|
||||||||||||||
|
การเคลื่อนย้าย
"เงินทุน" กับ "ค่าเงินบาท"
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3852 (3052) ใกล้จะสิ้นปี 2549 แล้ว ตอนนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหน หัวข้อที่ถามไถ่กันอยู่ตลอดเวลาก็คงไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะปีนี้เป็นปีที่ประเทศของเราประสบกับปัญหาหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน เริ่มตั้งแต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือ งซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องความไม่สงบเรียบร้อยในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ พอปลายปีก็มีเรื่องปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นปัญหาของฝนฟ้าอากาศที่ไม่มีใครจะพยากรณ์ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันซึ่งเราเคยห่วงกันมากว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นจนจะทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก็ไม่เป็นความจริง พอราคาจะชน 80 เหรียญต่อบาร์เรล หรือประมาณ 78 เหรียญต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันก็ลดลงอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง จนมาอยู่ที่ประมาณ 55-60 เหรียญต่อบาร์เรล และดูท่าจะอยู่ที่ระดับนี้ต่อไปอย่างน้อยก็อีกสักระยะหนึ่ง เมื่อราคาน้ำมันลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ต่างก็พากันทยอยลดลงไปด้วย เช่น ราคายางพารา ที่เคยพุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับกว่า 100 บาทต่อ ก.ก. ก็ลดลงมาต่ำกว่า ก.ก.ละ 50 บาท ราคาน้ำตาล ราคามันสำปะหลัง ราคาข้าว ก็พลอยลดลงตามราคาน้ำมัน รวมทั้งราคาแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก ทองแดง สังกะสี และอื่นๆ ก็พลอยลดราคาลงไปด้วย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังของปี เมื่อราคาน้ำมันอ่อนลง การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อก็เปลี่ยนไป จากที่เคยคาดการณ์กันว่าราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นอีก จะทำให้มีความกดดันในเรื่องเงินเฟ้อสูงขึ้น การคาดการณ์ก็เปลี่ยนไปว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป คงจะลดลงตามการลดลงของราคาน้ำมัน เมื่อการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะมีอัตราลดลง การคาดการณ์ในเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะลดลง ภาวะเศรษฐกิจของอเมริกาเองก็อ่อนตัวลงแล้วตั้งแต่ต้นปีนี้ การคาดการณ์ในเรื่องอัตราดอกเบี้ย จึงเริ่มกลับกันกับเมื่อก่อน กล่าวคือ เมื่อก่อนพอจะมีการประชุมคณะกรรมการ ของธนาคารกลางของสหรัฐ ตลาดก็มักจะคาดการณ์ว่า กรรมการของธนาคารกลาง จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้หรือจะขึ้นดอกเบี้ย แล้วต่อมาการคาดการณ์ก็เป็นไปในลักษณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ จะขึ้นดอกเบี้ยแน่ เพียงแต่จะขึ้นเท่าไร จะขึ้น 0.25 หรือ 0.50 เปอร์เซ็นต์ ติดต่อกันมาหลายปี แต่ปีนี้การคาดการณ์ก็กลับกัน กล่าวคือพอจะมีการประชุมกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ ก็คาดการณ์ว่าธนาคารกลางของสหรัฐ จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิมหรือจะลดอัตราดอกเบี้ย เพราะการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ มีความสำคัญต่อตลาดการเงินของโลกเป็นอันมาก แต่ปีนี้ความผันผวนที่สำคัญที่เพิ่มเข้ามาอีกคือ เมื่อการคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐถึงจุดสูงสุด และมีแต่จะลดลง เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกาตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ อ่านจากหนังสือพิมพ์เห็นว่าเศรษฐกิจของอเมริกาปีนี้จะขยายตัวเพียงร้อยละ 2.4 เท่านั้น จากที่เคยประเมินไว้เมื่อตอนกลางปีว่าเศรษฐกิจของอเมริกาจะขยายตัวประมาณร้อยละ 3.2 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความมั่นใจของนักลงทุนลดลงอย่างรวดเร็ว ด้วยตัวเลขการค้าปลีกและราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของเศรษฐกิจขาลง นอกจากนั้นข่าวคราวเรื่องสงครามในอิรัก และอัฟกานิสถานก็ย่ำแย่ สถานการณ์ในสองประเทศไม่ดีขึ้น และทำท่าจะปกครองไม่ได้ มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ไม่แน่ว่าสหรัฐจะเอาไม่อยู่ เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาและผู้ว่าการมลรัฐ พรรครีพับลิกันของท่านประธานาธิบดีบุช ก็เสียที่นั่งในรัฐสภาไปมากจนถือได้ว่า พรรครีพับลิกันแพ้การเลือกตั้ง จนทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องประกาศลาออก เท่ากับยอมรับว่านโยบายการเข้าไปทำสงครามในอิรัก ไม่ประสบความสำเร็จ ลือกันถึงขั้นว่าสหรัฐอาจจะต้องถอนทหารของตนออกจากอิรักและอัฟกานิสถาน ก็ยิ่งทำให้คาดการณ์ต่อไปอีกว่าเศรษฐกิจของอเมริกาจะยิ่งถดถอยลงไปอีก เมื่อเป็นอย่างนี้เงินทุนจึงไหลออกจากอเมริกาไปยังภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป และเอเชีย ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ก็พยายามเปลี่ยนทุนสำรองระหว่างประเทศของตนไปถือทองคำ และเงินยูโรแทน ทำให้ราคาทองคำ สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์มาตั้งแต่ต้นปี เงินยูโรก็แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงหนึ่งยูโรต่อ 1.40 ดอลลาร์ และทำท่าจะสูงขึ้นไปอีก เพราะเงินดอลลาร์ยังไหลออกจากอเมริกาไปสู่ยุโรปไม่หยุด นอกจากดอลลาร์ยังไม่หยุดไหลจากอเมริกาไปสู่ยุโรป แล้วยังไหลมาสู่เอเชียด้วย แต่หลายประเทศในเอเชีย ก็ไม่ยอมปล่อยให้ค่าเงินของตนลอยตัวอย่างเสรี ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกงนั้นยังใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ คือ ตรึงค่าเงินของตนไว้กับเงินดอลลาร์อย่างเหนียวแน่น เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าลง ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงก็อ่อนค่าลงตามดอลลาร์ เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ส่วนจีน มาเลเซีย ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ตรึงค่าเงินไว้กับตะกร้าเงิน แต่ในตะกร้าเงินคงจะมีเงินดอลลาร์อยู่มากสักหน่อย ค่าเงินหยวน และเงินริงกิตเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์จึงไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงมากมายนัก สำหรับเกาหลีใต้ และสิงคโปร์ รวมทั้งไต้หวัน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงก็ไม่หวือหวามากนัก เที่ยวนี้เงินเยนทางการของญี่ปุ่น ก็สามารถรักษาเสถียรภาพของค่าเงินไว้ค่อนข้างดี ค่าของเงินเยนไม่สูงขึ้นมากนัก เพราะอัตราดอกเบี้ยของเงินเยนต่ำมาก จนตลาดไม่อยากจะถือเงินเยน เมื่อใครได้เงินเยนก็ถือเงินตราสกุลอื่นไว้แทนมานานแล้ว เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เดี๋ยวนี้จึงไม่กระเทือนค่าของเงินเยนมากนัก ในสถานการณ์อย่างนี้บทบาทของนักเก็งกำไรค่าเงินก็เกิดขึ้น แต่การเก็งกำไรจะทำได้ผลก็ต่อเมื่อตลาดเงินสกุลนั้นๆ ไม่ใหญ่โตมาก นโยบายของทางการค่อนข้างจะปล่อยเสรีให้เป็นไปตาม พลังของตลาด และขณะเดียวกันเศรษฐกิจของประเทศนั้นก็ต้องค่อนข้างเข้มแข็ง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน เมื่อเงินดอลลาร์ไหลออกจากสหรัฐอเมริกามาสู่ภูมิภาคเอเชีย จึงทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียพลอยแข็งขึ้นไปด้วย ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นปี และมารุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนค่าเงินของประเทศใด เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งมากแข็งน้อยอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงิน และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร ถ้าประเทศใดฐานะทางการเงินค่อนข้างไม่ค่อยเข้มแข็ง เช่น ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย แม้ว่าทางการจะปล่อยค่อนข้างเสรีนัก แต่ค่าเงินก็ไม่ค่อยจะแข็งขึ้นเร็วนัก คงสามารถเกาะกลุ่มกับประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่หรือประเทศที่ตรึงค่าเงินของตนไว้กับตะกร้าของเงิน ด้วยเหตุผลดังกล่าวการไหลเข้าออกของเงินทุนเพื่อการเก็งกำไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะต้องระมัดระวัง เพราะเงินประเภทนี้เป็นเงินที่สามารถทำให้เกิดความเสียหายได้อย่างมาก มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งของการเก็งกำไร หรือการ "ทำราคา" เพื่อเก็งกำไรก็คือ มักจะมีการปล่อยข่าวออกมาล่วงหน้าก่อนว่า ราคาหรือ "ค่าเงิน" จะไปถึงที่นั่นที่นี่ เช่น เมื่อต้นปีก็มีการปล่อยข่าวว่าน้ำมันดิบราคาจะถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล แต่พอถึง 80 เหรียญต่อบาร์เรล นักเก็งกำไรก็ปล่อยของราคาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เชื่อข่าวลือเช่นว่า ก็เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ส่วนกลุ่มนักปั่นราคาก็ได้กำไรอย่างงาม ในกรณีของบ้านเราถ้าจะสังเกตให้ดี ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมากกว่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ถ้านับตั้งแต่ต้นปีมา กล่าวคือเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเงินอื่นๆ ที่ไม่ได้ตรึงค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ หรือตรึงไว้กับตะกร้าเงิน อย่างเช่น เงินหยวนของจีน หรือเงินริงกิตของมาเลเซีย เงินสิงคโปร์ดอลลาร์นั้น แม้ว่าจะไม่ได้ประกาศตรึงไว้กับอะไร แต่ทางการของสิงคโปร์ก็ควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินดอลลาร์สิงคโปร์อย่างแข็งแรง ไม่ให้มีเงินดอลลาร์สิงคโปร์ อยู่ในตลาดต่างประเทศเลย การเคลื่อนย้ายเงินดอลลาร์เข้าออกเพื่อเก็งกำไร จากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนจึงทำได้ยาก ที่น่าห่วงในระยะใกล้ๆ นี้ก็คือ มีการปล่อยข่าวลือกันในท้องตลาดมากว่าเงินบาทจะแข็งไปถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การที่มีข่าวลือเช่นนี้ก็แสดงว่าเงินของเรากลายเป็นเงินที่นักเก็งกำไรใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรได้สะดวกกว่าเงินตราสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะอัตราการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนของเรามีอัตราขึ้นลงสูงกว่าอัตราการขึ้นลงของเงินตราสกุลอื่นในภูมิภาค หากเป็นเช่นนี้ในระยะต่อไปข้างหน้า เมื่อค่าเงินบาทของเราแข็งเข้าใกล้เป้าหมายที่นักเก็งกำไรตั้งเป้าหมายเอาไว้คือที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นักเก็งกำไรจะเทขายเงินบาทไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ ถึงตอนนั้นค่าเงินบาทก็จะอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้นำเข้า กลับกันกับเมื่อตอนเงินบาทอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไป เพราะพฤติกรรมของนักเก็งกำไรไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ ได้แต่ดูพฤติกรรมในอดีตเท่านั้นเอง เมื่อถึงตอนนั้นหากทางการจะเข้าไปแทรกแซงตลาดก็จะต้องนำทุนสำรอง หรือสิทธิการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เอาออกมาใช้ ซึ่งก็มีข่าวรั่วไหลออกมาก็ไม่น่าจะเป็นผลดี เสถียรภาพหรือความมั่นคงของอัตราแลกเปลี่ยน กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่มากเกินไป ในระยะเวลาอันสั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการผลิต การส่งออก การค้าขายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก ในทางตรงกันข้ามความแน่นอนมั่นคงของอัตราแลกเปลี่ยนมีความสำคัญต่อการผลิต การส่งออก การนำเข้า และการค้าขายของภาคเอกชนเป็นอันมาก ยิ่งค่าเงินบาทแข็งเร็วกว่าเงินสกุลอื่นมากเท่าไร โอกาสที่ค่าเงินบาทจะอ่อนลงเร็วกว่าเงินตราสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคก็ยิ่งจะมีมากขึ้นเท่านั้น การประกันความเสี่ยงของผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าเป็นเครื่องมือเพียงส่วนเดียว และเป็นส่วนน้อย และเป็นต้นทุนที่สำคัญที่ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าต้องนำเข้าไปบวกกับต้นทุนที่สำคัญของการผลิต และที่สำคัญตลาดซื้อขายล่วงหน้าก็ขึ้นลงพร้อมๆ กับอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน และอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันด้วย การสั่งซื้อวัตถุดิบก็ดี การผลิตก็ดี การรับคำสั่งซื้อขายก็ดี การส่งมอบก็ดี ล้วนมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องมีการคาดการณ์ทุกอย่าง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อเงินแข็งขึ้นผู้ซื้อในต่างประเทศก็คาดการณ์ว่าของจะต้องมีราคาถูกลง เพราะผู้ผลิตบางคนที่ยังไม่ได้สั่งวัตถุดิบจะสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ในราคาที่เปลี่ยนไป สภาพการแข่งขันทั้งในประเทศ ในการรับคำสั่งซื้อ และการแข่งขันซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศก็จะเปลี่ยนไปด้วย การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนภายในเวลาอันสั้น เช่น 10-15 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาอันสั้น จึงเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่จะกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กระทบต่อผลประกอบการของบริษัท กระทบต่อตลาดทุน ตลาดเงิน เกือบทุกอย่าง การแข็งค่าของเงินบาทเที่ยวนี้ก็มีเรื่องดีใจอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกเอกชนกล้าออกมาร้องบอกทางการว่า มีผลกระทบ ทั้งหอการค้าฯ ทั้งสภาอุตสาหกรรมฯ แทนที่จะบ่นกันในที่เงียบๆ เหมือนเมื่อก่อน เรื่องที่สอง ทางการออกมายอมรับว่า มีผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจต้องหาทางแก้ไข แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าจะใช้มาตรการใดก็ยังดี เพียงแต่กว่าจะยอมรับว่า มีการไหลของเงินทุนเข้ามาปั่นตลาดช้าไปหน่อย จนอาจจะถึงอัตราแลกเปลี่ยน ที่เป็นเป้าหมายของนักเก็งกำไรแล้วเท่านั้น เฝ้ามองดู ฟังข่าวลือในท้องตลาดแล้วก็ไม่สบายใจ หน้า 46
|