หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แนะนำช่องทางลงทุน ให้ผู้หญิงไม่ชอบความเสี่ยง

กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม 2549

ผมได้รับคำถามเป็นภาษาอังกฤษครับ งงไปสักพักใหญ่

ปรากฏว่าเธอเป็นคนไทย แต่เขียนภาษาไทยไม่ถนัด เข้าใจว่าคงไปศึกษาหาความรู้ที่ต่างประเทศตั้งแต่เล็กแต่น้อย เรื่องราวที่เธอเล่าให้ฟังละเอียดมาก เพียงพอที่จะจัดสรรเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณดารยา อายุประมาณ 34 ปี มีเงินเดือนประมาณ 60,000 บาท แน่นอนนะครับ สิ่งแรกเลยที่จะแนะนำให้ลงทุนได้แก่ "กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF" เพราะจะได้ใช้สิทธิทางภาษี แต่คุณดารยา บอกว่าซื้อกองทุนทั้งสองประมาณ ปีละหนึ่งแสนบาทเท่านั้นน้อยไปครับ

ปกติคุณดารยาซื้อได้ประมาณ 15% ของเงินได้ (เฉพาะกองทุน RMF ต้องรวมคำนวณกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย ) แต่กองทุน LTF ไม่ต้องรวมคำนวณใดๆ เลยซื้อ LTF ได้เต็ม ๆ เลย คือ 108,000 บาท (15% ของเงินเดือนทั้งปี )เฉลี่ยเดือนละ 9,000 บาท คุณดารยาก็จะประหยัดภาษีได้มากทีเดียว แต่คุณดารยาถามมาว่าซื้อจังหวะไหนดี คำถามเช่นนี้ถามกันมามาก บอกตามตรงเลยว่า "ทยอยซื้ออย่างสม่ำเสมอในแต่ละเดือนดีกว่า " เพราะว่าการทยอยซื้อนั้นจะให้ผลดี คือเราไม่ต้องรอจับจังหวะว่ากองทุนจะมีมูลค่าทรัพย์สินในขณะซื้อสูงไปหรือต่ำไป

คืออย่างนี้ กองทุนรวมแต่ละกองทุนจะนำเงินที่ระดมได้ แล้วกองทุนจะไปซื้อหรือลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นก็เอาเงินไป "ซื้อหุ้น " มากน้อยแล้วแต่ผู้จัดการกองทุนเขา ซื้อมาที่ราคาเท่าใดก็แล้วแต่ เมื่อสิ้นวันทุกวัน ผู้จัดการกองทุนจะต้องใช้ "ราคาตลาดของหุ้น " ณ สิ้นวัน มาคำนวณราคาของหุ้นแต่ละตัวที่กองทุนมีอยู่ เมื่อคำนวณรวมกันแล้วหักด้วยค่าใช้จ่ายที่กองทุนมี ก็จะได้ "มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน " (Net Assets Value) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า "NAV" นั่นแหละ จะสูงขึ้นหรือต่ำลงก็เป็นไปตามราคาตลาดของหุ้นที่อยู่ ดังนั้นในสภาวะที่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในกองทุนที่ลงทุนปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น โดยปกติ NAV ก็จะสูงขึ้นด้วย อย่างนี้กองทุนก็จะมีกำไร และในทางตรงข้ามหากราคาหุ้นส่วนใหญ่ในกองทุนมีการปรับราคาลดลง NAV ก็จะลดต่ำลงอย่างนี้กองทุนก็อาจจะมีการขาดทุน

ทั้งนี้ทั้งนั้น กำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นกำไร หรือขาดทุนในทางบัญชีเท่านั้น เพราะยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป จึงเห็นได้ว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม จึงปรับเปลี่ยนตามราคามูลค่ายุติธรรม หรือราคาตลาดของหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุนอยู่ ดังนั้น จะซื้อตอนไหนดี ก็บอกได้ว่า ซื้อตอนที่ราคาของหุ้นตลาดต่ำๆ สิดี ราคามูลค่าทรัพย์สินสุทธิก็จะต่ำ จริงไหม แล้วเมื่อไรจะมีราคามูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่ำละครับ ก็ตอนหุ้นตกไงล่ะครับ ผมจึงซื้อกองทุนรวมตอนราคาหุ้นตกครับ ดังนั้น คุณดารยาก็ควรทยอยซื้อ "ตอนราคาหุ้นปรับตัวลดลง " ครับ ท่านก็ดูข่าวทางธุรกิจนิดหน่อยข่าวหุ้นตกวันไหนก็ทยอยซื้อไปเรื่อยๆ ทุกเดือน แล้วแต่เดือนไหนพอมีเงินเหลือก็ซื้อ ไม่ต้องไปรอซื้อตอนสิ้นปีหรอก เดี๋ยวลืม เพราะไปเที่ยวปีใหม่กันแล้ว อ้อ ....ท่านอย่าซื้อเกินวงเงินที่รัฐกำหนดนะครับ เพราะนอกจากจะไม่สามารถหักลดหย่อนภาษีแล้ว เงินส่วนเกินจากสิทธิที่รัฐให้ ก็ไม่ได้รับประโยชน์ทางภาษีใดๆ อีกด้วย แต่การซื้อระหว่างปีอาจไม่ได้ของแถม ก็ไม่เป็นไรนะครับ การลงทุนอย่าหวังของแถมเลย และสำหรับกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนใน "ตราสารหนี้ " ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน กองทุนเหล่านี้ก็ต้องคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิด้วย และราคาของพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชนก็มีราคายุติธรรม หรือราคาตลาดเหมือนกับหุ้นเลย มีโอกาสทั้งปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นและปรับราคาลดต่ำลงเหมือนกัน แต่เงื่อนไขของการปรับเปลี่ยนราคาของพันธบัตรหรือหุ้นกู้อาจจะแตกต่างจากหุ้นไปบ้าง

ดังนั้น จึงอาจจะเห็น NAV ของกองทุนตราสารหนี้มีทั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ในแต่ละเวลาที่สถานการณ์ลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ เมื่อคุณดารยาซื้อ LTF แล้ว ถ้าจะซื้อ RMF เพิ่มขึ้นอีก ผมแนะนำว่าท่านก็ไม่ต้องซื้อ RMF นโยบายที่ลงทุนในหุ้นแล้ว เลือกลงทุนในนโยบายที่ลงทุนในตราสารหนี้ก็แล้วกันครับ จะได้มีสัดส่วนในหุ้นไม่มากเกินไป แล้วท่านก็รอจังหวะคล้ายกับกองทุนหุ้นนั้นแหละครับ ทยอยซื้อตอนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดต่ำลงครับ แต่กองทุน RMF จะต้องซื้ออย่างสม่ำเสมอทุกปี และไถ่ถอนได้เมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ (มีคนขายมาบอกท่านว่าลงทุนได้ 5 ปี ขายคืนได้ จริงครับขายคืนได้ แต่ต้องนำภาษีที่เคยใช้ประโยชน์ไว้ ไปคืนให้กรมสรรพากร พร้อมเบี้ยปรับด้วย ดังนั้น อย่าขายคืนระหว่างทางเลยนะครับ )

คุณดารยาก็บอกเพิ่มเติมว่าไม่ชอบความเสี่ยงมากนัก และมีระยะเวลาการลงทุน 20-25 ปี จริงๆ ขอบอกเลยว่า ระยะเวลา 20-25 ปี นี้ค่อนข้างยาวนานสามารถลงทุนในหุ้นได้นะครับ เพราะระยะเวลาจะทำให้ความเสี่ยงของการลงทุนลดลงด้วย ความผันผวนของการลงทุนจะลดลงตามระยะเวลาของการลงทุนที่ยาวนานขึ้น แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะคุณดารยา ลงทุนในกองทุน LTF ไปแล้ว (คุณดารยาต้องทราบนะครับ LTF ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เสี่ยงไปแล้ว ) เป้าหมายคือการลงทุนเพื่อการเกษียณดีใจครับ อายุขนาดนี้ เริ่มที่จะเตรียมการเกษียณเหมาะสมที่สุด ทีนี้เหลือเงินที่จะเก็บอีก เดือนละ 11,000 บาท ก็ต้องบอกก่อนว่า คุณดารยาจะต้องมีเงินในธนาคารในบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีที่เบิกถอนได้ง่ายประมาณ 5 - 6 เท่าของรายจ่ายประจำเดือนด้วย คือประมาณ 240,000 บาท ไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดกรณีฉุกเฉิน เพราะถ้าเอาไปซื้อ LTF ก็ไม่สามารถขายคืนได้ระหว่างทาง เพราะอาจจะเสียสิทธิทางภาษีแล้วยังถูกปรับอีกต่างหาก เก็บก้อนนี้ไว้ไม่ต้องสนใจว่าจะมีดอกเบี้ยเท่าไรเพราะเน้นสภาพคล่อง

เอาล่ะครับ การลงทุนที่คุณดารยาเลือกได้ มีหลายทางเลือกก็จัดสรรเงินไปหลายๆ ทางเลือกครับ และที่สำคัญไม่ควรเลือกทางเลือกเดียว ควรกระจายเงินไปลงทุนในหลายๆ ประเภทของการลงทุนหรือที่เขาเรียกว่า Asset Allocation ครับ เพราะเกิดอะไรขึ้นกับเงินบางส่วน เราก็จะไม่สูญเสียเงินไปทั้งก้อน ตอนหน้ามาติดตามช่องทางการลงทุนแบบอื่นๆ ที่ผมแนะนำคุณดารยาครับ