หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเปลี่ยนปรัชญานโยบาย รากฐานนโยบาย คือ ปรัชญา

โดย เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ  มติชนรายวัน  วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10502

รัฐบาลชุดนี้กับชุดที่แล้วยึดปรัชญาตรงข้ามกัน ชุดที่แล้วยึดปรัชญาประโยชน์นิยม (utilitarianism) คือ เอาทุกอย่าง มาคำนวณเป็นเงินและโฆษณาว่ารัฐจะจ่ายเงินออกไปให้มากที่สุด (มีให้ไม่อั้น) ให้ประชาชนรอรับเงิน และเชื่อว่าเป็นวิธีที่จะทำให้ประชาชนมีความสุขมากที่สุด การเอาเงิน (money) กับความสุข (happiness) มาโยงใส่กันสะท้อนจิตใจคนคิด และเป็นเครื่องมือหลอกล่อ เพราะเป็นการกระตุ้นให้คนตื่นเต้นมีความหวัง ระคนกับการรอคอย และในสมองมีแต่คิดว่า "รัฐเป็นผู้พิทักษ์" และ "คิดเพียงระยะสั้นๆ"

รัฐบาลชุดนี้ยึดปรัชญาพอเพียง ซึ่งเป็นการแสวงหาความเติบโตจากภายใน (endogeneous growth) ทั้งความหมายพัฒนา โดยใช้ทรัพยากรภายในประเทศ และพัฒนาตัวคนและจิตใจที่อยู่ข้างใน ปรัชญาพอเพียงเสนอให้หันมาทบทวนตัวตน แต่ไม่สนับสนุนความเป็นปัจเจก (individualism) แต่ใช้ชุมชน (community) เป็นหน่วยยึดโยงหัวใจของความพอเพียงอยู่ที่ "ความรักชุมชน"

ด้านนโยบาย รัฐบาลชุดที่แล้วสร้างเครือข่ายรัฐและกลไกรองรับอำนาจลดหลั่นกัน จากนายกฯซีอีโอลงมาเป็นปลัดซีอีโอ ผู้ว่าฯซีอีโอ ในที่สุดก็ได้เชื่อม "ท้องถิ่น" เข้ามาเป็นพวงโดยอาศัยงบประมาณรวมศูนย์จากส่วนกลาง

ผลจึงปรากฏว่าอุดมการณ์ท้องถิ่น คือ ความเป็นรากหญ้า (grassroot) สูญสลายไป และอันที่จริง "รากหญ้า" นั้นก็เป็นปรัชญาของการปกครองตัวเองซึ่งเกิดจากท้องถิ่นลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตัวเอง รัฐบาลชุดที่แล้ว เลือกใช้ในความหมายของการ "เป่านกหวีดรวมพล" คุณค่าของความเป็นรากหญ้าจึงตกต่ำและยากมากที่จะ "ปลูกฝังใหม่"

วิธีการของรัฐบาลชุดที่แล้วเรียกว่า "ชุมชนนโยบาย" (policy community) ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 8 ประการคือ

(1) ชุมชนนโยบายมีสมาชิกจำกัด เป็นระบบที่ล็อคได้ ไม่มีสมาชิกเข้า-ออกใหม่ๆ หรือถึงเปลี่ยนก็ไม่มาก

(2) ชุมชนนโยบายสร้างการมีส่วนร่วมโดยรัฐ จึงมีความต่อเนื่องตามอำนาจรัฐ

(3) ชุมชนนโยบายมีการพบปะกันบ่อย แต่เป็นทางการ ไม่ได้เป็นไปโดยระบบอาสาสมัครและสมัครใจ

(4) ชุมชนนโยบายเป็นความสัมพันธ์ในเชิงแลกเปลี่ยนแบบธุรกิจ คือ คิดคำนวณแต่เรื่องเงิน

(5) ชุมชนนโยบายยอมรับเป้าหมายนโยบายและกฎหมายของรัฐด้านเดียว จึงยอมจำนนต่อรัฐโดยสิ้นเชิง

(6) ชุมชนนโยบายมีการเจรจาต่อรองผลประโยชน์เช่นรับประโยชน์แลกกับการเป็นฐานเสียง

(7) ชุมชนนโยบายต่างได้ประโยชน์ด้วยกัน แต่คนที่เสีย คือ สังคมส่วนรวม หรือสังคมในอนาคต

(8) ชุมชนนโยบายมีองค์กรเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนโยบายและผู้นำองค์กรสามารถควบคุมสมาชิกได้

ข้อเสียของชุมชนนโยบาย คือ รัฐสนุกฝ่ายเดียว โดยไม่มี "สังคม" ร่วมด้วย รัฐให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคสังคมน้อยมาก

พูดง่ายๆ ว่าเอา "นโยบาย" เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงคนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทั้งที่สมัยใหม่ไม่ได้มีรัฐฝ่ายเดียว ข้อเสียอีกอย่าง คือ ไม่แตะปัญหาอะไร ไม่ได้หาทางแก้ปัญหาตรงไปตรงมา

ที่หนักกว่านั้น คืออนาคตจะพัฒนาไปอย่างไรก็ไม่ได้คิดสักแว่บ มีรสนิยมชอบกินและหาความสุขวันนี้ ส่วนปัญหาทิ้งให้ลูกหลาน ภาระที่เกิดกับทุกคน คือ "หนี้" ซึ่งกลายเป็น "หายนะ" ในระยะยาว

ส่วนปรัชญาพอเพียงนั้น ยึดชุมชนและให้น้ำหนักกับ "ชุมชน" มากกว่ารัฐ ตามแนวคิดเรื่อง "Active Society" ของ Etzioni นั้น เน้นที่ "การปรับปรุงตัวเอง" เนื่องจากการปรับปรุงตัวเองเป็นรากฐานของการปรับปรุงชุมชน จุดหมายสูงสุดของนโยบายสาธารณะ คือ สร้างสังคมที่มีคนจำนวนมากที่กระตือรือร้นเข้าไปปรับปรุงชุมชน มีการเคลื่อนไหวทางเมือง และคิดอย่างมีปัญญา เพื่อยกฐานะสังคมให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำได้ก็ต้องยกระดับจิตสำนึกทางสังคม และเน้นการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ ที่ไม่ใช่ความมั่งคั่งทางวัตถุ เป็นสังคมที่คนรู้ตัวเอง (Know itself) และใช้ความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองและสาธารณะ

ดังนั้น ความรู้ทางสังคมศาสตร์และสาขาอื่นจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคม Etzioni ถือว่า "ชุมชน" เป็นแหล่งที่จะนำความรู้ไปใช้และทำให้เป็นกระบวนนโยบายแท้จริง

อันหมายถึงการแพร่กระจายความรู้และอำนาจออกไปทั่วชุมชน

สังคมทั้งหมดจึงมีส่วนร่วมกับการทดสอบความรู้และสร้างฐานคติเพื่อเป็นกรอบในการตัดสินใจ สังคมกระตือรือร้น เป็นสังคมที่ประชาชนเกี่ยวข้องกับนโยบายโดยตรง ไม่ได้ถูกกีดกันเพราะถูกครอบงำโดยคนมีความรู้ เช่น ผู้นำ ปัญญาชน ผู้เชี่ยวชาญ และนักการเมือง เพราะคนที่มีความรู้สามารถเสนอความเห็นได้ แต่สุดท้ายต้องนำมาทดสอบความจริง ร่วมกับประชาชน (collective reality testing)

โดยนัยนี้ ความรู้กับอำนาจจึงไปด้วยกัน และเป็นของชุมชน

ปัญหาการแปลงปรัชญาพอเพียงไปสู่การปฏิบัติในปัจจุบัน มีอยู่ 3 ประเด็นคือ

(1) การสร้างทางเลือกใหม่ที่ตรงข้ามกับนโยบายรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลชุดก่อนเน้นการสร้างเครือข่ายรัฐ ซึ่งเป็น "เครือข่ายปลอม" รัฐบาลชุดนี้จำเป็นต้องสร้าง "เครือข่ายจริง" ซึ่งก็คือ การสร้าง "ประเด็นปัญหานโยบาย" (policy issues) ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหาชุมชน และใช้ภาคสังคมแก้ ซึ่งไม่ใช่การนำโดยรัฐ ประเด็นปัญหานโยบายมุ่งแก้ปัญหา และมีลักษณะเด่น ได้แก่ การคำนึงถึงความสัมพันธ์ของคนในสังคม และความไม่เป็นทางการ สนใจการแสดงออกร่วมกันของชุมชน และเน้นความหลากหลายทั้งทางความคิด และการปฏิบัติ นโยบายไม่จำเป็นต้องมีอยู่ไปตลอด สามารถยุติได้ตามปัญหา และที่สำคัญที่สุด คือ เน้นการมีอยู่ และการมีส่วนร่วมของภาคสังคม ทั้งหมดนี้แปลว่า "ทางเลือกของนโยบายใหม่" ไม่มีทางอื่นนอกจากให้ภาคสังคมเป็นตัวนำ

(2) สร้างสัญลักษณ์ใหม่ที่จะมาทดแทน "เงิน" รัฐบาลชุดก่อนมีสิ่งพิเศษ คือ "การโฆษณา" เช้าจรดค่ำโฆษณาว่า "เงิน" กำลังจะหมุนไป แลทุกคนจะหายจนเพราะได้เงินถ้วนหน้า แต่คนที่ได้เงินไปจริงๆ กลับไม่ใช่คนจน พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ก็ต้องขบคิดว่า จะเอาอะไรมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนเงิน ซึ่งหนีไม่พ้นสิ่งนามธรรม เช่น ความพอเพียง ความยั่งยืน ความสุขทางใจ ความสุขกับธรรมชาติ แต่สิ่งนามธรรมนั้นมีจุดอ่อนเพราะมองไม่เห็น ต้องแก้โดยสร้างสถานการณ์จำลอง เป็นแม่แบบเพื่อชี้ให้เห็นแนวทางการพัฒนา เช่น การยกย่องปราชญ์พื้นบ้าน การจัดทัวร์ดูงานพัฒนาแบบพอเพียง การพำนักในชนบทหรือทัวร์เกี่ยวข้าว สิ่งที่ขาดหายไปจากรัฐบาลชุดนี้คือ "communicative rationality" อันว่าการโฆษณานั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย ยิ่งเวลาน้อยก็ยิ่งต้องโหมหนัก เพื่อเป็นรากฐานทางอุดมการณ์

(3) "ทำ" มากกว่าโฆษณา (ที่ยังไม่กล้าทำนั้น) ไปอีกขั้นหนึ่ง การปลูกฝัง mutual trust และสปิริตของชุมชน เป็นหัวใจของปรัชญาพอเพียง หรือรากจริงๆ คือ ปรัชญา "communitarianism" นอกเหนือไปจากการโฆษณาแล้ว ต้องทำให้ลึกลงไปอีก คือ กระตุ้นให้ไฟติดในระดับชุมชน ปัจจุบันกระแส "เกี่ยวข้าว" ของนักศึกษาเป็นสื่อชั้นวิเศษ ผู้หลักผู้ใหญ่ของสังคมพานักศึกษาออกไปดำนา-เกี่ยวข้าว สร้างแปลงสาธิต และการกินอยู่พอเพียง แต่กระแสการลงสู่ชนบทนี้จะต้องไม่ประเดี๋ยวประด๋าว ไม่เช่นนั้นก็เป็นเหมือนขบวนการ Narodniki ของรัสเซีย คือ พูดเรื่องชาวนาแล้วมีความสุข แต่สังคมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนอะไร

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ตัดสินที่คำพูด คนที่ต้องมีความสุขจริงๆ ต้องเป็น "ชาวนา" สังคมต้องมุ่งปลดปล่อย ให้เขาพ้นจากความทุกข์ด้วยจิตใจแน่วแน่

ไม่ใช่ว่าพูดถึงชาวนาแล้ว "คนพูด" โล่งอก-สบายใจ แต่มีสไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่ได้ใกล้กันเลยกับความพอเพียง!!!

หน้า 6