|
||||||||||||||
|
ประชาสามัญชนกับการปฏิรูปการเมือง
พิทักษ์ เกิดหอม อนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 4 ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2549 กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังเริ่มขึ้น ผมคิดว่าประชาสามัญชนประกอบด้วย กรรมกร ชาวนา ชาวไร่ เกษตรกร ชาวชุมชนแออัด และคนยากคนจน รวมทั้งปัญญาชน กลุ่มดังกล่าวทั้งหลาย ต้องชัดเจนในเป้าหมายคือ การจัดสรรอำนาจ ในรัฐธรรมนูญ ต้องกระจายอำนาจให้กับประชาสามัญชน และลดอำนาจทั้งของนายทุนและข้าราชการลง อดีตบอกเราว่า ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือนายทุน ประชาสามัญชนก็ยังคงต้องต่อสู้ดิ้นรนทุกข์ทนกับปัญหาเฉกเช่นเดิม อาทิเช่น ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่เกิดจากโครงการของรัฐ ฯลฯ อดีตบอกเราว่าทั้งนายทุน และข้าราชการได้ผลัดเปลี่ยนกันมีอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ ประโยชน์ก็ตกกับคนกลุ่มดังกล่าวเป็นหลัก ประเทศไทยให้อำนาจกับนายทุน และข้าราชการมายาวนาน ถึงเวลาแล้วที่ต้อง กระจายอำนาจทุกภาคส่วน ลงถึงประชาชนอย่างแท้จริง อาทิเช่น เมื่อจะมีโครงการก่อสร้างโครงการของรัฐ ต้องรับฟังประชามติของประชาชน ภายใต้กระบวนการประชามติที่ต้องไม่บิดเบี้ยวโดยต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการให้สิทธิในการเลือกทิศทางการพัฒนาตำบล อำเภอ จังหวัด หรือชีวิตของตนเองอย่างอิสระอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเลือกการพัฒนาไปสู่ทุนนิยมเต็มรูปแบบ การพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือการพัฒนาแบบทางสายกลางในมิติอื่นๆ ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกใช้ชีวิตอย่างอิสระ และลดกระแสการครอบงำจากส่วนกลางลง ต้องเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ 2540 ที่ได้วางหลักการ มีส่วนร่วมที่สำคัญ 3 ประการคือ 1.ร่วมกับรัฐในการจัดการทรัพยากร 2.ร่วมตัดสินใจในการพัฒนาประเทศ 3.มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชนในเรื่องต่างๆ ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ เช่น รัฐธรรมนูญฉบับเดิม มาตรา 46 ได้รับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่โดยข้อเท็จจริง ยังไม่มีการเขียนกฎหมายมารองรับแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ยังปฏิบัติตามกฎหมายเดิม และหลักการเดิมที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ข้าราชการเป็นหลัก มาตรา 59 ที่รับรองสิทธิบุคคลร่วมกับรัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรงนี้สำคัญมาก รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเขียนให้ชัดว่าจะให้อำนาจของประชาชนในการตัดสินใจ เรื่องอะไรบ้าง และตัดสินใจอย่างไร ดังนั้นต้องยืนยัน และเพิ่มสิทธิการมีส่วนร่วมของ ชุมชน กลุ่ม องค์กรประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถื่น เพื่อให้มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรื่องอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนหรือท้องถิ่น อย่างไรก็ตามการจัดทำรัฐธรรมนูญ ต้องใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหลัก และต้องคงไว้ในส่วนที่เหมาะสมอยู่แล้ว และปรับแก้บางส่วนเท่านั้น ส่วนที่ต้องคงไว้ อาทิเช่น หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของประชาชนชาวไทย หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด 8 ศาล และหมวด 9 การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ถึงแม้ว่าเวลานี้มีประชาชนที่สนใจบ้านเมืองได้แบ่งความเห็นเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ภายใต้บรรยากาศ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรให้มีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว แล้วถึงจะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมองว่าควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง และประชาชน ต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามการจัดทำรัฐธรรมนูญในครั้งนี้การมีส่วนร่วมของประชาชนคงจะน้อยกว่าเดิมมาก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ที่สำคัญรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดขึ้นภายใต้ข้อเรียกร้องของสังคม ภายหลังเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จึงเกิดสิ่งใหม่ที่เป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้จำนวนมาก แต่ในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การรัฐประหารบทเรียนและประสบการณ์จึงแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะอย่างไร ประชาสามัญชนมิอาจนิ่งเฉยได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม และจัดทำข้อเสนอของตนเองที่ชัดเจน การมีส่วนร่วม และการเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาของประชาชนเท่านั้น ที่จะแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อม ในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในทุกระดับ
|