|
||||||||||||||
|
ภาษีสารเคมีการเกษตร
: ทางออกสู่อาหารปลอดภัย
ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549 "ในทางเศรษฐศาสตร์ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ควรจะต้องเสียภาษีในอัตราประมาณใกล้ร้อยละ 30" ประเด็นเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารมีอยู่หลายประเด็น แต่สำหรับประเด็นใหญ่ๆ นั้น เรื่อง สินค้าอาหารที่มาจากกระบวนการผลิตที่ใช้สารเคมี อาจกล่าวได้ว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญ มีภาคส่งออกที่ใหญ่และประชากรเองก็ต้องบริโภคอาหารที่ผลิตภายในประเทศ การเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าการเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก อาจทำให้เราเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีแล้ว จึงสามารถส่งออกปีละจำนวนมาก ความจริงแล้วสินค้าการเกษตรที่ผลิตอย่างมากมายนั้น มาจากทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำ แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าการเกษตรราคาถูก มีการใช้น้ำโดยปล่อยให้สารเคมี ทั้งปุ๋ยเคมี และสารเคมีปราบศัตรูพืชตกหล่นสู่พื้นดิน แหล่งน้ำ จนกระทั่งเป็นองค์ประกอบที่เสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ผลิต เป็นการทำลายสภาพแวดล้อม และก่อต้นทุนแก่สังคมอันมากมาย ปัญหาคือต้นทุนเหล่านี้ (Externalities) เป็นภาระที่สังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต จะต้องเป็นผู้แบกรับในรูปลักษณะต่างๆ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานั้น เมื่อพิจารณาตัวเลขนำเข้าปุ๋ยเคมีขยายตัวเฉลี่ยปีละ 2.5% ในขณะที่สารกำจัดศัตรูพืชขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 10 ถ้าคิดเป็นมูลค่ารวม การนำเข้ารวมในปี 2548 ตกประมาณ 46,523 ล้านบาท แบ่งเป็นปุ๋ยเคมี 35,947 ล้านบาท และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 10,576 ล้านบาท การใช้สารเคมีเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อความปลอดภัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมในระดับต่างๆ กัน ตามความรุนแรงของสารเคมีนั้นๆ สารกำจัดศัตรูพืชจะมีความรุนแรงสูง ส่วนปุ๋ยเคมี ซึ่งจะมีความรุนแรงต่ำกว่ามาก ก็จะสะสมในดินและไหลลงแหล่งน้ำ พืชได้ใช้เพียง 20-25% ที่เหลือ 75-80% จะเป็นสารตกค้าง ซึ่งเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายจุลินทรีย์และลดคุณภาพของดิน ในประเทศไทยมีการประเมินผลกระทบต่อสังคมไม่กว้างขวางนัก แต่พบว่ามีการใช้สารเคมีเกินขนาด และความเสียหายต่อสังคม ในกรณีของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชคิดเป็นจำนวนระหว่าง 462.8-5,491.8 ล้านบาท ซึ่งถ้าเราคิดเป็นค่ากลางก็จะตก 2,977.3 ล้านบาท เมื่อเราเทียบต้นทุนต่อสังคมประมาณ 3,000 ล้านบาท กับการทำให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งตกประมาณ 9,200 ล้านบาท (ค่าเฉลี่ยช่วงปี 2542-2548) อัตราความเสียหายจะคิดเป็นร้อยละ 32.4 ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลขที่ประมาณไว้ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว จากการศึกษาในประเทศเยอรมนีนั้น เคยพบว่าการใช้สารเคมีเกินขนาดก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสังคม เป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของยอดขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ดังนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ควรจะต้องเสียภาษีในอัตราประมาณใกล้ร้อยละ 30 ส่วนปุ๋ยเคมีก็คงจะมีอัตราที่ต่ำกว่านี้ตามความรุนแรงที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม อาจมีผู้คนจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ห่วงว่าการเก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตร จะทำให้เกษตรกรมีภาระเพิ่มขึ้น จากราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว หน่วยราชการบางส่วน อาจต้องการส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิต แต่ความเห็นในแนวนี้มีน้ำหนักไม่มากนัก เพราะผลิตภาพการผลิตของที่ดินเหล่านี้ถดถอยลงเรื่อยๆ ในขณะที่ประชากรโลกซึ่งมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจะห่วงกังวลในความปลอดภัยด้านอาหาร และต้องการสินค้าอาหารที่ตนเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง เกษตรกรที่พึ่งพาอาศัยกระบวนการผลิตแบบเก่าที่ใช้สารเคมีนั้นจะเข้าถึงผู้บริโภคได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดบน หรือตลาดในประเทศพัฒนาแล้ว ในช่วงหลายปีมานี้ สินค้าอาหารที่ไม่ใช้สารเคมีหรือที่เป็นเกษตรอินทรีย์ (Organic foods) มีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในประเทศสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น สินค้าเกษตรอินทรีย์ขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 15-30% ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้สูงถึง 20-30% ซึ่งผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เป็นประจำ จากการวิจัยในสหรัฐอเมริกา ผู้บริโภคยอมรับว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์มีคุณภาพสูง รสชาติดี และน่าเชื่อถือในความปลอดภัย เมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรที่เคยเพาะปลูกกัน เพียงแต่มีราคาสูงกว่าและหาได้ไม่สะดวกเท่าใดนัก ย่อมหมายความว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการผลิตอาหารจากกระบวนการผลิตแบบเดิม ไปสู่ระบบใหม่ ที่มีคุณภาพสูงกว่า ปลอดภัยกว่า และมีอนาคตทางการตลาดมากกว่า แน่นอนเราต้องดำเนินมาตรการหลายประการ ทั้งทางด้านกฎหมาย การควบคุมดูแล และการส่งเสริมความปลอดภัยด้านอาหารอย่างจริงจัง ทว่าการจัดเก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตร จะเป็นทางเลือกหลักที่จำเป็นและตรงสาเหตุ (First-best solution) เป็นทางออกที่ถึงเวลาแล้วจริงๆ
|