|
||||||||||||||
|
เตือนการเมืองต้นตอ
วิกฤติศก.ซ้ำรอยปี 40
มติชนรายวัน วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10502 "อานันท์"หนุนธรรมาภิบาลภาคการเมือง ป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ชี้ความไม่พอดี การขาดคุณธรรม ขาดความซื่อสัตย์ หนทางสู่ความหายนะ ส่วน "ธาริษา-ณรงค์ชัย" ระบุ แม้เศรษฐกิจจะแข็งแกร่ง แต่หากประมาท สามารถเกิดวิกฤติได้ทุกเวลา เสนออิงกลไกตลาดและให้เอกชนนำหน้ารัฐ เปิดให้มีการแข่งขันมากขึ้น รวมทั้งเร่งเพิ่มการออมในประเทศเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจล่มสลาย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดสัมมนาประจำปี 2549 เรื่อง "สู่หนึ่งทศวรรษหลังวิกฤติเศรษฐกิจ : ได้เรียนรู้และปรับปรุงอะไรบ้าง" ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี เมื่อวานนี้ (9 ธ.ค.) ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า แม้ภาวะดัชนีทางเศรษฐกิจโดยรวม จะบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่ง แต่หากประเทศไทยตั้งอยู่บนความประมาท โอกาสที่จะเกิดวิกฤติ มีความเป็นไปได้ทุกเวลา โดยเฉพาะหากรัฐบาลดำเนินนโยบายผิดพลาด รวมไปถึงความผิดพลาดด้านนโยบายทางการเมือง เพราะมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน นายอานันท์ ปันยารชุน ประธาน ทีดีอาร์ไอ กล่าวเปิดสัมมนาว่า ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 10 ที่ประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจกิจขึ้นมา เนื่องจากกรอบเศรษฐกิจมหภาคมีความผิดพลาด มีการลงทุนและบริโภคเกินความพอดี มีการเก็งกำไร โกงกินกันทั่วหน้า และอิงกับระบบพรรคพวก ขณะเดียวกันที่ผ่านมาไทยมั่นใจระบบเศรษฐกิจมากไป ไม่คำนึงถึงความเสี่ยงจากกระแสโลกาภิวัตน์ "พฤติกรรมทางเศรษฐกิจขาดความพอประมาณ ทั้งในด้านการบริโภค การลงทุน และการปล่อยกู้ มีเพียงสิ่งเดียวที่มีพอประมาณคือ การโกงกิน นอกนั้นไม่เคยมีพอ เก็งกำไรกันมาก มีระบบเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ให้เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง และนำไปสู่วิกฤตการณ์" นายอานันท์ กล่าว นายอานันท์ กล่าวว่า ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้ออกมาเตือนสติ ทำให้ประชาชนนึกถึงความพอดี และทำให้รู้ว่า ความไม่พอดี การขาดคุณธรรม ขาดความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นสิ่งที่นำไปสู่หายนะ ถ้าไม่ปรับปรุง ให้มีภูมิคุ้มกัน ก็จะก่อให้เกิดวิกฤติซ้ำซากขึ้นได้ "เรื่องการขาดจริยธรรม เป็นปัญหาของสังคมไทยมาก ผมได้ฟัง เรื่องหนึ่งจากชาวต่างชาติ ก็รู้สึก ทั้งขำและอนาถใจ ต่างประเทศวิเคราะห์กันว่า คนไทยมีนิสัยอยู่ 4 อย่างคือ ขี้เกียจ ขี้โอ่ ขี้โกง และขี้อิจฉา ซึ่งหากข้อวิเคราะห์นี้เป็นจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ไม่เฉพาะขี้โกง ถ้าเป็นทั้ง 4 อย่างตามที่พูด ก็ต้องร้องไห้ 4 เท่า" นายอานันท์ กล่าว นายอานันท์ ยังได้หวังว่าการสัมมนาครั้งนี้ เราจะเรียนรู้อะไรจากบทเรียนในอดีตและมุ่งไปสู่การปรับปรุงอย่างไร เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันวิกฤติในอนาคต ไม่ใช่ว่าเมื่อฟื้นตัวแล้ว ลืมปัญหา และบทเรียนในอดีต โดยไม่เรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ ในการหานโยบาย เพื่อลดและป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติ หนุนการเมืองมีธรรมาภิบาล แม้ว่าการสัมมนาจะมีเนื้อหาทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการเมือง เพราะหากภาคการเมือง ขาดซึ่งธรรมาภิบาล ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้น เพราะการเมืองที่ขาดธรรมาภิบาล ไม่อาจนำไปสู่นโยบายเศรษฐกิจที่ดี ได้เลย "สำหรับผมตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ผมยังเห็นว่า เรายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ที่เคยดำเนินมาจากครั้งก่อนเกิดวิกฤติ โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานของรัฐบาลที่แล้ว รวมถึงข้าราชการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีลักษณะความพอประมาณ มีเหตุ มีผลเพียงใด เดินอยู่ทางสายกลางหรือสุดกู่เพียงใด อยู่บนพื้นฐานซื่อสัตย์สุจริตเพียงใด แต่ผมมองว่ามันไม่ต่างจากช่วงก่อนวิกฤติเลย และยังนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง และวิกฤตการณ์ทางการเมือง เพียงแต่มันแตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เท่านั้น" นายอานันท์ กล่าว นายอานันท์ เห็นว่า การสัมมนาคงจะมีข้อเสนอแนะทางเดินประเทศไทยในอนาคต ไม่ให้เกิดวิกฤติ โดยแนวทางแก้ไขควรจะอยู่บนพื้นฐานการมองสังคมไทยว่า มีความหลากหลาย เพื่อให้ปัญหาได้ถูกเยียวยาอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับรูปแบบ แต่ให้ยึดติดกับสาระและหลักการที่จะสามารถเข้ากับสภาพพื้นฐานของสังคมไทยได้ ธาริษา เตือนอย่าประมาท ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจหลังเกิดวิกฤติ มีความแข็งแกร่งทุกด้าน ทั้งนี้ในส่วนการว่างงานไม่เป็นปัญหา ด้านต่างประเทศมีความมั่นคงพอสมควร เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนแข็งต่อเนื่อง สะท้อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำไร หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทุกดัชนีมีความเข้มแข็ง สรุปช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของเราแข็งแกร่ง ซึ่งแสดงให้เห็นจากผลพ่วงของความร่วมมือในการแก้ไข ส่วนเศรษฐกิจในระยะต่อไปเชื่อว่าจะขยายตัวต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ "อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่เราประมาทไม่ได้ เพราะปัจจุบันมีความผันผวนในตลาดต่างประเทศมาก จึงมีโอกาสที่จะพลิกผัน เพราะวิกฤติเกิดจากการสะสมความเสี่ยง ฉะนั้น หากไม่ต้องการให้เกิดวิกฤติอีก เราควรจะต้องบริหารความเสี่ยง เพราะมีสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า วิกฤติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกประเทศและเกิดซ้ำได้อีก หากไม่ระมัดระวัง จึงเป็นข้อเตือนใจว่าประมาทไม่ได้ ที่สำคัญอยู่ที่การบริหารความเสี่ยงให้มีความยืดหยุ่นด้วย เนื่องจากปัจจัยอาจจะเปลี่ยนแปลงจากอดีตก็ได้" ดร.ธาริษา กล่าว ทั้งนี้วิกฤติปี 2540 มาจากหลายด้าน ที่สำคัญเริ่มจากประเด็นการพัฒนาให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดขึ้น แต่มาตรการรองรับไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ย มาตรการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าไม่ได้สอดคล้องกัน พอเปิดประเทศเงินไหลเข้ามามาก แต่ไม่มีโครงสร้างรองรับ อัตราดอกเบี้ยคงที่ ดึงให้เงินเข้ามา ไม่สอดคล้องกับทิศทางของนโยบายการเงิน ชี้ขาดระบบติดตาม-วิเคราะห์ ดร.ธาริษา กล่าวว่า ด้านสถาบันการเงินเองก็มีจุดอ่อน การกำกับดูแล ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ แม้ว่าจะเริ่มดูเรื่องความเสี่ยงมากขึ้นแต่ไม่ทันต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไร สาเหตุประการหนึ่งคือเราไม่มีข้อมูล ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ รวมถึงไม่มีระบบติดตามดูแลเพื่อวิเคราะห์ว่าเริ่มมีจุดเปราะบางตรงไหน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีข้อมูล จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงขึ้นในหลายด้าน "หลังจากเกิดวิกฤติแล้ว ทุกคนเห็นว่าควรปรับโครงสร้างเพื่อสร้างความคุ้มกันการบริหารความเสี่ยงดูว่า การทำนโยบายแต่ละด้าน ต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาแบงก์ชาติได้ปรับปรุงหลายด้าน" ดร.ธาริษา กล่าว กระบวนการที่สำคัญ ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แทนที่จะให้ผู้ว่าการ ธปท.คนเดียว มีคณะกรรมการจัดการนโยบายการเงิน โดยการนำเอาคนนอกเข้ามาอยู่ในกระบวนการ โดยกรรมการทุกชุดมีคนนอกมากกว่ากรรมการข้างใน ถือว่าเป็นการวางระบบที่ดี ส่วนของนโยบายการเงินเองต้องดูแลเสถียรภาพ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องดูแลโดยให้เป็นระบบลอยตัว มีการจัดการตามที่จำเป็นไม่ให้มีการผันผวนมากเกินไป การกำกับมีการเปลี่ยนเยอะมาก มาเน้นการดูเรื่องความเสี่ยงและหันมาเน้นในเรื่องธรรมาภิบาล เข้าใจตรงกันว่าเจตนารมณ์ของแต่ละเรื่องคืออะไร ดร.ธาริษา กล่าวว่า ส่วนการกำกับดูแล ธปท.ใช้มาตรการหลายด้านโดยการทำแผนแม่บท เป็นกรอบเวลาของสถาบันการเงินว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ต้องไม่ยอมที่จะโอนอ่อนไปตามกระแสความกดดัน ขณะนี้การกำกับดูแลมีการเปลี่ยนแปลงไปมากและมีฐานรากที่จะเดินหน้าปรับปรุงฐานข้อมูล ส่วนการปรับฐานข้อมูลมีค่อนข้างมาก มีฐานข้อมูลที่ดีมากขึ้นมีมาตรฐาน ไอเอ็มเอฟ มีระบบสัญญาณเตือนภัย เพื่อบอกถึงจุดเปราะบางของเศรษฐกิจ เพื่อเป็นฐานในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ดีขึ้น อิงกลไกตลาดป้องกันวิกฤติรอบใหม่ "นอกจากการแก้ปัญหาการสร้างกลไก ยังมีการสร้างความร่วมมือของธนาคารในภูมิภาค มีความพยายามนำเอาเงินสำรองของธนาคารมารวมกัน เพื่อแก้ปัญหา ถือเป็นกลไกใหม่ที่เกิดขึ้น" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า หากถามว่าขณะนี้ ธปท.พอใจกับการป้องกันตัวเองจากภาวะวิกฤติ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ต้องบริหารความเสี่ยง โดยเน้นเรื่องติดตามประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาวะต่างๆ เปลี่ยนเร็ว ขณะเดียวกันในอนาคต การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ นอกจากเน้นการป้องกันแล้ว จำเป็นต้องเน้นการแก้ปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันที่อิงกลไกตลาดและเน้นบทบาทเอกชนมากกว่ารัฐ "ถ้าให้เอกชนนำร่องเป็นตัวนำ ต้องมีตัวกำกับที่ดี ซึ่งต้องดำเนินการโดยเน้นเรื่องธรรมาภิบาล กับเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งต้องวางโครงสร้าง ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ควรต้องมี คือ เรื่องสถาบันประกันเงินฝาก และอีกหลายร่าง พ.ร.บ .ที่กำลังพิจารณาอยู่" ดร.ธาริษา ทิ้งท้าย "ณรงค์ชัย"ชี้การออมสำคัญ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อปี 2540 มีคำถามว่า ไทยมีการปฏิรูปแค่ไหน และต้องทำอะไรต่อ ซึ่งหากไม่มีการสรุปคำถามดังกล่าว โอกาสที่จะเกิดวิกฤติย่อมเกิดขึ้นได้อีก โดยเฉพาะเรื่องการออม ที่เป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพราะความยั่งยืน คือ การออมสูง และลงทุนในสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ในอนาคต ซึ่งเมื่อครั้งวิกฤติ ปี 2540 เกิดจากการออมไม่เพียงพอยาวนานตั้งแต่ปี 2533 การออมไม่พอ ซึ่งขณะนั้นไม่มีการตระหนัก และการหาทางออกขณะนั้น คือการนำเงินจากต่างประเทศมาชดเชย ส่งผลให้เกิดภาวะเงินทะลักเข้ามาจากต่างประเทศจำนวนมาก เหตุเพราะกู้เข้ามาในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ โดยละเลยเรื่องยั่งยืน คิดว่าการกู้เงินต่างประเทศให้กำไรดีกว่า ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุน ปกติไทยจะเน้นจากการใช้แรงงาน จึงไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุน ส่วนการพัฒนาด้านการเงินไปได้ดี ตลาดทุนก็พัฒนา แต่มีไม่มากเท่าตลาดเงิน แม้ว่ามีการกำกับดูแลกิจการที่ดี แต่ยังไม่มากพอ เพราะ ก.ล.ต. ไม่กล้าให้ออกโปรดักท์ออกมามาก "ผมอยู่ในวงการนี้ทั้งส่งออก กองทุนรวม เห็นว่าระบบบริหารความเสี่ยงดีขึ้นมาก การคุ้มครองจากภาษีนำเข้าลดลง มีเอฟทีเอ ผลคือการคุ้มครองลดลง การคุ้มครองน้อยเท่าไร ความเสี่ยงก็ลดตามไปด้วย ส่วนการลงทุนก็ให้ต่างชาติเข้ามามากขึ้น และไม่เข้มเรื่องนอมินี แต่พอเกิดเหตุชิน คอร์ป ก็ยุ่งกว่าเดิม ด้านการค้า มี พ.ร.บ.การค้า แต่ยังปฏิบัติไม่ดีพอ" เพิ่มการออมป้องกันวิกฤติ ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า ตอนนี้แม้การออมจะมีมาก เนื่องจากการลงทุน ไม่ค่อยมี และภาวะต่างประเทศดี เช่น เงินเฟ้อต่ำ จีนเศรษฐกิจดี เลยช่วยภาวะเศรษฐกิจภายใน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดำเนินการเพื่อป้องกันวิกฤติ คือ ต้องทำมาตรการส่งเสริมการออม สถาบันประกันเงินฝาก จัดระบบประกันสถาบันการเงินให้ชัดเจน เพิ่มการแข่งขัน และระบบบริหารความเสี่ยงให้เท่ากับมาตรฐานสากล รวมถึงเพิ่มการออมผ่านกองทุนประกันสังคม สำรองเลี้ยงชีพ "ส่วนตลาดทุนต้องมีโปรดักท์มากขึ้น และรัฐต้องออมและลงทุนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ถือเป็น GROWTH THEORY บวก เศรษฐกิจพอเพียง จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการอธิบายแบบนี้ จะทำให้คนเข้าใจง่ายขึ้น" ดร.ณรงค์ชัย กล่าว
|