หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เอเฟทปรับ Contract spec ใหม่

ดร.พีรพล ประเสริฐศรี  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549

เมื่อ วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) หรือ AFET ได้ทำการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางประการในข้อกำหนดซื้อขายล่วงหน้า (หรือที่เรียกกันว่า Futures contract specification อาจเรียกกันสั้นๆ ว่า Contract spec) ของสินค้าข้าวขาว 5 เปอร์เซ็นต์ ที่ซื้อขายกันอยู่ใน AFET ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น สอดคล้องไปกับภาวะการค้าขายข้าวขาวในปัจจุบัน (5 เปอร์เซ็นต์ในที่นี้ หมายถึง 5 เปอร์เซ็นต์ข้าวหัก นะครับ ไม่ใช่ ความชื้น 5 เปอร์เซ็นต์ เหมือนหลายๆ คนเข้าใจกันอยู่ครับ) รายละเอียดเงื่อนไขที่สำคัญๆ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเช่น ขนาดของหน่วยการซื้อขาย (Contract size) จากเงื่อนไขเดิมกำหนดให้ซื้อขายกันที่ “สัญญาละ 5 ตัน” หรือ 5,000 กิโล ก็ถูกเปลี่ยนไปให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น “สัญญาละ 15 ตัน”

จุดส่งมอบ-รับมอบ ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากเดิมกำหนดไว้ “ให้สามารถส่งมอบรับมอบกันได้ในอาณาบริเวณ 100 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ” ก็ปรับให้ระบุเป็นเขตจังหวัดไปเลย (จะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน หรือต้องมาวัดหลักกิโลเมตรกัน ว่าอยู่ในเขตหรือนอกเขต) ซึ่งจังหวัดที่สามารถส่งมอบรับมอบข้าวขาวกันได้ตาม Contract spec ใหม่นี้ ได้แก่ “กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และอยุธยา”

Tick size หรือ ขนาดการขึ้นลงของราคา ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งจากเดิม AFET กำหนดให้ ขึ้นลงครั้งหนึ่งได้ทีละ 0.02 บาท/กิโล (2 สตางค์) (สมมติ ข้าวราคา 10 บาท ต่อ กิโล ขึ้นเป็นขั้นๆ ในแต่ละขั้นก็จะเป็น 10.02 10.04 10.06 10.08 บาท/กิโล ตามลำดับ) ก็ถูกปรับให้เหลือเพียง 0.01 บาท/กิโล (1 สตางค์) (ขั้นของราคาที่จะขึ้นเป็นขั้นๆ จะเปลี่ยนเป็น 10.01 10.02 10.03 10.04 10.05 10.06 บาท/กิโล)

อีกทั้งยังได้มีการเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์การซื้อขายจาก “WR5-M” ไปเป็น “WR5P” เพื่อป้องกันมิให้ผู้ซื้อผู้ขายสับสนระหว่าง Contract spec ใหม่นี้ กับ Contract spec เดิม โดยเดือนส่งมอบที่จะครบกำหนดส่งมอบเป็นเดือนแรกตาม Contract spec ใหม่นี้คือ เดือนมกราคม พ.ศ. 2550

หลายคนที่ยังไม่ทราบหรือยังไม่คุ้นเคยกับวิธีการซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures trading ใน AFET หรือ ในตลาดสินค้าล่วงหน้า (Futures market) อื่น ก็อาจจะยังมีข้อสงสัยว่า จะปรับปรุงเงื่อนไขใน Contract spec ไปทำไม? บางคนอาจยังสงสัยอยู่เลยด้วยว่า ทำไมการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าต้องมี Contract spec ด้วย? Contract spec คืออะไรกันแน่? หรืออาจยังไม่รู้เลยว่าการซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือ Futures trading ที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ เหมือนกันหรือแตกต่างไปจากการซื้อขายสินค้าเกษตรที่ค้าขายกันอยู่แล้วหรือไม่ อย่างไร

วันนี้นะครับ ผมเลยขอถือโอกาสอธิบายให้ทราบถึง ความแตกต่างของการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (Futures trading) ในตลาด เช่น AFET CME CBOT NYBOT TOCOM (ของใหม่ที่หลายคนยังไม่คุ้นเคย แต่มีในต่างประเทศมาหลายร้อยปีแล้ว) ว่ามีความแตกต่างอย่างไรไปจากการซื้อขายสินค้าเกษตรที่กระทำกันอยู่แล้วในปัจจุบัน

การซื้อขายสินค้าเกษตรที่เราคุ้นเคยกันอยู่ในปัจจุบัน อาจทำกันตามตลาดสินค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนะครับ ตัวอย่างของตลาดสินค้าที่พวกเราคุ้นเคยกันดี ได้แก่ ตลาดสดตามชุมชน ตลาดไทย ตลาดสี่มุมเมือง ท่าข้าวกำนันทรงที่นครสวรรค์ ตลาดกลางยางพาราที่หาดใหญ่ หรือตลาดกลางกุ้งกุลาที่มหาชัย ซึ่งการซื้อขายในตลาดดังกล่าวทีว่านี้ เรียกกันว่า การซื้อขายในตลาดสินค้าจริง หรือ ตลาดปัจจุบัน (Spot or cash market) ซึ่งโดยทั่วไป ผู้ซื้อ-ผู้ขายในตลาดสินค้าจริงเหล่านี้ จะตกลงซื้อขายสินค้ากันในตลาด แล้วจะส่งมอบ-รับมอบสินค้าและการจ่ายเงินจ่ายทองกันทันทีเลย ณ เวลานั้น

การซื้อขายสินค้าเกษตรอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นที่รู้จักกันดีไม่น้อยกว่าแบบแรก ก็คือ การซื้อขายสินค้าล่วงหน้าแบบผู้ซื้อผู้ขายตกลงเงื่อนไขทำสัญญากันเอง หรือ ที่รู้จักในนามของการซื้อขายล่วงหน้าแบบ Forward contract ตัวอย่างของการซื้อขายแบบ Forward นี้ เช่น โรงสีไปตกลงเงื่อนไขสัญญาล่วงหน้าซื้อข้าวเปลือก 9 ตัน กับชาวนา ให้ส่งมอบข้าวให้โรงสีและมารับเงินอีก 3 เดือนข้างหน้า (อาจมีการจ่ายเงินค่ามัดจำให้กันนิดหน่อย) หรือ โรงงานผลิตยางแผ่น ที่หาดใหญ่ ไปทำสัญญาขายล่วงหน้ายางแผ่น 11 ตัน กับบริษัทผลิตยางรถยนต์ที่แหลมฉบัง ที่จะส่งมอบยางแผ่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า เป็นต้น

การซื้อขายในรูปแบบ Forward contract นี้เป็นการซื้อขายล่วงหน้ากันนอกตลาด กล่าวคือ ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงเงื่อนไขของสัญญาและราคากันเองโดยไม่มีตัวกลาง ซึ่งการซื้อขายสัญญาแบบตก ลงเงื่อนไขกันเองโดยไม่มีตัวกลางนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีคือ สัญญา Forward ที่ว่าจะมีความยืดหยุ่นสูงเนื่องจากสัญญาหรือข้อตกลงนั้นเกิดจากความพึงพอใจทั้งของผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ซื้อ-ผู้ขายจะตกลงเงื่อนไขสัญญากันอย่างไรก็ได้หากคู่กรณีเห็นดีเห็นงามด้วย เช่น อาจจะตกลงขายยางแผ่นที่น้ำหนัก 4.519 ตัน เป็นต้น

ข้อเสียของการซื้อขายแบบ Forward contract คือ สัญญา Forward นั้นจะมีข้อผูกพัน จนถึงวันครบกำหนดรับมอบส่งมอบ ที่ระบุไว้ในสัญญา ข้อผูกพันดังกล่าวทำให้เกิดความไม่คล่องตัวในกรณีที่ผู้ซื้อเปลี่ยนใจไม่ต้องการรับสินค้า และ/หรือ ผู้ขายอาจไม่มีสินค้าที่จะขายแล้ว เพราะว่าสัญญา Forward ที่ว่านี้ไม่มีมาตรฐานทำให้หาผู้มารับช่วงสัญญาต่อได้ยาก (หรือที่อาจเรียกได้ว่าสัญญา Forward ส่วนใหญ่ไม่มีสภาพคล่อง) ฉะนั้นหากมีผู้ซื้อ หรือผู้ขายผู้ใดผู้หนึ่ง ที่ไม่ต้องการรับมอบ-ส่งมอบสินค้าจริงแล้ว คู่สัญญาอาจเบี้ยวสัญญาโดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้สัญญากันไว้ได้

เพื่อเป็นการแก้ข้อจำกัดของการซื้อขายแบบ Forward contract จึงได้มีการพัฒนารูปแบบ สัญญาซื้อขาย ที่เป็นมาตรฐานที่เรียกกันว่า Futures contract ที่ออกแบบให้ซื้อขายกันในตลาดสินค้าล่วงหน้า (Futures Exchange) ซึ่งรายละเอียดจะขอนำมาเล่าต่อในตอนหน้านะครับ