หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
The Price of Privilege : ราคาของความมั่งคั่ง

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3851 (3051)

ที่อ่านหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 23 สิงหาคม 2549 จะเห็นหัวข้อข่าวหนึ่งที่น่าสลดใจนั่นคือ นักศึกษามหาวิทยาลัย กระโดดลงจากชานชาลาสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอสลงไปบนรางเพื่อหวังปลิดชีพตัวเอง และผู้ที่อ่านเดลินิวส์ฉบับวันที่ 25 กันยายน 2549 อาจเห็นข่าวเรื่องนักเรียน ม.2 ยิงตัวตายเพราะผลการเรียนตกต่ำ การฆ่าตัวตายของคนวัยหนุ่มสาว ไม่ใช่ของใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการประกาศผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเอนทรานซ์ ผู้ใหญ่ที่ผ่านวันเวลาเหล่านั้นมานานแล้วอาจไม่เข้าใจ หรือจำความรู้สึกนั้นไม่ได้ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีลูกหลานซึ่งเพิ่งสอบผ่านด้วย

เรื่องการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตัวเองของวัยรุ่นโดยเฉพาะวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวของผู้มีอันจะกิน ซึ่งมีโอกาสดีกว่าคนทั่วไป ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมอเมริกัน ด้วยเหตุที่ปัญหานี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ อย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ดร.แมเดลีน ลีไวน์ (Madeline Levine) นักจิตวิทยาผู้ทำงานเกี่ยวกับปัญหาทางจิตวิทยาของเด็กมาเป็นเวลานานกว่า 25 ปี ได้เขียนถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหา จิตวิทยาของเด็กไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือชื่อ The Price of Privilege ซึ่งคงแปลเป็นไทยว่า "ราคาของความมั่งคั่ง" โดยแบ่งหนังสือเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เกี่ยวกับตัวเด็กและปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้เด็กกลายเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง และส่วนที่เกี่ยวกับพ่อแม่ รวมทั้งพฤติกรรม และกลยุทธ์ของการเป็นพ่อแม่ ที่มีส่วนในการก่อปัญหา และแนวทางในการแก้ไข

ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการเล่าถึงผู้ป่วยรายสุดท้ายของสัปดาห์ ซึ่งเป็นหญิงอายุเพียง 15 ปี เนื่องจากผู้ป่วยคนนี้เฉลียวฉลาด หน้าตาดี มาจากครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่เธอกลับทำสิ่งที่คาดไม่ถึง คือ เธออวดแขนซ้ายที่มีรอยกรีดของมีดโกนเป็นตัวหนังสือ มีใจความว่า "อ้างว้าง" หรือ "ว่างเปล่า" (empty) ทำให้ผู้เขียนต้องพยายามอย่างหนัก เพื่อจะจินตนาการว่า ความรู้สึกทุกข์ทรมานของเด็กสาวนั้นมากขนาดไหน จนถึงต้องใช้มีดโกนกรีดลงบนเนื้อหนังมังสาของตัวเองราวกับผ้าขี้ริ้ว และอะไรเป็นสาเหตุของการกระทำเช่นนั้น

สถานที่ทำงานของผู้เขียนอยู่ในย่านของคนมีการศึกษาและฐานะดี แต่ละวันผู้เขียนมีผู้ป่วยวัยเด็กจากครอบครัวเหล่านั้น เข้ามารับการรักษาอยู่เป็นประจำตลอด 25 ปี ผู้เขียนจึงรู้สึกประหลาดใจว่า ทำไมผู้ป่วยวัยเด็กเหล่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่นๆ กลับมีโรคทางจิต และทางอารมณ์มากมาย เช่น ติดยา วิตกกังวล ซึมเศร้า โดยที่เด็กจะเข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาด้วยคำบ่นคล้ายๆ กัน คือ ขาดอะไรสักอย่างในชีวิต ว่างเปล่า ถูกกดดัน ไม่เป็นที่เข้าใจ วิตกกังวล และขาดความกระตือรือร้น ทั้งหมดนี้คือกลุ่มอาการขาดความสุขโดยที่เด็กไม่ทราบสาเหตุ เด็กเหล่านั้นส่วนหนึ่งถูกส่งมาพบผู้เขียนเนื่องจากเด็กมีอาการเด่นชัด แต่ก็มีกลุ่มที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจ ที่ขอมาพบผู้เขียนด้วยตัวเอง กลุ่มหลังนี้ผู้ปกครองมักไม่แสดงความกระตือรือร้นหรือตระหนักว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ผู้เขียนต้องพยายามหาเหตุผลจนได้ข้อสรุปว่า เป็นเพราะเด็กเหล่านี้ยังคงมีความสามารถในการศึกษา และทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี พ่อแม่จึงไม่ตระหนักว่าเด็กกำลังมีปัญหาร้ายแรง

ข้อมูลบ่งบอกว่าในปัจจุบันครอบครัวอเมริกันที่ถือว่า เป็นกลุ่มมีฐานะดีคือมีรายได้เฉลี่ย 120,000-160,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 400,000-500,000 บาทต่อเดือน มีสูงถึงร้อยละ 25 ของจำนวนครอบครัวทั้งหมด และราวร้อยละ 22 ของเด็กวัยรุ่นหญิง ที่มาจากครอบครัวเหล่านี้ เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึง 3 เท่า โดยเด็กจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 12 ปี นอกจากนั้นยังมีสถิติที่คาดไม่ถึงอีกนั่นคือ ร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้านี้จะฆ่าตัวตาย ในขณะที่เด็กชายมีอัตราการใช้แอลกอฮอล์และสารเสพย์ติดมากกว่าปกติ

คนทั่วไปมักคิดกันว่าเด็กจากครอบครัวมีฐานะจะเป็นเด็กที่ได้รับการประคบประหงมมากเกินไป เพราะพ่อแม่มักไม่ค่อยให้รับผิดชอบงานบ้าน แต่ในความเป็นจริงนั้น เด็กกลุ่มนี้กลับกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะต้องแบกรับความคาดหวังสูงมากโดยเฉพาะในด้านการเรียน การวิจัยพบว่าเด็กเหล่านี้จะรู้สึกว่า อะไรก็ตามที่ต่ำกว่าความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นความล้มเหลว ส่งผลให้พวกเขาเป็นเด็ก มีสถิติการฆ่าตัวตายสูง และหวาดกลัวต่อความล้มเหลวเพียงเล็กน้อย ข้อมูลบ่งบอกว่าเด็กมักมาพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย เช่น เมื่อถูกตัดตัวออกจากการเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เด็กก็จะมาพบแพทย์ในสภาพน้ำตานองหน้า เพราะไม่กล้ากลับไปหาผู้ปกครองด้วยเกรงว่าจะทำให้ผู้ปกครองผิดหวัง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยิ่งพ่อแม่โอ๋เด็กมากเท่าใด เด็กยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้นเท่านั้น เพราะความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากการที่เด็ก ไม่สามารถสร้างความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง หรือไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ จึงเท่ากับว่า ยิ่งผู้ปกครองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเด็กมากเท่าใด เด็กจะยิ่งไม่สามารถพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ความสามารถและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ตามความเห็นของผู้เขียน เด็กที่มีสุขภาพจิตดีคือเด็กที่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร สามารถยืนกรานจะทำในสิ่งที่ชอบ และจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่ทำให้ตัวเองมีความสุข เด็กเหล่านี้จะสามารถพัฒนาตัวตนได้ดี นั่นหมายความว่า เด็กจะรู้สึกว่าสามารถควบคุมตัวเองได้ มีค่าในโลก สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้อื่น มีสิ่งที่ตัวเองสนใจ หรือมีงานอดิเรกที่ทำให้ตัวเองเพลิดเพลิน รู้สึกและยอมรับในคุณค่าของตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใดดูแลตัวเองได้ ส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักความสุขของตัวเอง สามารถเลือกกิจกรรมที่ตัวเองจะมีความสุขได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำแนะนำของผู้อื่นว่า เขาควรทำอย่างไร คนอื่นจึงจะชื่นชมแล้วมีความสุขจากคำชื่นชมนั้นๆ นอกจากนี้เด็กที่รู้จักเป็นตัวของตัวเองจะสามารถบริหารจัดการตัวเองได้โดยไม่ยอมปล่อยให้ผู้อื่นชักใย หรือไม่ยอมให้ผู้อื่นตัดสินใจแทนให้ เด็กจะรู้จักปรับพฤติกรรมตามความจำเป็น รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ มีความสามารถหรือความชำนาญ ในการควบคุมตัวเอง อดทนต่อความไม่พอใจ เข้าใจที่จะไม่ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ อีกทั้งยังรู้จักการทนรอความพอใจที่จะเกิดขึ้นในวันหน้าและมีความสนใจในสิ่งเร้าภายนอก

ยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่มีความรู้สึกในความเป็นตัวตน (sense of self) จะมีความกล้าในการยืนยันความคิดของตัวเอง ถึงแม้จะรู้ว่ามีโอกาสทำให้ผู้ปกครองไม่พอใจก็ตาม เพราะเด็กมีความมั่นใจว่าความสัมพันธ์ที่ตนมีกับผู้ปกครองนั้น มั่นคงเหนียวแน่นมากพอ จึงกล้าคิดหรือตัดสินใจกระทำกิจกรรมที่แตกต่างจากความต้องการของผู้ปกครอง หากเมื่อใดที่ผู้ปกครองบีบบังคับหรือตัดสินใจให้เด็กมากเกินไปในทุกสถานการณ์หรือแม้แต่ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เด็กไม่สามารถมีพัฒนาการสู่ความเป็นตัวตนได้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ผู้ปกครองที่ร่ำรวย ได้ทำลายกลไกการพัฒนาความเป็นตัวตนของเด็ก ด้วยข้อกดดันที่มากเกินไปทั้งในด้านการศึกษา และการวัดความสำเร็จในด้านอื่นๆ เช่น กีฬา ดนตรี อีกทั้งชอบวิพากษ์วิจารณ์เด็กอย่างรุนแรง เมื่อเด็กพลาดหรือทำอะไรให้ตัวเองผิดหวัง ผลกระทบที่สำคัญอีกอย่างจากการที่พ่อแม่ เข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของลูกมากเกินไปก็คือ ลูกจะไม่กล้าสร้างความผูกพันใกล้ชิดกับผู้อื่น เพราะกลัวความรักฉันชู้สาว ต้องการทั้งความมั่นคง และการเติบโต นั่นคือต้องรู้จักเป็นตัวของตัวเอง ต้องมีเวลาอยู่ด้วยกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่ยังคงมีช่องว่างสำหรับการพัฒนาตัวเองด้วย

ผู้เขียนเน้นย้ำประเด็นเกี่ยวกับวัยรุ่นว่า เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการสร้างเอกลักษณ์ (identity) ซึ่งเป็นงานที่ยากลำบาก และต้องการความช่วยเหลือจากผู้ปกครองที่ไม่ใช่การบงการ หากเป็นการให้โอกาสในการสร้างความเป็นตัวตน ตราบใดที่ผู้ปกครองแยกแยะไม่บอกว่าอะไรคือความช่วยเหลือและอะไรคือการบงการ ตราบนั้นจะเกิดเด็กที่มีปัญหาทางจิต อย่างไม่สิ้นสุด และที่แย่ไปกว่านั่นคือ ผู้ปกครองฐานะดีจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจในการพาลูกเข้ารับความช่วยเหลือ เมื่อเด็กไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง ได้จนเกิดปัญหาทางจิตโดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาอย่างเงียบๆ เช่น ท้อแท้และใช้แอลกอฮอล์ ส่งผลให้เด็กต้องได้รับความทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลานานกว่าจะได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งบางครั้งก็สายเกินไปหรือในบางกรณีก็ยากที่จะเยียวยา

หน้า 45


The Price of Privilege : ราคาของความมั่งคั่ง (2)

คอลัมน์ ผ่าสมองของปราชญ์  โดย นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3852 (3052)

เขียนเสนอว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กจากครอบครัวที่มั่งคั่งมีปัญหาร้ายแรงได้แก่ วัฒนธรรมของคนมีฐานะ อันประกอบด้วยวัตถุนิยม (materialism) การแข่งขันอย่างรุนแรง (competition) ลัทธิต้องดีพร้อมหมด (perfectionism) และปัจเจกหรืออัตตานิยม (individualism)

การวิจัยพบว่าครอบครัวที่มั่งคั่งจะให้ความสำคัญต่อเรื่องเงินมากที่สุด ทั้งที่ผลงานวิจัยส่วนใหญ่ได้ยืนยันแล้วว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เรามีเงินมากพอ ที่จะใช้ตอบสนองต่อความต้องการเบื้องต้นได้แล้ว และในขณะเดียวกันเงินก็ไม่ใช่สาเหตุของความทุกข์ด้วย ดังนั้นเงินจึงไม่ใช่ทั้งจำเลย และตัวการที่ทำให้เกิดปัญหา แต่การให้คุณค่ากับวัตถุที่แสดงออกด้วยความมั่งคั่ง ฐานะ ภาพลักษณ์ และการบริโภคต่างหากที่เป็นตัวการในการกระตุ้นให้เด็กสร้างพฤติกรรมที่พ่อแม่ต้องการ เพราะพ่อแม่มักจะใช้วัตถุ หรือสิ่งของภายนอกมาเป็นตัวทดแทนการสร้างสัมพันธภาพกับเด็ก จนทำให้เด็กเฝ้าแต่วัดความสำเร็จของเขาจากสิ่งของที่เขามี ส่งผลให้เด็กมีปัญหาในการพัฒนาตัวตน เพราะเด็กไม่สามารถใช้สิ่งกระตุ้นภายในตัวเอง แต่กลับใช้ตัวกระตุ้นภายนอก หรือคำชมของผู้อื่นมาแสดงความเป็นตัวตนหรือให้ค่าของตัวเอง

นอกจากนั้นวัตถุนิยมยังนำมาซึ่งการแข่งขันที่ไม่ถูกต้อง และการศึกษาพบว่า นักเรียนที่ยึดวัตถุนิยมสูงจะชอบการแข่งขัน เด็กจะแข่งขันเพื่อให้ได้รับความสำเร็จในการศึกษา อาชีพการงาน รวมทั้งคำยกย่องจากสังคม มาเป็นสื่อในการแสดงความมีตัวตน หรือความสำเร็จ เด็กไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าเพราะการเป็นตัวเขา แต่ค่าของเขาเกิดจากความสำเร็จที่สังคมคาดหมาย หรือมอบให้ ส่งผลให้เขามีค่านิยมของการแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก บางครั้งกิจกรรมที่ทำให้เด็กเด่นดังหรือประสบความสำเร็จอาจมิใช่กิจกรรมที่เด็กต้องการกระทำอย่างแท้จริง เพราะการที่เด็กต้องแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดเวลาเพื่อจะรักษาระดับความสำเร็จนั้นไว้นำความทุกข์มาให้เขา เด็กจึงต้องการหยุดทำกิจกรรมนั้น แต่สังคมยังคงคาดหวังความสำเร็จจากตัวเด็ก ความสำเร็จจึงไม่ได้นำความสุขมาให้ แต่กลับยิ่งทำให้เด็กรู้สึกอ้างว้างในจิตใจ จนอาจเป็นที่มาของการใช้มีดโกนกรีดคำว่า "อ้างว้าง" หรือ "ว่างเปล่า" (empty) ไว้บนแขนของตัวเอง หรือแม้แต่นำมาซึ่งการฆ่าตัวตาย

ลัทธิต้องดีพร้อมหมด (perfectionism) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กขาดความสุข เพราะมันทำให้เด็กต้องเหนื่อยเกินไป ในการเพียรพยายามขวนขวายให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ จนอาจถึงต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต เช่น ความสัมพันธ์ ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ เวลาว่างและความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นที่ทราบกันดีว่า สังคมของผู้มีฐานะดีมักจะมีแต่คำว่า "ยังไม่ดีพอ" นั่นเป็นเพราะสังคมของคนกลุ่มนี้ต้องการแต่ "สิ่งที่ดีสุดยอด" เท่านั้นซึ่งบางครั้งมันเกินขอบเขตของสิ่งที่มนุษย์จะทำได้ คนกลุ่มนี้มักชอบเรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์ และมีความสัมพันธ์อย่างมีเงื่อนไข นั่นคือ ต้องประสบความสำเร็จตามที่ตนเรียกร้องจึงจะได้รับความรัก ส่งผลให้เด็กรู้สึกขาดความมั่นใจ และต้องการการเห็นด้วยตลอดเวลา คนเหล่านี้จะไม่สามารถมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน เพราะมัวแต่รอความสำเร็จของวันข้างหน้าที่ไม่เคยมาถึง สร้างความกดดันให้กับทั้งตัวเองและคนอยู่ด้วยตลอดเวลา ผู้เขียนเสนอว่า การที่พ่อแม่ชอบบีบบังคับลูกเช่นนี้อาจเป็น เพราะคนกลุ่มนี้มีความซึมเศร้า และความปรารถนาของตัวเอง ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง จึงผลักดันความต้องการนั้นไปให้ลูก การที่พ่อแม่เลือกหนทางชีวิตให้ลูก ทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ขาดแรงบันดาลใจ ผู้เขียนแนะว่าแทนที่พ่อแม่จะทำเช่นนั้น พ่อแม่ต้องพยายามสังเกตจนอ่านให้ออกว่าลูกมีความสามารถพิเศษด้านใด และต้องตระหนักถึงสัจธรรมอย่างหนึ่งไว้เสมอ นั่นคือ ถนนมีหลายสาย และสายที่ดีอาจไม่เกี่ยวข้องกับเงินทองเสมอไป สายที่เราควรจะเลือกต้องเลือกด้วยหัวใจ เพราะมันจะเป็นเส้นทางที่จะทำให้เรามีความสุข จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องส่งเสริมลูกให้เลือกเส้นทางชีวิตของเขาเอง และทำให้เขาสามารถเป็นในสิ่งที่เขาอยากจะเป็น ลูกจึงจะรู้สึกประสบความสำเร็จ และสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ในอนาคต

วัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งที่เด็กจากครอบครัวฐานะดียึดถือคือ อัตตานิยมอันเป็นผลมาจากการที่เด็ก อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง เด็กจึงมีแนวโน้มที่จะเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ให้คุณค่ากับสังคม ส่งผลให้เด็กขาดความรู้สึกของการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น แยกตัวเอง ถึงขนาดที่ผู้ปกครองบางคนพบว่าเด็กเล็กๆ ที่เพื่อนโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือเพราะทำการบ้านไม่ได้ยังไม่ยอมรับโทรศัพท์เพียงเพราะเด็กคิดว่าเมื่อมีคนหนึ่งทำไม่ได้ ตัวเองจะได้เปรียบมากขึ้น เด็กจำพวกนี้มักคิดว่าเขาเกิดมาเพียงเพื่อตัวเองเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะแสดงให้ลูก เห็นคุณค่าของการเป็นพลเมืองดี ที่รู้จักหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับผู้อื่น นอกจากนั้นพ่อแม่ ควรจะสอนให้เด็กรู้จักอุทิศตนให้กับสังคม โดยเน้นการทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กเลือกศีลธรรมจรรยา ความเสียสละ และการแข่งขันที่เป็นธรรม เหนือการมีอภิสิทธิ์เพราะลูกของผู้มีฐานะดีเหล่านี้ มักเติบโตไปเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจ หรืออยู่ในอาชีพที่ต้องมีเมตตาธรรมสูง เช่น แพทย์ ทนายความและข้าราชการ

เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กในแต่ละวัยมีพัฒนาการทางปัญญาและสังคมแตกต่างกัน พ่อแม่จึงควรมีความเข้าใจในความแตกต่างนี้ เพื่อที่จะใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมในการอบรมสั่งสอนเด็ก อันจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี สามารถสร้างความเป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขได้ในอนาคต ผู้เขียนแบ่งเด็กออกตามวัยและเสนอแนวคิดให้พ่อแม่ดังนี้

ช่วงอายุ 2-4 ปี เด็กจะพัฒนาความจำแบบรูปธรรม และใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งเรียนรู้วิธีการทำให้พ่อแม่พึงพอใจ พ่อแม่จึงต้องรู้ว่าช่วงเวลานี้เด็กจะเลียนแบบผู้ปกครองทุกอย่าง จึงจำเป็นต้องระมัดระวังความประพฤติของตัวเอง

ช่วงอายุ 5-7 ปี เด็กจะมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง และจดจำเรื่องราวแบบทั้งหมด นั่นคือ ดีทั้งหมดหรือแย่ไปเสียทั้งหมด เด็กวัยนี้จะเอาใจใส่ต่อความต้องการของพ่อแม่และให้ค่ากับการถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด พ่อแม่จึงต้องระวังการวิพากษ์วิจารณ์ และต้องพยายามทำให้เด็กเข้าใจให้ได้ว่า การวิจารณ์นั้นทำต่อพฤติกรรมของเขา มิใช่ต่อตัวของเขา และต้องระวังมิให้เด็กเกิดความประทับใจต่อตัวเองในด้านลบ เพราะมันเป็นสิ่งที่ยากจะเปลี่ยนแปลงต่อไป ในอนาคต อันจะส่งผลให้เด็กทุกข์ทรมาน กับภาพลักษณ์ที่เป็นลบของตัวเองไปตลอดชีวิต

ช่วงอายุ 8-11 ปี เด็กจะพัฒนาความคิดแบบตรรกะและเริ่มจะประเมินตัวเองได้แล้ว อีกทั้งยังมีความสามารถที่จะเข้าใจด้วยว่า ตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นขาวหรือดำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เด็กในวัยนี้จะมีความต้องการให้พ่อแม่ให้ค่ากับเอกลักษณ์ (identity) และความพยายามของเขา มากกว่าผลการเรียนหรือการกระทำ นอกจากนั้นเด็กในวัยนี้ มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน หรือมีทัศนคติคล้ายคลึงกันได้แล้ว จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะสอนให้เด็กรู้จักการให้กับสังคม และเสียสละ พ่อแม่ต้องรู้จักแบ่งงานในบ้านให้เด็กรับผิดชอบ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะสร้างผลิตผลและเป็นคนดีของสังคมต่อไป

ช่วงอายุ 12-14 ปี เป็นช่วงที่เด็กสามารถที่จะคิดแบบนามธรรมได้ เด็กจะพยายามแยกตัวจากพ่อแม่ จนทำให้บางครั้งเด็ก จะรู้สึกกระวนกระวายเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ พ่อแม่จึงควรใช้เวลาอาหารเย็นกับเด็กให้มากขึ้น เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่เด็ก สามารถแสดงความคิดเห็นหรือถ่ายทอดประสบการณ์ในแต่ละวันของเขา พ่อแม่ควรรับฟังด้วยความเคารพ เพื่อช่วยให้เด็กมีโอกาสพัฒนา รวมทั้งทำให้เด็กได้รู้สึกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อเขา และรับรู้ถึงคุณค่าที่เขามีต่อพ่อแม่ ยิ่งไปกว่านั้นพ่อแม่ต้องยินดีที่จะให้เขาแยกตัวด้วยการถอยห่างจากเขา แต่ยังคงทำตัวเป็นรังที่อบอุ่น เพื่อให้เขาสามารถสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง

ช่วงอายุ 15-17 ปีเป็นช่วงที่เด็กมีความขัดแย้ง บางครั้งเด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าแต่บางครั้งกลับรู้สึกตรงข้าม พ่อแม่ต้องตั้งความหวังที่ถูกต้อง และเหมาะสมเพื่อให้ลูกสามารถเรียนรู้ ที่จะผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากไปได้ด้วยตัวเอง เด็กจะต้องเรียนรู้ที่จะทำผิดพลาดเพื่อให้เขาสามารถหาหนทางของตัวเอง หรือมีกลยุทธ์ที่จะพาตัวเอง ออกจากความยากลำบากในขณะที่ยังมีพ่อแม่คอยคุ้มครองอยู่ห่างๆ สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ควรทำในช่วงเวลานี้คือ การสื่อสารให้ลูกได้รับรู้ว่า พ่อแม่มีความรักและมิตรภาพที่แท้จริงต่อเขา

หน้า 45


The Price of Privilege : ราคาของความมั่งคั่ง (3)

คอลัมน์ ผ่าสมองของปราชญ์  โดย นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3853 (3053)

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พ่อแม่มีส่วนสำคัญที่สุดต่อพัฒนาการทั้งทางสติปัญญาและอารมณ์ของเด็ก ดร.ไดแอนา บอมาไรน์ (Dr.Diana Baumarind) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้ได้ศึกษารูปแบบของพ่อแม่ ที่ส่งผลถึงการพัฒนาการของเด็ก เป็นเวลากว่า 40 ปี สรุปว่ารูปแบบของการเป็นพ่อแม่มี 3 แบบ คือ แบบเผด็จการ แบบตามใจ และแบบผู้เชี่ยวชาญ กลยุทธ์แต่ละแบบที่พ่อแม่ใช้จะมีผลแตกต่างกันต่อพัฒนาการสู่ความมีอิสระ ความสามารถ และความรักของเด็ก

พ่อแม่แบบเผด็จการจะเข้มงวด ขาดความยืดหยุ่น ใช้กฎระเบียบที่ตึงเขม็งในการปกครองและไม่ยอมให้มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น สัมพันธภาพจะเป็นไปอย่างเหินห่าง อีกทั้งยังเรียกร้องผลงานจากลูกอย่างไม่สิ้นสุดอีกด้วย เมื่อเด็กทำไม่ได้ตามที่ต้องการจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงในขณะที่การตอบสนองต่อความต้องการของลูกจะต่ำที่สุดเช่นกัน เด็กที่เกิดในครอบครัวของพ่อแม่ประเภทนี้มักจะขาดการสนับสนุนในการพัฒนาความเป็นอิสระ ทำให้เด็กรู้สึกว่าการอยู่บ้าน เหมือนอยู่ท่ามกลางสงครามเป็นประจำ เด็กจะพยายามทำตัวเป็นกบฏมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมักลงเอยด้วยการใช้สารเสพย์ติด หรือแอลกอฮอล์ในการแก้ปัญหา เด็กจึงเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ขาดทักษะในการเข้าสังคม มีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าสูง มีบุคลิกภาพของการพึ่งพาสูงยังผลให้ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

พ่อแม่แบบตามใจจะให้ความเป็นเพื่อนและความร่วมมือกับลูกทุกอย่าง ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีสัมพันธภาพที่อบอุ่น และได้รับการสนองตอบต่อความต้องการเป็นอย่างดี พ่อแม่ประเภทนี้มักไม่กล้าใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดกับลูก และจะปกป้องลูกจากผลของพฤติกรรมไม่ดีหรือความล้มเหลวของลูก อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความผิดหวัง และทนไม่ได้เมื่อเห็นลูกไม่มีความสุขอีกด้วย ส่งผลให้เด็กกลายเป็นพวกที่ขาดความรับผิดชอบมากที่สุด มีผลการเรียนต่ำ ถูกชักจูงได้ง่าย ถึงแม้ว่าเด็กจะเป็นพวกที่เข้าสังคมเก่ง เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปและมีความมั่นใจสูง แต่มักขาดความสามารถที่จะรับมือกับความผิดหวังหรือความล้มเหลว จึงกลายเป็นกลุ่มที่มีปัญหา เกี่ยวกับการใช้สารเสพย์ติดมากที่สุด

พ่อแม่แบบผู้เชี่ยวชาญ หรือพ่อแม่ที่พึงปรารถนา เป็นประเภทที่มีความมั่นคงและยอมรับลูกอย่างที่เด็กเป็น มีการให้คำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังและข้อจำกัด พวกเขาจะให้ความสมดุลกับลูกทั้งเรื่องการเรียกร้อง และการสนองตอบ รวมทั้งให้การสนับสนุนมากกว่าคำวิพากษ์วิจารณ์หรือการทำโทษ รู้จักให้กำลังใจเพื่อให้ลูกทำกิจกรรมต่างๆ จนประสบความสำเร็จ พ่อแม่ประเภทนี้ให้ค่ากับการให้ความร่วมมือ การเข้าสังคมและแสดงความรับผิดชอบ เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายมากกว่าการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย อีกทั้งยังให้อิสระกับเด็กอย่างเต็มที่ ในการตัดสินใจกับเรื่องท้าทายในชีวิตอีกด้วย เด็กจากครอบครัวประเภทนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูง มีทักษะในการเข้าสังคม มีผลการเรียนดี ใช้สารเสพย์ติดน้อย และไม่เผชิญกับโรคซึมเศร้า จึงสามารถพัฒนาไปสู่ชีวิตที่มีความเป็นอิสระ มีความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพอันลึกซึ้งกับผู้อื่น  และมีความสุขกับความสามารถของตัวเอง

ผู้เขียนเน้นเรื่องรูปแบบของการเป็นพ่อแม่ที่ส่งผลต่อความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก อย่างไรก็ตามบางครั้งเด็กอาจรู้สึกขาดความเชื่อมโยงหรือขาดความอบอุ่นเพราะผู้ปกครองไม่ได้ใกล้ชิดกับเขาอย่างแท้จริง เด็กมักจะอธิบายกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ว่า บางครั้งเขารู้สึกว่าแม่อยู่กับเขาตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยู่กับเขาเลย เพราะเด็กรู้สึกว่าแม่จะจ้ำจี้จ้ำไชและก้าวก่ายไปในทุกเรื่อง แต่ไม่เข้าใจเขาเลย เด็กจึงไม่รู้สึกอบอุ่นใจ ความรู้สึกอบอุ่นใจหมายถึงปฏิสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ และการยอมรับอันเป็นการสื่อถึงความรัก เพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจว่าพ่อแม่จะสนับสนุนและยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น จนทำให้เขามีความสามารถที่จะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองได้ ความรู้สึกอบอุ่นใจจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อคนทั้งคู่ต่างต้องมีหูที่จะฟัง และตาที่จะมองเห็นเรื่องราวของกันและกันอย่างแท้จริง ซึ่งเหมือนกับตอนที่เราฟังเพื่อนปรับทุกข์ เราให้เวลาและความใส่ใจฟังเพื่อน เด็กก็ต้องการแบบเดียวกัน ผู้เขียนแนะว่าพ่อแม่ต้องพยายามอย่ารีบด่วนให้ข้อสรุป หรือวิธีแก้ปัญหาแก่เด็ก ตรงข้ามต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดและพยายามเข้าใจเขาอย่างถ่องแท้เสียก่อน

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ครอบครัวของคนมีฐานะดีมักเป็นครอบครัวที่ขาดเวลาให้แก่กันและกัน เพราะสมาชิกในครอบครัว ต่างมีกิจกรรมส่วนตัวมากเป็นพิเศษกว่าครอบครัวอื่นๆ สภาพเช่นนี้มักก่อให้เกิดอาการที่เรียกกันในหมู่นักวิจัยว่า "กลุ่มอาการช้อนเงิน" (silver spoon syndrome) นั่นคืออาการของเด็กในครอบครัวฐานะดีที่รู้สึกว่าตัวเองได้คะแนนน้อยนิด จากสิ่งทั้งหมดที่พ่อแม่ต้องการให้ทำ ส่งผลให้เกิดความตรงข้ามระหว่างเงินกับความใกล้ชิด นั่นคือยิ่งมีเงินมากเท่าไร ความใกล้ชิดยิ่งลดลงมากเท่านั้น สัญลักษณ์หนึ่งของความสัมพันธ์ในครอบครัวที่นักจิตวิทยา ให้ความสำคัญคือ การกินข้าวด้วยกัน การศึกษาพบว่าครอบครัวที่มีการรับประทานอาหารร่วมกันมากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีเด็กที่มีอาการซึมเศร้า และใช้ยาเสพย์ติดน้อยกว่าปกติ ส่วนครอบครัวที่มีกิจกรรมนี้น้อยกว่า 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีเด็กที่มีอาการเหล่านั้นมากกว่าปกติ การกินข้าวด้วยกัน ทำให้เด็กรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว และรู้สึกอบอุ่นใจ สิ่งหนึ่งที่นักจิตวิทยาต้องการให้พ่อแม่ตระหนัก คือ เวลาของสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัว เช่น ปู่ย่าตายาย ไม่สามารถทดแทนเวลาของพ่อแม่ที่ให้กับเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีพ่อแม่บางคนตีความหมายของความอบอุ่นผิดไป ด้วยการเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเด็กมากเกินไป หรือออกความเห็นในทุกเรื่องจากการที่พ่อแม่กลัวความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น หรือวิตกกังวลมากเกินไป ส่งผลให้เด็กไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการแก้ไขปัญหา ขาดความคิดสร้างสรรค์ และเกิดความกระสับกระส่ายจนทำให้เกิดปัญหาทางจิตได้

ผู้เขียนเสนอว่า โดยทั่วไปการแสดงความอบอุ่นจากพ่อแม่นั้นอาจผ่านการแสดงออกได้ 2 แบบ คือ การชมและการวิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่ มักไม่เข้าใจว่าการชมที่พร่ำเพรื่อเป็นความอบอุ่นที่ไม่ดี พ่อแม่ควรใช้การชม เป็นเครื่องมือเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา หรืองานที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ หรือความสำเร็จที่พิเศษเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วเด็กจะรู้สึกสับสน และขาดความเชื่อมั่นจนอาจทำให้เด็กถึงกับงุนงงได้ในบางครั้ง เช่น การที่พ่อแม่ชมลูกว่าเป็นเด็กพิเศษ แต่ใช้ลูกเทขยะและจัดโต๊ะอาหาร เด็กจะงงว่าถ้าเขาพิเศษจริง เหตุใดต้องทำงานประเภทนี้ นอกจากนั้นการชมอาจกลายเป็นการควบคุมหรือการคร่ำครวญก็ได้ เพราะลูกจะรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าความรักของพ่อแม่ที่มีต่อเขาเป็นความรักที่มีเงื่อนไข นั่นคือลูกต้องประสบความสำเร็จ มีผลงานดี พ่อแม่จึงจะรัก ส่งผลให้เด็กหลีกเลี่ยงสิ่งใหม่ๆ เพราะกลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ หรือบางครั้งการที่พ่อแม่ชื่นชมเด็กนั้น ก็เป็นเพียงแค่การเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของตัวเองด้วยความสำเร็จของลูก การทำเช่นนั้นย่อมส่งผลให้ลูกเครียดมากขึ้นแทนที่จะมีความสุขอย่างแท้จริง พ่อแม่ที่มีความรักอย่างแท้จริงให้กับลูกต้องยอมรับลูกไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์นั้น พ่อแม่ต้องทำให้เด็กรู้สึกให้ได้ว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของเขาไม่ใช่ตัวเขา ต้องไม่ใช่การตำหนิว่าเด็กไม่ดีพอ การทำเช่นนั้นจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่าเพราะมันเป็นการทำลายความเป็นตัวของตัวเอง และความภาคภูมิใจของเด็ก บางครั้งพ่อแม่ตำหนิเด็กเพราะพ่อแม่ทนไม่ได้กับความไม่ดีครบหมดทุกอย่าง (perfection) นั่นเป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงความไม่พึงพอใจในตัวเองด้วยการหันไปตำหนิลูก การแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ ส่งผลในทางทำลาย เด็กจะรู้สึกซึมเศร้าและบกพร่อง ยิ่งไปกว่านั้นการทำเช่นนี้บ่อยๆ จะทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาไม่มีค่ามากพอกับความรักของพ่อแม่อันนำมาซึ่งการทำร้ายตัวเองจนถึงกับฆ่าตัวตายได้ การที่พ่อแม่ทำลายพัฒนาการตัวตนของลูกด้วยวิธีนี้ส่งผลให้ลูกรู้สึกเกลียดชังตัวเอง อารมณ์นี้ถือเป็นอารมณ์ที่อันตรายที่สุดที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็กโดยเฉพาะจากน้ำมือของพ่อแม่

นอกจากนั้นการวิจารณ์ลูกในที่สาธารณะด้วยการดูหมิ่นดูแคลน หรือการทำให้ลูกขายหน้าเป็นสิ่งที่เด็กยอมรับไม่ได้ ฉะนั้นพ่อแม่จะต้อง สำเหนียกถึงน้ำเสียงและวิธีพูดจากับลูกอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าเขากำลังมีความรู้สึกอย่างไร

หน้า 49


The Price of Privilege : ราคาของความมั่งคั่ง (จบ)

คอลัมน์ ผ่าสมองของปราชญ์  โดย นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3854 (3054)

โดยสรุปหน้าที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการเป็นพ่อแม่คือ การอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดีของสังคม ซึ่งจะทำได้โดยการควบคุมดูแลลูก ด้วยกฎระเบียบที่แน่นอนเพื่อส่งเสริมให้ลูกรู้จักรับผิดชอบและรู้จักคิด อันจะส่งผลให้ลูกสามารถดูแลตัวเองได้ในระยะยาว ประสบความสำเร็จในการเรียน มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีและมีความสุข หากพ่อแม่ไม่ควบคุมหรือมีกฎระเบียบให้กับลูกเลย ลูกจะคิดว่าพ่อแม่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจหรือละเลยเขา ทำให้เด็กกลายเป็นคนขาดความรับผิดชอบในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นกฎระเบียบอาจถือเป็นสัญลักษณ์ของความคาดหวังที่ชัดเจน ของพ่อแม่ต่อตัวเด็ก เด็กจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่ตั้งความหวังอะไรจากเขา นอกจากนั้นการควบคุมยังบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ และทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร กับใคร ปลอดภัยหรือไม่และเมื่อไหร่จะกลับบ้าน มันเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น

นอกจากนั้นเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรได้รับการดูแลใกล้ชิดกว่าเด็กทั่วไป การที่พ่อแม่จะทำให้เกิดความสมดุล ระหว่างการควบคุม และการปล่อยให้ลูกเป็นอิสระเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง ที่ผู้เขียนเน้นเพราะการที่พ่อแม่ไม่เฝ้าติดตามดูแลเด็กเลย เด็กอาจรู้สึกถึงความละเลย จนทำให้เด็กได้รับอันตราย จากการล่อลวง หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเช่น ทำร้ายตัวเอง ใช้สารเสพย์ติด มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หรือทำผิดกฎหมาย เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่

ในบางกรณีพ่อแม่ใช้วิธีการควบคุมที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือ การเข้าไปควบคุมทางจิตวิทยา ซึ่งเป็นการพยายามเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเด็ก ด้วยการกดดันให้เกิดพฤติกรรมที่พ่อแม่ต้องการโดยการสร้างความรู้สึกผิด อับอาย หรือวิตกกังวลให้กับเด็กหากเด็กไม่สามารถทำได้อย่างที่พ่อแม่ต้องการ การควบคุมด้วยวิธีนี้มักเกิดขึ้นเมื่อความต้องการ หรือความวิตกกังวลของพ่อแม่มีมากเกินไป หรือไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเด็ก บางครั้งวิธีการสื่ออยู่ในรูปของการใช้คำพูดที่รุนแรง และถากถางให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ และยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเด็กได้อีกด้วย การศึกษาพบว่าผลดีจะเกิดขึ้นได้มากกว่า หากพ่อแม่สามารถส่งสัญญาณให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่ยินดีให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ รวมทั้งพยายามสอนลูกด้วยความรัก และการควบคุมแต่พฤติกรรม โดยไม่พยายามที่จะควบคุมเขาทางจิตวิทยา เด็กจะสามารถเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ และจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาได้เอง เพราะการเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจได้ดี ต้องอาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเองและเวลา

ยิ่งไปกว่านั้นการศึกษายังพบอีกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เด็กมีความสุขก็คือ การอยู่ในครอบครัวที่มีความสุข นั่นหมายถึงเด็กอยู่กับแม่ที่ดีและมีความสุข เพราะเด็กจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวมีฐานะดี มักจะมีพ่อเป็นผู้ทำงานนอกบ้าน อีกทั้งยังเป็นไปตามสัญชาตญาณของมนุษย์ที่จะมีแม่เป็นผู้ให้การเลี้ยงดู ผู้เขียนเน้นว่าการจะเป็นแม่ที่ดีได้ก็ต่อเมื่อความต้องการภายในของแม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่เช่นกัน เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะสามารถแบ่งน้ำให้คนอื่นดื่มตราบใดที่ตัวเองยังไม่มีน้ำดื่ม นั่นหมายความว่าแม่เองก็ต้องได้รับความรัก การเห็นคุณค่า และมีความสัมพันธ์ที่ดีก่อนจึงจะสามารถถ่ายทอด หรือแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นให้กับลูกได้ สิ่งหนึ่งที่แม่ต้องตระหนักถึงเสมอก็คือ สภาพจิตใจของตัวเองเป็นสายชีวิตของลูก เพราะเด็กจะพยายามอย่างเต็มความสามารถ เพื่อทำให้แม่มีความสุข เด็กจะมีจิตใต้สำนึกที่หยั่งรู้ได้ว่า แม่มีความสุขหรือไม่ เด็กจึงมักตะเกียกตะกายที่จะประสบความสำเร็จให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อเอาใจแม่ ถ้าแม่ไม่มีความสุขเขาจะเหนื่อยจนตาย ฉะนั้นหากแม่รู้ตัวว่าไม่มีความสุข ก็ต้องแสวงหาความช่วยเหลือ เพื่อให้ตัวเองมีความสุข เพื่อความสุขของลูกด้วย

ผู้เขียนกล่าวว่าปัญหาหนึ่งที่นักจิตวิทยาพบเสมอก็คือ แม่เป็นโรคซึมเศร้า การศึกษาแม่ที่เป็นโรคนี้สรุปว่า แม่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกน้อยลง ทำให้ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกได้ อีกทั้งจะมีอาการหงุดหงิดใส่ลูกได้ง่ายด้วย รวมทั้งชอบวิพากษ์วิจารณ์ลูก ส่งผลให้ลูกหาทางออกด้วยการใช้สารเสพย์ติด และแอลกอฮอล์มากกว่ากลุ่มอื่น สถิติบ่งว่าลูกที่มีแม่อยู่ในภาวะนี้ ร้อยละ 61 จะมีปัญหาทางจิต โดยที่ร้อยละ 45 จะพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะลูกผู้หญิง

การที่ผู้หญิงที่มีฐานะดีไม่มีความสุขเพราะสัมพันธภาพระหว่างเธอ และสามีและเพื่อนเป็นไปอย่างเหินห่าง ทำให้ขาดที่พึ่งเมื่อเกิดปัญหา นอกจากนั้นสถิติยังชี้ว่า ผู้หญิงกลุ่มนี้จะมีอัตราการหย่าต่ำสุด และต่ำกว่ากลุ่มร่ำรวยด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวจะแย่เพียงใดก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะหญิงในกลุ่มนี้มักแต่งงานช้า และมีความเคยชินกับการเป็นภรรยา หรือมีฐานะในสังคมจากตำแหน่งหน้าที่การงานของสามี ประกอบกับไม่แน่ใจว่า หากหย่าแล้วจะดำรงชีวิตด้วยความสะดวกสบายได้เช่นเดิมหรือไม่ อีกทั้งยังกังวลในความกินดีอยู่ดีและอนาคตของลูกอีกด้วย พวกเขาจึงมักใช้วิธีการผลาญเงินรักษาความทุกข์ทรมาน เช่น ดื่มไวน์ดีๆ ช็อปปิ้ง หรือมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสกับคนใหม่ ในโรงแรมหรูๆ ห่างไกลตัวเมือง สิ่งเหล่านี้จะสามารถบรรเทาทุกข์ได้เพียงชั่วคราว แต่กลับสร้างปัญหาที่ยากจะเยียวยาในอนาคต ส่วนสามีของคนกลุ่มนี้ก็มักจะหลีกเลี่ยงการหย่า เพราะไม่ต้องการจ่ายค่าเลี้ยงดู และไม่ต้องการรับผิดชอบงานบ้านเอง ผลก็คือ ผู้หญิงในกลุ่มนี้จะพึ่งพาลูกมากกว่าปกติส่งผลให้ลูกมีปัญหาทางจิตได้ง่าย ลูกจึงมักแก้ปัญหาด้วยการพยายามหาทางไปเรียนให้ไกลจากพ่อแม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้สถิติยังบ่งว่า คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ร้องขอความช่วยเหลือจากสังคมน้อยที่สุดเพราะเป็นกลุ่มที่แยกตัว กลัวเสียชื่อเสียงและไม่ตระหนักว่าปัญหาของตนสำคัญ จึงทำให้ไม่ได้รับการแก้ไข ในเมื่อเธอสามารถนัดจิตแพทย์ให้กับลูกได้ ผู้เขียนจึงแนะนำว่าคนกลุ่มนี้ควรนัดหมายจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาให้กับตัวเองโดยแม่ต้องตระหนักว่า ตัวเองต้องได้รับการเยียวยาเพื่อให้ลูกมีโอกาสมีความสุข นอกจากนั้นการที่แม่สามารถจัดการกับความทุกข์ยาก และอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาของตัวเองได้จะเป็นตัวอย่างให้ลูกจัดการกับเรื่องราวและอารมณ์นั้นๆ ได้ด้วย มันเป็นการแสดงให้ลูกเห็นด้วยว่าโลกไม่ได้ยุติธรรมไปเสียทั้งหมด ความรักและความสัมพันธ์ที่ดีสามารถเยียวยาความเจ็บปวด ผิดหวังและล้มเหลวได้ ยิ่งไปกว่านั้นแม่ยังต้องเรียนรู้คุณค่าของตัวเอง เติบโตและมีพัฒนาการ อีกทั้งยังต้องยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบและการที่ตนจะไม่สามารถให้เวลาเต็มที่กับลูกบ้างเป็นครั้งคราว เพราะแม่ไม่สามารถเติมส่วนที่ขาดหายทุกนาทีให้ลูกกับได้ แม่จะต้องไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตนไม่ได้ทำให้ลูก เพราะแม่ต้องยอมรับว่า เวลาส่วนตัวของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ และให้ความเห็นอกเห็นใจตัวเองด้วย

ข้อสังเกต - หนังสือเล่มนี้ฉายให้เห็นภาพส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าร่ำรวยและมีความสุข ตัวเลขวัดรายได้ชี้ให้เห็นว่าเขาร่ำรวยจริง แต่สำหรับด้านระดับของความสุขตอนนี้เริ่มมีความสงสัยเกิดขึ้นแล้ว หนังสือเรื่อง The Progress Paradox ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปลายปี 2546 ชี้ให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่าการเพิ่มของรายได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นจริง แต่เมื่อรายได้เพิ่มต่อไปเป็นความมั่งคั่ง ความสุขอาจลดลง ปัญหาที่หนังสือเรื่อง The Price of Privilege กล่าวถึงเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้ความสุขของผู้ที่มีรายได้ในระดับมั่งคั่งลดลง อย่างไรก็ตามชาวโลกส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงตั้งหน้าตั้งตาแสวงหารายได้เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งและเมื่อได้มาก็ตั้งหน้าตั้งตาบริโภคเพิ่มขึ้น

ตอนนี้สังคมไทยมุ่งเดินไปในแนวเดียวกับสังคมอเมริกันอย่างเต็มที่จนทำให้เกิดความรู้สึกโดยทั่วไปว่า มาตรฐานในการชี้วัดสถานะทางสังคมมักเป็นความร่ำรวยและการบริโภคแบบหรูหรามากกว่าคุณความดีเฉกเช่นในสมัยก่อน ส่งผลให้มีการแข่งขันกันมากขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่ด้านการศึกษาอันนำมาซึ่งความคิดในการจัดอันดับมหาวิทยาลัย เหมือนกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เด็กไทยมีความเครียดมากขึ้น จนถึงกับเกิดอาการขาดความสุขรวมทั้งการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อาการเหล่านี้อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด

ผู้ที่จะมีครอบครัวควรจะได้มีโอกาสศึกษาถึงปัญหาที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ นั่นหมายความว่าเหตุการณ์จำพวก "พ่อแม่รังแกฉันโดยไม่ตั้งใจ" ย่อมเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หน้า 45