หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คาร์บอนสมดุล : สู่วิถีชีวิตใหม่แห่งศตวรรษที่ 21

คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัฒน์  โดย สฤณี อาชวานันทกุล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3851 (3051)

หลังจากที่ปรากฏการณ์โลกร้อน (global warming) ได้กลายเป็นศัพท์คุ้นหูสาธารณชนทั่วโลกตั้งแต่ประมาณปี 2520 เป็นต้นมา ปัจจุบันโลกร้อนก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่าเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทั้งโลก

สาเหตุหลักของโลกร้อนคือการสะสมของก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ (ร้อยละ 72 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด) และมีเทน (ร้อยละ 18) ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งกักแสงอาทิตย์ไว้ ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น การสะสมของก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลพวงจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น โรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน รถยนต์ และการตัดไม้ทำลายป่า (เพราะเมื่อไม่มีต้นไม้ช่วยกักคาร์บอนเอาไว้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง คาร์บอนก็ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในชั้นบรรยากาศ กลายเป็นคาร์บอนได ออกไซด์) โลกร้อนส่งผลให้ภาวะอากาศแปรปรวนมากขึ้น เกิดพายุหมุนและน้ำท่วมถี่ขึ้นและรุนแรงกว่าเดิม โรคระบาดแพร่กระจายรวดเร็วขึ้น ผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงงานของเกษตรกรลดลงจากปัญหาฝนแล้งและอากาศร้อน คนตายมากขึ้นจากคลื่นความร้อน (heat wave) ฯลฯ

ก่อนที่ปัญหานี้จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนทั่วไป ก็ได้ผ่านการปะทะทางความคิดในหมู่นักวิทยาศาสตร์ และนักสิ่งแวดล้อมมากมายในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การถกเถียงกันว่าโลกร้อนเป็นปัญหาจริงๆ หรือไม่ เกิดจากน้ำมือมนุษย์หรือไม่ ไปจนถึงคำถามล่าสุดในวิวาทะปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด นั่นคือ มนุษย์ช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้หรือไม่ ?

คำตอบของคำถามทั้งหมดนี้คือ "ใช่" อย่างสิ้นสงสัย ปัจจุบันรัฐบาลต่างๆ กำลังหาวิธีบรรเทาปัญหานี้ รวมทั้งการส่งเสริมแหล่งพลังงานทดแทนที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง เช่น พลังลมและแสงอาทิตย์ และการแลกเปลี่ยน "สิทธิ" ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้สนธิสัญญาเกียวโต (Kyoto Protocol)

แล้วปัจเจกชนคนธรรมดาอย่างเราล่ะ ทำอะไรได้บ้าง ?

แนวคิด "คาร์บอนสมดุล" (Carbon Neutral) ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นขบวนการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เป็นคำตอบใหม่ที่ตอบปัญหาอย่างตรงจุด และเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด เท่าที่เคยมีการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมกันมา

"คาร์บอนสมดุล" หมายถึง ภาวะที่ผลลัพธ์ของการกระทำโดยรวมไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนสุทธิ (net carbon) ขึ้นในชั้นบรรยากาศ เช่น ถ้าเราปลูกต้นไม้ใหม่หนึ่งต้นทุกครั้งที่เราตัดต้นไม้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิง ก็นับเป็นคาร์บอนสมดุล เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้ดูดซึมตอนมีชีวิตอยู่ด้วยการสังเคราะห์แสง มีปริมาณใกล้เคียงกันกับคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มันปล่อยออกมาเมื่อถูกคนเผาไหม้ตอนตายไปแล้ว

ในทำนองเดียวกัน คนเราก็สามารถใช้ชีวิตแบบคาร์บอนสมดุลได้ด้วยการคำนวณว่า ในแต่ละปีเราปล่อยคาร์บอน สู่ชั้นบรรยากาศเท่าไหร่ จากการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ขับรถ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำกับข้าว ฯลฯ นักวิทยาศาสตร์เรียกปริมาณคาร์บอนที่เราปล่อยทั้งทางตรง และทางอ้อมว่า "ร่องรอยคาร์บอน" (carbon footprint) ซึ่งแต่ละคนย่อมมีไม่เท่ากัน หลังจากนั้นเราต้องลดการกระทำเหล่านั้นลงเท่าที่ทำได้ และสุดท้ายก็พยายาม "ชดเชย" คาร์บอนส่วนที่เหลือด้วยการทำกิจกรรมที่ดูดซึมคาร์บอนหรือบริจาคเงินให้คนอื่นไปทำแทน เช่น ด้วยการปลูกต้นไม้ หรือใช้ "เทคโนโลยีสีเขียว" ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังลมและแสงอาทิตย์

เนื่องจากเราไม่มีทางใช้ชีวิตแบบคาร์บอนสมดุลได้ ถ้าเราไม่รู้ว่าเรามีส่วนในการปล่อยคาร์บอนปีละเท่าไหร่ ปัจจุบันจึงมีนักสิ่งแวดล้อมและองค์กรมากมายที่หาวิธีคำนวณปริมาณคาร์บอนที่คนปล่อยในแต่ละกิจกรรม อย่างละเอียดขึ้นเรื่อยๆ เช่นรายการต่อไปนี้ :

คนธรรมดา (ทั่วโลก): ปล่อยคาร์บอน 4 ตันต่อปีโดยเฉลี่ย

คนอเมริกันเฉลี่ย: 22 ตันต่อปี

คนจีน : 2.25 ตันต่อปี

ขับรถ SUV : 5 ตันต่อปี (บนสมมติฐานว่าขับรถปีละ 16,000 กิโลเมตร ใช้น้ำมัน 7.6 กิโลเมตรต่อลิตร)

ปัจจุบันมีเว็บไซต์มากมายที่ช่วยคำนวณร่องรอยคาร์บอนของเราแต่ละคน เช่น เว็บ Carbon Footprint (http://www.carbonfootprint.com /calculator.html) มีเครื่องคิดเลขให้ใส่รายละเอียดของเชื้อเพลิงและการเดินทางชนิดต่างๆ ในแต่ละปี แล้วคำนวณให้ดูว่ากิจกรรมเหล่านั้นคิดเป็นร่องรอยคาร์บอนเท่าไหร่

จริงๆ แล้ว หลักการของแนวคิดเรื่องคาร์บอนสมดุล อาจดูไม่ต่างกันเท่าไหร่กับการรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะในภาวะน้ำมันแพง เช่น ปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้ ใช้น้ำอย่างประหยัด และขับรถให้น้อยลง แน่นอน เราทุกคนเคยได้ยินแคมเปญเหล่านี้มาก่อน

แต่แนวคิดคาร์บอนสมดุลเป็นพัฒนาการที่ล้ำหน้าแนวคิดเรื่องการประหยัดพลังงานไปอีกก้าวหนึ่ง เพราะชี้ให้เห็นก่อนว่า เราแต่ละคนมีส่วนร่วมในการสร้างปัญหาโลกร้อนเท่าไหร่ จะได้หาคำตอบได้ตรงจุดว่า เราควรประหยัดพลังงาน "เท่าไหร่" จึงจะชดเชยร่องรอยคาร์บอนของเราได้หมด

เพราะถ้าสมมติว่าเราใช้ชีวิตแบบสิ้นเปลืองพลังงานมาก ซึ่งแปลว่าร่องรอยคาร์บอนของเราก็สูงมากตามไปด้วย เช่น ขับรถไปทุกหนทุกแห่งทั้งๆ ที่ถ้าเดิน 10-15 นาทีก็ถึงที่หมาย เปิดแอร์เย็นฉ่ำวันละ 20 ชั่วโมง คาร์บอนที่เราช่วยชดเชย ด้วยการปิดไฟนอนเร็วกว่าเดิมวันละครึ่งชั่วโมง ก็อาจมีปริมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับคาร์บอนทั้งหมดที่เราปล่อยในแต่ละปี จนกลายเป็นว่าเราแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย

แต่ถ้าเรารู้ข้อมูลว่า การขับรถน้อยลง 1 สัปดาห์ต่อปี อาจช่วยลดร่องรอยคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 5 เราอาจหันมาเดิน หรือใช้จักรยานกันมากขึ้น

แนวคิดคาร์บอนสมดุล จึงช่วยให้เราสามารถคำนวณ "ต้นทุน" ต่อโลกของวิถีชีวิตเราได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น และมีสำนึกมากขึ้น

เพราะกิจกรรมทุกอย่างที่ตั้งอยู่บนตัวเลข "สุทธิ" คือรายได้หักต้นทุน ย่อมดีกว่าการกระทำที่มองแต่ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่ใช้ไป

เนื่องจากร่องรอยคาร์บอนของประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วย่อมสูงกว่าในประเทศกำลังพัฒนาหลายเท่า เพราะวิถีชีวิตสมัยใหม่อันแสนสะดวกสบาย คือวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมหาศาล จึงไม่น่าแปลกใจที่การรณรงค์ให้คนใช้ชีวิตแบบคาร์บอนสมดุล กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ตั้งแต่อเมริกาและยุโรป ไปจนถึงญี่ปุ่น และเป็นที่สนับสนุนของรัฐบาลประเทศเหล่านั้น

คนดังหลายคนในประเทศโลกตะวันตกอย่าง อัล กอร์ (Al Gore) อดีตรองประธานาธิบดีอเมริกัน ผู้โด่งดังไปทั่วโลกจากหนังสารคดีเรื่อง The Inconvenient Truth รูเพิร์ต เมอร์ด็อค (Rupert Murdoch) เจ้าพ่อวงการสื่อ และวงดนตรีร็อก The Rolling Stones กำลังช่วยรณรงค์ให้คนหันมาใช้ชีวิตแบบคาร์บอนสมดุล

วงดนตรีดังอีกหลายวง เช่น Coldplay, Pink Floyd และ Atomic Kitten ได้ออกอัลบั้มที่เป็นคาร์บอนสมดุล ด้วยการปลูกต้นไม้หลายต้นเพื่อชดเชยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตซีดีอัลบั้มของพวกเขา

การประชุมผู้นำกลุ่มประเทศมหาอำนาจ หรือที่เรียกว่า G8 ประจำปี พ.ศ. 2548 ที่ประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งได้หารือกันเรื่องปัญหาโลกร้อนด้วย ได้ถูกออกแบบให้เป็นการประชุมที่คาร์บอนสมดุลตั้งแต่แรก โดยผู้จัดได้คำนวณว่าร่องรอยคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน (ที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่ใช้วิธีต่างๆ ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุดไปแล้ว) มีปริมาณเท่ากับคาร์บอนที่ปล่อยจากการใช้ไฟฟ้า และก๊าซในบ้านคนเฉลี่ยจำนวน 800 ครัวเรือนต่อปี

ผู้จัดงาน G8 จึงตัดสินใจชดเชยร่องรอยคาร์บอนของงาน ด้วยการให้เงินสนับสนุนการติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อนพลังแสงอาทิตย์ ฝ้ากันความร้อน และหลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงานในหมู่บ้านยากจนหลายร้อยหลังคาเรือนในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ "กลไกพัฒนาสะอาด" (Clean Development Mechanism Project - http://cdm.unfccc.int/) ของสหประชาชาติ

สัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่าคาร์บอนสมดุลอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยุคศตวรรษที่ 21 คือการเลือกคำว่า Carbon Neutral เป็น "ศัพท์ Oxford ประจำปี" ของ The New Oxford American Dictionary โดยอีริค แม็คคีน (Eric McKean) บรรณาธิการพจนานุกรมยอดนิยมเล่มนี้ อธิบายเหตุผลที่เลือกศัพท์คำนี้ไว้ว่า:

"การที่คำว่า "คาร์บอนสมดุล" กำลังกลายเป็นศัพท์ที่ติดปากคนอเมริกัน แสดงให้เห็นความสำคัญ ของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมใน อเมริกา ผลสำรวจร่วมของ CBS News และ New York Times ในเดือนพฤษภาคม 2549 ระบุว่า ผู้ตอบกว่าร้อยละ 66 เห็นด้วยว่าปรากฏการณ์โลกร้อนเป็นปัญหาที่กำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ปี 2549 ยังเป็นปีที่เราเห็นการเปิดตัวของนิตยสารเล่มใหม่ชื่อ Plenty (แปลว่า "ความมั่งคั่ง" ซึ่งแน่นอนว่า เป็นนิตยสารที่คาร์บอนสมดุลด้วย) เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eco-living) พระเอกหนุ่ม ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) กำลังจะออกเรียลิตี้โชว์เรื่องใหม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้ "หมู่บ้านสีเขียว" (eco-village) เป็นสถานที่ถ่ายทำ และมหาวิทยาลัยหลายแห่งในมลรัฐเมน (Maine) ไปจนถึงวิสคอนซิน (Wisconsin) ได้ปฏิญาณว่าจะเป็นคาร์บอนสมดุลภายใน 5 ปี คาร์บอนสมดุลตอนนี้เป็นมากกว่ากระแส หากเป็นขบวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอเมริกา

คนที่มองโลกในแง่ร้ายบางคนอาจมองว่า คาร์บอนสมดุลเป็นเพียงเล่ห์กลแบบใหม่ที่จะ "หลอก" คนจนให้ยอมอดออม ใช้แต่เทคโนโลยีสีเขียวที่คนรวยสร้างให้ คนรวยจะได้ใช้ชีวิตแบบสิ้นเปลืองพลังงานต่อไป หรือที่แย่กว่านั้นคือ คนรวยอาจใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่า เดี๋ยวพอฉันไปบริจาคเงิน ให้เอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็เป็นคาร์บอนสมดุลได้เหมือนเดิม (นักเศรษฐ ศาสตร์เรียกปัญหานี้ว่า moral hazard)

ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะแนวคิดคาร์บอนสมดุลจะได้ผลจริงก็ต่อเมื่อ เราพยายามลดร่องรอยคาร์บอนของเราให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ก่อน เช่น ด้วยการประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานทดแทน แล้วค่อยหาทางชดเชยร่องรอยคาร์บอนที่เหลือ ด้วยวิธีอื่น

และเมื่อพูดถึงผู้ยากไร้ในโลก การสร้างเทคโน โลยีสีเขียวให้เขาใช้เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยังไงๆ ก็ย่อมดีกว่าภาวะปัจจุบันที่เขาไม่มีอะไรเลย

แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากปัญหา moral hazard แนวคิดเรื่องคาร์บอนสมดุล ก็นับเป็นก้าวสำคัญ ของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะอย่างน้อยที่สุด แนวคิดนี้ก็สอนให้เรารู้จักนึกถึงคนอื่นที่เราไม่รู้จักบ้าง แทนที่จะคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและคนใกล้ชิดอย่างเดียว

ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะจิตสำนึกทางสังคมนั้น หาได้ยากยิ่งในโลกยุคปัจเจกนิยมเต็มขั้น

เมื่อไหร่ที่คาร์บอนสมดุลกลายเป็นวัฒนธรรมสากล เมื่อนั้นโลกเราคงน่าอยู่ขึ้นอีกหลายเท่า

หน้า 46


ซีดีเอ็ม กับประเทศไทย จนได้..อย่าโง่

โดย ชุติมา นุ่นมัน aae_ok@yahoo.com  มติชนรายวัน  วันที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10499

"ผมพูดเรื่องนี้มานาน กับคนหลายสิบหลายร้อยกลุ่ม ต้องเดินทางหลายร้อยหลายพันไมล์ ไปพูดให้พวกเขาเข้าใจ ว่าภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้น มีอันตรายต่อมนุษยชาติแค่ไหน ถึงเหนื่อยและเจออุปสรรคมากแค่ไหน แต่ผมก็จะทำต่อไป"

เป็นวาทะหนึ่งที่ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา แห่งพรรคเดโมแครตพูด ในตอนหนึ่งที่อยู่ในหนังสารคดีสะเทือนใจชาวโลก เรื่อง "แอน อินคอนวีเนียนท์ ทรูท"

น่าเสียดายว่าคะแนน อัล กอร์ ถูก จอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งพรรครีพับลิกัน เฉือนชนะเป็นประธานาธิบดี เป็นเหตุให้ทุกวันนี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ไม่สนใจปัญหาโลกร้อนและภาวะเรือนกระจกที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก

อเมริกาเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆ ออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมมากที่สุดในโลก แต่พวกเขาไม่ยอมเข้าร่วมในอนุสัญญาเกียวโต หรือเกียวโตโปรโตคอล ที่ทุกประเทศทั่วโลกเข้าร่วมและตกลงกันว่า ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5% ของปริมาณที่ปล่อยออกมาในปี 2533 และต้องทำให้ได้ภายในปี 2551-2555

ก่อนหน้านี้อเมริกา พยายามบ่ายเบี่ยง เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของโลกร้อน ตลอดเวลา รัฐบาลของนายบุช พยายามบอกประชาชน ว่า เรื่องโลกร้อน นั้นไม่มีจริง รวมทั้งก่อนหน้านี้ ได้เสนอเรื่องกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) หรือซีดีเอ็ม โดยให้ประเทศพัฒนาแล้ว ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถเอาเงินไปให้ประเทศที่กำลังทำกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ลดได้แค่ไหน เอาเครดิตการลดไปให้ประเทศเจ้าของเงิน

ประเด็นนี้ มีการถกเถียงกันทั่วโลกว่าแก้ปัญหาโลกร้อนกันจริงๆ หรือ?

ประเทศไทย ยุคคณะรัฐมนตรีขิงแก่ เจ้าคุณปู่ นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) เคยเปรย ถึงการรับเอาเงื่อนไข ซีดีเอ็ม ว่าจะไม่ยอมรับเงินจากใคร ที่ให้มาปลูกต้นไม้ เพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วไปเปลี่ยนเป็นเครดิตคาร์บอนให้ประเทศนั้นๆ แต่เรื่องการลดการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น จะให้ ครม.เป็นผู้ตัดสินใจอีกที

และเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม โครงการศึกษาและปฏิบัติงานพัฒนาองค์ความรู้ด้านพหุพาคีสิ่งแวดล้อม สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันวิจัยทางสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาเรื่อง ซีดีเอ็มกับการแก้ปัญหาโลกร้อน มีนายแลรี่ โลห์แมน หนึ่งในคณะวิจัย คอร์เนอร์เฮาส์ บรรณาธิการและผู้เขียนรายงานเรื่อง การซื้อขายปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ในวารสาร นิว ไซ แอนซ์ติส ของประเทศอังกฤษ มาพูด

นายโลห์แมนบอกว่า ประเด็นเรื่องโลกร้อน มีสองกลุ่มใหญ่ คือกลุ่มหนึ่งปฏิเสธภาวะโลกร้อน กลุ่มนี้จะมีอิทธิพลในอเมริกา อีกกลุ่ม ต้องสนับสนุนพิธีสารเกียวโต และต้องมีโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยน คาร์บอนไดออกไซด์ แต่เขากลับมองว่า สองกลุ่มนี้จริงๆ เป็นพวกเดียวกัน เหตุผลก็คือ คนพวกนี้ไม่มีใครตั้งใจแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง เพียงแต่ผลักดันปัญหา โดยเอาเรื่องธุรกิจการแลกเปลี่ยน ไม่ได้มีการวิเคราะห์สาเหตุ มีแต่กลุ่มนายทุนที่สนิทกับรัฐบาล คำนวณสิทธิผลประโยชน์ของตัวเอง

แนวคิดของเขาคือการปลูกป่าเพื่อแลกกับคาร์บอนเครดิต คือทำให้โรงงานปล่อยคาร์บอนได้เรื่อยๆ และมากขึ้น พร้อมๆ กับประเทศที่รับเครดิตนี้มา ก็ปลูกป่าไปเรื่อยๆ เช่น เอกวาดอร์ มีโครงการปลูกต้นสนบนที่สูง แต่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เขาสรุปว่า ซีดีเอ็ม เป็นเพียงเครื่องมือในการสะสมทุน และยืดอายุของระบบการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น ที่สำคัญคือคาร์บอนเครดิตไม่มีความหมายในทางวิทยาศาสตร์ มีแต่การส่งเสริมการขยายตัวของระบบการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลออกไปอีก อนุสัญญาเกียวโต จึงไม่ได้แก้ปัญหาโลกร้อน แต่เป็นการสร้างปัญหาใหม่ ตราบใดยังมีผลประโยชน์ กลไกทางการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง

ประเทศไทยเรากำลังเนื้อหอม เพราะหลายประเทศมารุมจีบ ขอซื้อเครดิต โดยให้ทำกิจกรรมต่างๆ แต่รัฐบาลเรายังกล้าๆ กลัวๆ ไม่ปลงใจตกปากรับคำกับใคร แม้บางหน่วยงานกระสันออกมาสนับสนุน ยุยง โดยอ้างสารพัดเหตุผลให้รัฐบาลตกปากรับคำโดยเร็ว

ล่าสุด ทส.เตรียมตั้งองค์การบริหารจัดการภาวะเรือนกระจก เพื่อเป็นศูนย์กลางการดำเนินกิจกรรม เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ รวมถึงโครงการตามซีดีเอ็ม จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านโลกร้อน ทำหน้าที่วิเคราะห์โครงการของประเทศไทย โดยเฉพาะเอกชนในภาคพลังงาน ที่จะเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อแลกคาร์บอนเครดิต

ให้สายตาประเทศอื่นๆ ทั่วโลก อาจมองว่าไทยเป็นประเทศเล็กๆ ยากจน ก็น่าจะเพียงพอ แต่อย่าให้เขามองว่า ทั้งจนทั้งโง่ จนอยากเอาเราเป็นเครื่องมือเรื่องนี้ก็แล้วกัน

หน้า 5