่งออก และถ้าภาคส่งออกมีปัญหา ก็อาจส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลการชำระเงิน อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เสถียรภาพของตลาดการเงินมีปัญหา นี่คือโจทย์ระยะยาว ว่าจะจัดการกับปัญหาการไร้เสถียรภาพ และปัญหาเหล่านี้อย่างไร

ที่แบงก์ชาติประกาศมาตรการเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ผมว่าฝ่ายหนึ่งก็จะวิพากษ์วิจารณ์ อย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ ตลาดหุ้นลบ 108 จุด นั่นคือเป็นความล้มเหลวที่คนส่วนหนึ่งมอง ส่วนตอนค่ำวันที่ 19 ธันวาคมที่กลับลำอันนั้นก็เป็นความล้มเหลว ที่กลุ่มหนึ่งอาจเชียร์ กลุ่มอื่นอาจวิจารณ์ มันมีความล้มเหลวจนเราลืมไปว่า เบื้องหลังที่แบงก์ชาติออกมาตรการอันนี้มันเพื่ออะไร

มันก็มีประโยชน์ของมันอยู่ ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับมาตรการบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้าย หรือมาตรการกำกับควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่เป็นการบริหาร คือเชื่อว่าทุนที่มันเข้ามาไม่ใช่ถูกปล่อย แต่ควรมีการบริหารจัดการกับมันในบางระดับ โมเดลที่แบงก์ชาติทำ ก็เป็นทางหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาระยาวได้ที่รากฐาน

ฉะนั้น ผมจึงบอกว่าทำไมมาตรการจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายจึงมีประโยชน์ สิ่งที่แบงก์ชาติทำคือการกันสำรอง ก็คือการเพิ่มต้นทุนระยะสั้น เงินทุนที่ไหลเข้ามาระยะยาว ก็ไม่ได้รับผลกระทบ มีหลายคนทำการศึกษาพบว่า การมีมาตรการแบบนี้ในระยะต่อไป ส่วนประกอบของทุนระหว่างประเทศมันเปลี่ยนคือเงินทุนระยะยาวมันสูงขึ้น ขณะระยะสั้นลดลง

แต่คำถามคือว่ามันควรหนักขนาดไหนสำหรับเงินที่เรียกสำรอง มันก็ต้องทำการวิจัย ทำการศึกษา ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังไม่มีคำตอบ

ประเด็นของผมคือว่า แบงก์ชาติน่าจะใจแข็งและทน ให้โอกาสมันได้ลอง พอมีการปรับเปลี่ยนแบบนี้เราได้เห็นว่า ทางเลือกทางการเงินในโลกเสรีนิยมมันมีน้อย นโยบายเศรษฐกิจที่มันไปไม่ได้กับระบบเสรีนิยม ต้นทุนที่มันเผชิญสูงมาก และอยู่ยากในโลกเสรีนิยม เพราะกติกามันเป็นแบบนี้ และเมื่อมีนโยบายแบบนี้มาลอง มีชีวิต 1 วัน เจอด่าสารพัด ผมก็คิดว่ายากที่มันจะกลับมา ตลาดหุ้นก็ควรมีมาตรการบางอย่าง เชื่อว่าพฤติกรรมในตลาดหุ้น ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้สะท้อนพื้นฐาน แต่มีแรงของการเก็งกำไรอยู่เยอะ ประเด็นคือจะจัดการกับมันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดของแบงก์ชาติในความคิดของผม ไม่ใช่การออกมาตรการควบคุมเงินทุน แต่คือการประการยกเลิกมาตรการเมื่อสิ้นสุดวัน เพราะมันทำลายความน่าเชื่อถือ ในการดำเนินนโยบายการเงินของแบงก์ชาติว่า เป็นการกลับลำ และต่อไปจะเป็นปัญหาของแบงก์ชาติ เวลาประกาศมาตรการ จะลำบากในอนาคต เพราะในการดำเนินนโยบายการเงิน ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ ตลาดจะไม่ตอบสนองไปในทางที่ผู้กำหนดนโยบายอยากให้เป็น นั่นคือปัญหาใหญ่มากกว่ามาร์เก็ตแคปของตลาดที่หายไป

การควบคุมดีแต่ทำได้หรือเปล่า !!

ส่วนอาจารย์ภาวินมองว่ามาตรการดังกล่าว มีผลกระทบเยอะ ประเด็นคือการเก็งกำไรมันเป็นผลดี/เสีย กับเสถียรภาพรวมของเศรษฐกิจ บางคนมองว่าเก็งกำไร ทำให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่งั้นไม่มีกำไร แต่จากประสบการณ์มันไม่เป็นอย่างนั้น ในมุมนี้ผมว่า มันก็ควรควบคุมถ้ามันเกิดการเก็งกำไรจริง แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าเราแยกการเก็งกำไรได้ มันก็ควรทำ แต่ปัญหาอันหนึ่งคือมันแยกยาก เราเคยมีประสบการณ์โลก เช่น การมี capital control ในบราซิล คือ ควบคุมแรงไป ทำให้การลงทุนโดยตรงไม่เข้าประเทศ ถ้าควบคุมอ่อนเกินไป มันไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ระยะสั้น มันก็เป็นปัญหาคือคุมในอุดมคติมันก็อยากคุม แต่คือว่ามันคุมไม่ได้ มันจะทำอย่างไร

"ผมว่า idealogy ของเสรีนิยมใหม่ ไม่ได้เกิดมาเพราะว่ามีปัญหาและก็ผลักดันให้มันเกิด ผมว่ามันไม่มีการเมืองสำหรับพวกที่เกิดแนวคิดแบบนี้ โลกเสรีที่รัฐอยากเจอ คือเมืองไทยทำอะไรก็ได้ แต่รับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง เช่น ถ้าจะเก็งกำไร และขาดทุนก็ตัวเขาเอง คนอื่นไม่เกี่ยว ถ้าเรามีโลกเสรีลักษณะนั้นมันก็ไม่มีปัญหา แนวทางนี้มันเป็นแนวทางที่ดี คือไม่ต้องควบคุมอะไรมาก แต่ดูแลให้ผลเสียมันกระจุกตัวอยู่แค่คนที่เก็งกำไร"

และที่อาจารย์ปกป้องบอกว่าระบบเศรษฐกิจที่มันเปิด มีโอกาสเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเยอะกว่า ผมว่าไม่น่าใช่ แต่วิกฤตหลายๆ อย่างเกิดขึ้นจากการที่รัฐเข้าไปควบคุมระบบเศรษฐกิจ คือถ้าเราปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนที่ด้วยตัวมันเอง ผมเชื่อว่าจะไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในรอบที่ผ่านมาของไทย

ประเด็นหลักของผมคือ การคุมมันดี แต่คุมได้หรือเปล่า ซึ่งถ้าคุมไม่ได้มันมีแนวทางอีกแนวทางหนึ่งหรือเปล่า ที่เป็นการปล่อยเสรี และดูแลให้ผลกระทบกระจุกตัวอยู่กับบางกลุ่ม มาตรการของแบงก์ชาติที่ออกมา ผมว่ามันมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่า บางคนลงทุนระยะยาว อยู่ดีๆ มันได้รับผลกระทบ มันเหวี่ยงแหเกินไป

สกัดเงินร้อนได้คุ้มเสียหรือไม่

สำหรับอาจารย์อภิชาติให้ความเห็นว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ ศปร. 1 ที่เคยพูดไว้ว่า เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลก่อนปี 2540 ที่ไม่ยอมทำ และระบุว่ามันมีวิธีการมากมายที่จะไม่ให้เงินทุนมันไหลเข้าตั้งแต่ต้น กล่าวคือการควบคุมมันทำได้ 2 ทางคือ เรื่องของปริมาณ เช่นบางประเทศก็คุมไปเลย จำกัดเงินไหลเข้าออก แต่สิ่งที่แบงก์ชาติทำคือการควบคุมทางราคา คือใช้กลไกตลาดในการดูแล ซึ่งไม่ได้ห้ามเงินทุนไหลเข้าออก คือคุณเข้ามาได้เหมือนเดิม แต่มันแพงขึ้น ส่วนมันแรงไปหรือไม่ อันนี้มันถกเถียงกันได้ ประเด็นหลักที่สำคัญอีกอันคือผลเสียจากการที่ทำแบบนี้ที่จะมีต่อการลงทุนโดยตรง จะคุ้มกันกับการกันเงินร้อนหรือเปล่า และประเด็นคือมันจะทำได้จริงหรือเปล่า

มันก็อาจจะมีปัญหาถ้าเราใช้ยาที่เร็วและแรงเกินไป แต่เหตุการณ์ตอนนี้เรามีการออมที่สูงกว่าการลงทุน และเนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในประเทศเราค่อนข้างต่ำกว่าอัตราการออม แสดงว่าเราไม่ขาดแคลนเงินทุน ดังนั้นระยะสั้น การทำตรงนี้มันไม่กระทบ เพราะตอนนี้เราอยาก ให้เงินออกด้วยซ้ำ แม้ไม่เข้ามาเราก็ไม่เสียหาย ผมไม่ได้ปฏิเสธ capital control ในเชิงหลักการ ผมไม่ใช่เสรีนิยมใหม่ ที่จะบอกว่า capital control ผิดทุกกรณี หลักการไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ในสถานการณ์ที่เป็นจริง ประเทศไทยควรใช้หรือไม่

ประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเมื่อเกิดวิกฤตใหม่ๆ และมาเลเซียใช้ และตอนนั้นมีคนเรียกร้องให้ทำเหมือนมาเลเซีย แต่ที่ต้องคิดคือกลไกรัฐของเรามันเข้มแข็งเท่ากลไกรัฐของมาเลเซียหรือเปล่า ถ้าจะมี capital control ต้องมีกลไกรัฐที่เข้มแข็ง ต้องมีข้อมูลดี ถ้าจะให้สำเร็จต้องมีตรงนี้ด้วย แต่คุณมีหรือเปล่า ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเรามี

แต่ที่เห็นร่วมกันอยู่แล้วว่าสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเป็นไปได้มันเกิดขึ้นแล้ว คือ เรื่องการกลับลำ เป็น worse case senario จริงๆ มันมีทั้งคนที่เชียร์ และด่า capital control แต่การทำแบบนี้มันเสียแนวร่วมมากเพราะเป็น bad move

"ในความเห็นผมการผ่อนคลายมาตรการ ควรจะเป็นในแง่การลดเปอร์เซ็นต์ลง ดีกว่าเลือกเซ็กเตอร์ที่เลิก"

มาตรการเหวี่ยงแห

นักลงทุนตัวจริงถูกลงโทษด้วย

ขณะที่นางสาวสฤณีมองว่าแม้จะผ่อนคลายมาตรการ แต่มาตรการยังมีผลกับตลาดตราสารหนี้ ในแง่การเก็งกำไรค่าเงิน อย่างกองทุนเฮดจ์ ฟันด์ วันๆ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นมีแต่เก็งกำไรบนความทุกข์ของทุนอื่น แตกต่างจากกองทุนที่เป็น private equity มันมีความแตกต่างกันอยู่ เห็นด้วยกับที่อาจารย์ปกป้องพูด แต่ว่าเรื่องการออกแบบมาตรการควบคุม มันต้องออกแบบไม่ใช่ว่าไปลงโทษคนที่ไม่ผิดมากกว่าคนที่เลวกว่า อะไรก็ตามที่ทางการพยายามแสดงให้เห็นว่ามีการแยกแยะมันจะช่วยระดับหนึ่ง

"ตอนนี้มันต้องมองแบบมีความสัมพันธ์กันหมดแล้ว คือตลาดถ้าเขาจะมองว่าอยากมาประเทศเราไหม เขาก็จะมองเราเทียบกับเพื่อนบ้าน อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง คือด้วยต้นทุนมหาศาล และตลอดเวลานักลงทุนมีทางเลือก ฉะนั้นไม่ได้เปรียบเทียบประเทศต่อประเทศ ประเด็นคือตลาดเราเล็กเกินกว่าจะไม่คำนึงถึงผลกระทบ ในประวัติประเทศกำลังพัฒนา ในช่วงหลังสงครามโลก ไม่รวมฮ่องกง สิงคโปร์ ที่เกิดมาเพื่อเป็น financial center และประเทศกำลังพัฒนา ที่ถูกยกย่องในเวลาต่อมา ก็มีเรื่องของ capital control อย่างนั้นในระยะเริ่มแรก ซึ่งนโยบายของไทย ก็ตามนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ก็เป็นการทำนโยบายที่ก้าวหน้า แต่เรียลเซ็กเตอร์เรายังเตาะแตะอยู่"

ประเทศเรา สมมติว่าวันนี้เราเหมือนจีนทุกคนอยากเอาเงินมาและมีมุมมองที่ดีมาก น่าเอาเงินเข้ามา อันนี้ก็จะมีผลต่อมุมมองของนักลงทุนว่าน่าจะเอาเงินเข้ามา ทนกับต้นทุนสูงกว่า และความเสี่ยงที่จะมีจากรัฐบาล นักลงทุนฝรั่งถ้าเขามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ มันจะมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา คือตอนนี้สถานการณ์ประเทศไทยเพิ่งเกิดรัฐประหาร นักลงทุนก็กลัวๆ กล้าๆ อยู่มาก ปัจจัยการเมืองสูงมาก เวลามาเจอมาตรการนี้เข้า สิ่งที่เขาใช้ประเมินปัจจัยทางการเมืองสูงขึ้น ถ้าเกิดแบบนี้แล้วยังไงใครๆ ก็ต้องหนีก่อน เพราะว่ามันเป็นความเสี่ยงที่เป็น serprise มาก คือการกลับลำ หลายกองทุนเขามีนโยบายไว้เลย ถ้าประเทศไหนมี capital control เขาจะเอาเงินออก มันเป็นนโยบายการลงทุนไปเลย

"ประกาศแบบนี้ก็เท่ากับยอมรับผิดว่าพลาดไปแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่อยากมาเก็งมันก็เป็นช่องชัดเจน ปกตินักเก็งไม่ไปลงทุนในหุ้น เพราะมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงตอนนี้ก็เหลือน้อยแล้วเพราะหุ้นก็ลง คิดว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเห็นว่ามันไม่แฟร์ เพราะไม่ได้เห็นสัญญาณว่าตลาดบ้านเรามันร้อนแรงเกินควร ถ้ามองย้อนกลับไปปี 95-96 ที่ตลาดหุ้นเราวิ่งไป 1,200 จุด มันเป็นฟองสบู่ ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อันนี้เหมือนกับว่าตลาดหุ้นอยู่ดีๆ อยู่กัน และระดับ 700 จุดก็พี/อี 7-8 เท่า และคนที่ยังซื้อหุ้นกันอยู่ช่วงที่ผ่านมา เพราะทุกคนเห็นว่าตลาดหุ้นไม่ได้เวอร์ ถ้าพี/อีเรา 20 เท่า คนอื่น 12 เท่า เราก็ควรจะมานั่งคิด และแบงก์ชาติออกมาตรการ ตลาดคงทำใจกันได้"

กลับไปประเด็นหนึ่งว่า นักลงทุนต่างชาติที่วิ่งเข้าออก เก็งกำไรแต่ค่าเงิน และไม่ใช่พวกที่มองเห็นวิกฤตอยู่รำไร แต่เขาคิดเหมือนเราคือตลาดหุ้นมันน่าลงทุน แต่ว่าในส่วนพฤติกรรมการลงทุน และหลายๆ กองทุนมันก็มีวิธีการเทรดหุ้นให้ได้กำไร มันไม่ได้แปลว่าเป็นกองทุนระยะยาวแล้วจะไม่ทำอะไรเลย 2 ปี ฉะนั้นทำให้การแยกแยะลำบากขึ้น สมมติว่าเราเป็นกองทุนระยะสั้น เฮดจ์ ฟันด์ 3 เดือน อาจจะมีการซื้อๆ ขายๆ ทุก 2 อาทิตย์ก็ได้ ความแตกต่างไม่ได้ชัดเจนถึงขนาดจะบอกได้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะไล่พวกระยะสั้นออกได้

นางสาวสฤณีได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า คิดว่าตอนนี้มันมี disconnect ซึ่งจำได้ว่าในประวัติศาสตร์การพัฒนา ไม่มีเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาที่มาจากสังคมเกษตร ไม่มีประเทศไหนหรอกที่ไม่มี capital control 100% และโตขึ้นมาได้ ฉะนั้นมันก็เป็นประเด็นว่าทำไมประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ถึงแม้จะไม่เป็น step ที่เท่ากับญี่ปุ่น หรือเกาหลี ทำไมถึงคิดว่าเราจะไม่ใช้ capital control และก็โตได้

ถ้ามองในแง่ผลของนโยบายจะยังมีอยู่ และคงมีมากกว่าความเสี่ยงที่พูดกันในตลาดหุ้น เพราะจากพฤติกรรมการซื้อขายตราสารหนี้ระยะสั้น และจากที่แบงก์ชาติที่ออกมาขอความร่วมมือ ก็เห็นระดับหนึ่งว่าตัวการอยู่ในตลาดเงินและตราสารระยะสั้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมของคนที่ต้องการเก็งกำไรค่าเงินจริงๆ ตั้งแต่ต้นปีจนก่อนถึงเมื่อวาน คนที่เข้ามาในตลาดหุ้นก็เล่นหุ้นจริงๆ เพราะเงินเข้าสม่ำเสมอมาก บาทเพิ่งมาแข็งมากเมื่อ 5-6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดก็ยังไม่ได้ร้อนเกิน

หน้า 16


เขาคงลืมไปแล้วว่า โลกนี้ไม่มีประเทศไทยประเทศเดียว

กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2549

บรรยง วิทยวีรศักดิ์ พลันที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศมาตรการควบคุมเงินทุนที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท ในเย็นวันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นในใจของนักลงทุนต่างประเทศว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

ธปท. กำลังจะละทิ้งนโยบายระบบการเงินเสรีที่ใช้กันมานับสิบปีแล้วหรือ แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่ง ของเศรษฐกิจพอเพียงที่เขาเคยสงสัยใช่ไหม และจากนี้ไปจะมีมาตรการอะไรออกมาอีกหรือไม่

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนตลาดหุ้นเปิดในวันที่ 19 ธันวาคม ว่า จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น แต่คงไม่มาก

แต่แล้ว ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดทำการ ดัชนีหุ้นติดลบไปถึง 65 จุด แล้วค่อยๆ ไหลลงจนไปต่ำสุด ติดลบถึง 142 จุด หรือคิดเป็น 19.52% ก่อนจะรีบาวนด์ขึ้นมาปิดที่ 622 จุด ลดลง 108 จุด คิดเป็น 14.84% มูลค่ารวมของตลาดลดลงไปถึง 820,000 ล้านบาท

หากดูในเนื้อหามาตรการที่ประกาศออกมาว่า เงินลงทุนที่มาจากต่างประเทศจะต้องถูกกันสำรองไว้ที่แบงก์ชาติ 30% โดยไม่ได้รับดอกเบี้ย สามารถนำไปลงทุนได้เพียง 70% หากลงทุนเกินหนึ่งปีจึงมีสิทธิรับเงินคืน 30% ที่กันสำรองไว้ แต่ถ้าไม่ถึง 1 ปี จะถูกหักไว้ 10% คืนให้เพียง 20%

ถามว่า ถ้ามีกฎเกณฑ์แบบนี้ใครยังคิดจะมาลงทุน อย่าว่าแต่นักลงทุนต่างชาติเลย ต่อให้เป็นนักลงทุนไทย ที่ปักหลักอยู่ในประเทศไทยไปตลอดชีวิตก็คงไม่เอาด้วย มีเงิน 100 บาท ลงทุนได้แค่ 70 บาท อีก 30 บาท ขอกันเป็นเงินค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย

คนที่มีสามัญสำนึก คนที่เข้าใจนักลงทุน ย่อมไม่มีทางยอมรับในเรื่องนี้โดยเด็ดขาด คนที่ชื่นชอบและคุ้นเคยกับระบบการเงินเสรี จะไม่มีทางเห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ รูปแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการปิดประเทศ ไม่รับเงินลงทุนจากต่างชาติอีกเลย มันรุนแรงกว่าการเรียกเก็บภาษี 20% ของเงินกำไรเสียอีก

เมื่อประเมินได้เช่นนี้ นักลงทุนต่างชาติจึงฟันธงว่าจากนี้คงจะไม่มีเงินลงทุนใหม่เข้ามาแน่นอน หากปราศจากเม็ดเงินใหม่เข้ามา ราคาหุ้นคงยากที่จะขยับขึ้นต่อ โอกาสที่เงินบาทจะแข็งค่าก็น้อยลง กลายเป็นว่าตนเองเป็นคนซื้อไม้สุดท้ายติดอยู่บนยอด จึงตัดสินใจขายลดพอร์ตการลงทุนและเชื่อว่ามีบางกลุ่มถึงกับล้างพอร์ต เลิกคบค้ากับประเทศไทยไปเลย

เขาถือว่าเราผิดคำพูดที่เคยคุยกันว่าจะเปิดเสรีทางการเงิน วันดีคืนดีมากลับคำ ควบคุมเงินทุนชนิดหักด้ามพร้าด้วยเข่า อย่าลืมว่าแหล่งลงทุนไม่ได้มีที่ประเทศไทยที่เดียว ประเทศอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้ประเทศไทย มีเศรษฐกิจดีสภาพคล่องสูง แถมยังให้สิทธิลงทุนได้อย่างเสรี การที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติออกมากล่าวว่า มาตรการที่ออกมาทำให้ต้นทุน ของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอีกเพียง 1.5% ขณะที่เขาสามารถทำกำไรได้ถึง 14-15% จึงเป็นมุมมองที่แคบมาก

ปัญหาของคนเราบางครั้งก็ไม่ได้อยู่ที่ผลกำไรมากๆ เสมอไป แต่อยู่ที่อิสระในการเลือกวิถีดำเนินชีวิตด้วย การลงทุนก็เช่นกัน มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ธปท.ใช้มาตรการที่รุนแรงออกมานั้น มีผลประโยชน์ทับซ้อน ในเรื่องการซื้อขายเงินตราต่างประเทศอยู่ด้วย เราคงจะจำกันได้ว่าก่อนหน้านี้ 2-3 สัปดาห์ ธปท.ได้ออกมายอมรับว่า มีการแทรกแซงค่าเงินเป็นระยะ เพื่อไม่ให้บาทแข็งเร็วเกินไป แสดงว่ามีการซื้อดอลลาร์ ขายเงินบาทออกมา

หากมาตรการกันสำรอง 30 % ใช้ได้ผล ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปเพียง 2- 3 บาท/ดอลลาร์ ธปท.จะได้กำไรนับหมื่นล้านบาท จากเงินดอลลาร์ที่ตนเองได้ซื้อไว้ ระหว่างการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งวิธีการนี้เคยใช้ได้ผลในสมัยที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ โดยการประกาศปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ยจากต่ำไปเป็นสูง เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งรับข่าวทันทีจากที่ก่อนหน้าอ่อนค่าไปเกือบ 3 บาท จากปัญหาขาดดุลบัญชีเงินสะพัด จากราคาน้ำมันพุ่งสูง และมีการนำเข้าในปริมาณที่สูงในเวลาเดียวกัน

ถามว่ารอบนี้ นักลงทุนต่างชาติเจ็บตัวหนักหรือไม่ คำตอบคือ ไม่แน่

กลุ่มแรก ที่เป็นมือใหม่และไม่คุ้นเคยกับตลาดการเงินไทย อาจจะถอดใจขายขาดทุนล้างพอร์ตออกไป รับผลขาดทุนหรือขาดทุนกำไร จากก่อนหน้าที่ตัวเลขแสดงกำไรทั้งราคาหุ้นและค่าเงิน

กลุ่มที่สอง ถ้าเขาทำการบ้านมาดี ทันทีที่รู้ข่าว เขาสามารถใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสทันทีโดย

1. ใช้วิธี SHORT AGAINST PORT ชิงขาย แล้วมาซื้อคืนตอนใกล้ปิดตลาด เป็นการทำกำไรในช่วงตลาดขาลง

2. เทขายให้หนักมือ แล้วไปซื้อสัญญาป้องกันความเสี่ยงในตลาดล่วงหน้า โดยที่ตนเองสามารถคาดการณ์ว่าตลาดจะลงไปมากเป็น 100 จุด ทำให้ได้กำไรจากการทำสัญญา SHORT AGREEMENT เอาไว้

นักเก็งกำไรรายย่อยต้องถือว่าส่วนใหญ่ได้กำไร เพราะรับซื้อไว้ในวันที่ 19 ธันวาคม ถึง 27,000 ล้านบาท และโดยธรรมชาติของรายย่อย วันรุ่งขึ้นที่หุ้นดีดกลับกว่า 69 จุด นักเก็งกำไรมักจะปล่อยหุ้นทำกำไรทันที

จะมีก็แต่นักลงทุนบางรายที่ถูกบังคับขายในวันที่ 19 ธันวาคม และบางรายที่ลงทุนในตลาดล่วงหน้า พอเห็นหุ้นดิ่งหนักก็ตัดสินใจปิดสัญญา ทำให้ขาดทุนประมาณ 100,000 บาทต่อสัญญา เท่ากับรับรู้การขาดทุนทันที

ผู้ที่เสียหายมากที่สุดคือ ประเทศไทย เราสูญเสียความเชื่อมั่นไปมากเหลือเกิน สื่อต่างประเทศวิจารณ์ไทยว่า รัฐบาลทหารไม่เข้าใจตลาดเงินตลาดทุน นักวิจารณ์ต่างชาติเหน็บแนม ธปท.ว่า สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า ธนาคารกลางที่ไร้ความสามารถ ก็คือ ธนาคารกลางไร้ความสามารถที่พลิกกลับไปกลับมา ไฟแนนเชียลไทมส์ นสพ.สัญชาติอังกฤษ กล่าวว่า “การควบคุมเงินลงทุนเป็นหนึ่งในบรรดาเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ที่มีความงุ่มง่ามมากที่สุด”

จริงอยู่ การส่งออกเป็นรายได้หลักของประเทศมีสัดส่วนกว่า 60% ของ GDP แต่การปกป้องโดยวิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่า ฉีกข้อตกลงการค้าการลงทุนเสรีแบบผิดธรรมเนียมปฏิบัติ ย่อมได้รับการต่อต้านและนำผลเสียสู่ประเทศไทยในระยะยาว

นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในแนวนโยบายของรัฐบาลไทย หนีไปลงทุนประเทศอื่นแทน ความเสี่ยงในการลงทุนในไทยจะสูงขึ้นจากความไม่ไว้วางใจ ทำให้ต้นทุนทางการเงินในการกู้ยืมของนักลงทุนไทยสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจจะหาหุ้นส่วนนักลงทุนชาวต่างประเทศได้ยากขึ้น นั่นคือ ต้นทุนราคาแพงที่เราต้องจ่ายในระยะยาว เทียบกับการส่งออกและการทำกำไรอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท.

ความผิดพลาดเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในเร็ววัน ดังตะปูที่ตอกไว้บนกำแพง ย่อมทิ้งร่องรอยเอาไว้ แม้จะถอนตะปูออกไปแล้ว

เสียดายแทน ธปท. ที่อุตส่าห์สร้างสมความน่าเชื่อถือมากว่า 10 ปี จากการที่ภาพลักษณ์ถูกทำลายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 กลับต้องมาตายน้ำตื้นด้วยมาตรการควบคุมเงินทุนในยุคโลกาภิวัตน์

จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะทุกคนอ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ คงได้แต่ตีอกชกตัวว่า ทำไมคนไทยเราจึงมีกรรมมากจริงๆ