หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทุนสัมปทานโทรคมในรบ.ทักษิณ กับธรรมาภิบาลภาครัฐ

มติชนรายวัน  วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10498

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการสัมนาวิชาการประจำปี เรื่อง สู่หนึ่งทศวรรษหลังวิกฤตเศรษฐกิจ : ได้เรียนรู้ และปรับปรุงอะไรบ้าง? วันที่ 9-10 ธันวาคม 2548 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี เป็นรายงาน กลุ่มที่ 3 ธรรมาภิบาลทางการเมืองกับนโยบายทางเศรษฐกิจ เรื่องทุนสัมปทานกับธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ

กรณีศึกษาต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับบริษัทต่างๆ ในเครือของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเคยถือหุ้นใหญ่โดยครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการใช้มาตรการและนโยบายของรัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจโทรคมนาคม

กรณีการออก พ.ร.ก. ภาษีสรรพสามิตบริการโทรคมนาคม

ที่ผ่านมา กลุ่มทุนโทรคมนาคมในประเทศไทย พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม ในทิศทางที่ตนจะได้ประโยชน์มหาศาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเรียกร้องที่จะไม่จ่ายค่าสัมปทานต่อไป เช่น เมื่อปี 2545 ซึ่งเป็นปีที่สองในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็มีข้อเสนอให้ผู้รับสัมปทานโทรคมนาคมทุกรายหยุดจ่ายค่าสัมปทานตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นไป ทั้งๆ ที่สัญญาส่วนใหญ่ยังมีอายุต่อไปเกินกว่า 10 ปี แต่ข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มทุนสัมปทานโทรคมนาคมจะได้รับผลประโยชน์มหาศาลเป็นมูลค่าเกินกว่า 1 แสนล้านบาท

เมื่อกลุ่มทุนโทรคมนาคมไม่สามารถปฏิเสธการจ่ายค่าสัมปทานได้ แนวทางใหม่ในการแปรสัญญาสัมปทาน จึงถูกเสนอขึ้น ภายใต้ตรรกะที่ว่า หากตนต้องจ่ายค่าสัมปทานต่อไป ก็ต้องหาทางทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีภาระทางการเงินสูงตามไปด้วย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้คู่แข่งเหล่านี้ เติบโตขึ้นมาแข่งขันกับตนได้ วิธีหนึ่งในการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็คือ การนำเอา "ภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม" มาใช้ เพราะสามารถอ้างได้ว่า รัฐต้องจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการทุกรายในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าผู้ประกอบการรายใหม่จะเคยได้สิทธิพิเศษเหมือนรายเดิมหรือไม่ก็ตาม

แนวทางนี้ถูกผลักดันจนสำเร็จในช่วงต้นปี 2546 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ โดยการออกพระราชกำหนด 2 ฉบับ ทั้งนี้ รัฐบาลให้เหตุผลในการออกพระราชกำหนดว่า "เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ" พระราชกำหนดดังกล่าวมีผลทำให้กิจการโทรคมนาคม มีอัตราภาษีสรรพสามิตตามมูลค่าสูงสุดร้อยละ 50

ต่อมา รัฐบาลทักษิณได้กำหนดอัตราภาษีภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโทรศัพท์พื้นฐานที่อัตราร้อยละ 10 และร้อยละ 2 ตามลำดับ และหลังจากนั้นไม่นาน คณะรัฐมนตรีก็มีมติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 อนุญาตให้นำเอาภาษีสรรพสามิตของผู้รับสัมปทานบริการโทรคมนาคมไปหักออกจากค่าสัมปทาน

มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงมีลักษณะเลือกปฏิบัติในการจัดเก็บภาษี และขัดแย้งโดยสิ้นเชิง กับเหตุผลในการออกพระราชกำหนด ซึ่งอ้างกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ในด้านความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะในกรณีของบริการโทรคมนาคม รายได้ที่รัฐจะจัดเก็บได้ในช่วงนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย เพียงแต่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งจัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง และส่วนที่เป็นค่าสัมปทานซึ่งจัดเก็บโดยรัฐวิสาหกิจที่เป็นคู่สัญญา

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบอย่างน้อย 2 ประการคือ ประการที่หนึ่ง รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล จากการยกเว้นภาษีให้แก่ผู้รับสัมปทาน ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมสรรพสามิต ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2546 จนถึงเดือนสิงหาคม 2549 ค่าสัมปทานที่ถูกหักออกเป็นภาษีสรรพสามิตมีมูลค่าถึง 47,134.39 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่า หากไม่มีการเลือกปฏิบัติทางภาษี รัฐน่าจะสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้เพิ่มเติม ในระดับที่ใกล้เคียงกับมูลค่าดังกล่าว

ประการที่สอง ค่าสัมปทานซึ่งเป็นค่าตอบแทนสิทธิพิเศษที่รัฐให้แก่ผู้รับสัมปทาน ถูกเปลี่ยนความหมายให้กลายเป็นภาษี ซึ่งรัฐต้องจัดเก็บจากผู้ประกอบการทุกราย ไม่ว่าผู้ประกอบการนั้นจะเคยได้ประโยชน์จากระบบสัมปทานหรือไม่ การเปลี่ยนความหมายของค่าสัมปทานนี้มีผลในการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ให้เข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ทั้งนี้ แม้ไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ผู้ประกอบการรายใหม่ก็ยากที่จะแข่งขันกับผู้รับสัมปทานอยู่แล้ว เพราะมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าเนื่องจากมีฐานลูกค้าเล็กกว่า และมีรายได้ต่อผู้ใช้บริการต่ำกว่า เนื่องจาก ลูกค้าที่เหลืออยู่ในตลาดมักเป็นลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำ

โดยสรุป ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบริการโทรคมนาคมในลักษณะดังกล่าวก็คือ ผู้รับสัมปทานในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น เพราะไม่ต้องกังวลกับการแข่งขันในอนาคต ส่วนผู้ที่เสียประโยชน์ก็คือ ประชาชนผู้ใช้บริการโทรคมนาคม ซึ่งเสียประโยชน์จากการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม ที่จะลดลงในอนาคต

กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานของเอไอเอส

สัญญาสัมปทานที่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เอไอเอส ได้รับจาก ทศท ในวันที่ 27 มีนาคม 2533 เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสัญญาที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อเครือชิน คอร์ปอเรชั่น เพราะรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นรายได้ส่วนใหญ่ของเครือ

สัญญาสัมปทานของเอไอเอสได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตัวอย่างการแก้ไขสัญญาครั้งสำคัญได้แก่

- การแก้ไขสัญญาครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2539 : บริษัทได้สิทธิในการขยายอายุของสัมปทานจาก 20 ปี เป็น 25 ปี เพื่อแลกกับการเลิกสิทธิผูกขาดในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่เพียงรายเดียวที่บริษัทมีอยู่กับ ทศท

- การแก้ไขสัญญาครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 : บริษัทได้รับการลดหย่อนการจ่ายค่าสัมปทาน จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในระบบพรีเพด (บัตรเติมเงิน) จาก ร้อยละ 25 เป็น ร้อยละ 20 ของรายได้ โดยอ้างว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2544 บริษัทคู่แข่งคือ แทค ได้รับการลดหย่อนค่าเชื่อมโยงโครงข่ายของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบพรีเพดจาก 200 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน เป็น ร้อยละ 18 ของรายได้

- การแก้ไขสัญญาครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 : ในกรณีที่บริษัทเข้าไปใช้เครือข่ายร่วม (roaming) ของผู้ประกอบการรายอื่น บริษัทได้สิทธิในการหักค่าใช้เครือข่ายร่วมที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการรายนั้น ก่อนจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ ทศท

ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาสัมปทานดังกล่าวข้างต้น เป็นประโยชน์อย่างมากต่อเอไอเอส ในขณะที่ ทศท ซึ่งเป็นคู่สัญญา ตลอดจนประชาชนไม่ได้ประโยชน์ในสัดส่วนที่ทัดเทียมกันแต่อย่างใด นอกจากนี้ ข้ออ้างที่ใช้ในการแก้ไขสัญญาแต่ละครั้งยังไม่สมเหตุสมผลหลายประการ กล่าวคือ

- แม้บริษัทจะมีสิทธิผูกขาดในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่เพียงรายเดียวตามสัญญาที่มีอยู่กับ ทศท ตั้งแต่ปี 2533 ในทางปฏิบัติ สิทธิผูกขาดในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่เพียงรายเดียวของบริษัทหมดไปแล้วตั้งแต่ปี 2534 เมื่อ กสท ให้สัมปทานบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่แทค

- การเชื่อมโยงโครงข่ายไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสัญญาสัมปทาน ดังจะเห็นได้ว่าแม้ในประเทศที่มีระบบสัญญาสัมปทาน ก็ยังมีการเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างผู้ประกอบการ นอกจากนี้ หลักปฏิบัติที่ดีในระดับสากล ในการคิดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายก็คือ เจ้าของโครงข่ายต้องไม่เลือกปฏิบัติระหว่างผู้ประกอบการรายอื่น ที่ขอเชื่อมโยงโครงข่าย

การที่ ทศท ปรับลดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบพรีเพดให้แก่แทค จึงไม่ควรเป็นข้ออ้างให้บริษัท ขอปรับลดการจ่ายค่าสัมปทานแก่ ทศท และแม้ว่าแทคได้รับการปรับลดค่าเชื่อมโยงโครงข่ายจาก ทศท เหลือร้อยละ 18 ของรายได้ อัตราดังกล่าวก็ยังสูงกว่าอัตราร้อยละ 0 ที่บริษัทได้รับจาก ทศท มากซึ่งถือว่ามีการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน

- การอนุญาตให้บริษัทหักค่าใช้เครือข่ายร่วมที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ก่อนจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ ทศท เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ ทศท ซึ่งในสัญญาเดิมจะคิดจากรายได้จากการให้บริการ โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนสร้างเครือข่ายเองน้อยลง ซึ่งทำให้ทรัพย์สินที่ ทศท จะได้รับจากสัมปทานลดลงตามไปด้วย

ผลจากการแก้ไขสัญญาดังกล่าว จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเอไอเอสและทำให้ ทศท ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเสียประโยชน์ และทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่

การประมาณการเบื้องต้นชี้ว่าเฉพาะการที่ ทศท ปรับลดค่าสัมปทานจากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบพรีเพดจาก ร้อยละ 25 เหลือ ร้อยละ 20 ให้แก่บริษัท น่าจะทำให้บริษัทได้รับประโยชน์ประมาณ 13,420 ล้านบาท เมื่อคิดเฉพาะช่วงเวลาระหว่างเดือนตุลาคม 2544 ถึงเดือนกันยายน 2549ในอนาคตมูลค่าความเสียหายดังกล่าว จะเพิ่มสูงขึ้นตามปริมาณการใช้บริการ โดยความเสียหายตลอดอายุสัญญาอาจสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท ตามที่มีการประมาณการกัน

กรณีการส่งเสริมการลงทุนในโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นปีที่สามของรัฐบาลทักษิณ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่งตามกฎหมาย ได้มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียม "ไอพีสตาร์" ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ซึ่งให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ เป็นระยะเวลาถึง 8 ปี หรือเทียบเท่ากับสิทธิประโยชน์สูงสุด ที่บีโอไอให้แก่นักลงทุนที่ลงทุนในเขต 3 ซึ่งเป็นเขตท้องที่ห่างไกล

รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจแจ้งว่า ภาษีเงินได้ที่บริษัทชินแซทเทลไลท์ ได้รับการยกเว้นสูงถึง 22,165 ล้านบาท แต่กฎหมายส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดมูลค่าภาษีเงินได้ที่จะได้รับการยกเว้นไว้ไม่เกินเงินลงทุนของโครงการคือ 16,459 ล้านบาท บริษัทจึงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 16,459 ล้านบาท

การส่งเสริมการลงทุนนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทชินแซทเทลไลท์ ซึ่งรวมถึงครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวไม่สมควรได้รับการส่งเสริมการลงทุน ด้วยเหตุผลหลายประการคือ

ประการที่หนึ่ง การส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวจะไม่มีผลโน้มน้าวให้เกิดการลงทุนใดๆ เพิ่มขึ้น เพราะบริษัทชินแซทเทลไลท์ ได้ตัดสินใจลงทุนไปแล้วนอกจากนี้ การขยายการลงทุนในธุรกิจดังกล่าว ยังถูกจำกัดด้วยตำแหน่งวงจรดาวเทียม และคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด

ประการที่สอง ดาวเทียมไอพีสตาร์ใช้เทคโนโลยีใหม่และมีประสิทธิภาพดีกว่าดาวเทียมแบบเดิมถึง 30 เท่า ซึ่งหมายความว่า ไอพีสตาร์สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามากอยู่แล้ว การได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงไม่มีความจำเป็นในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ชินแซทเทลไลท์

ประการที่สาม การยกเว้นภาษีเงินได้แก่บริษัทดังกล่าว ถือเป็นการให้การอุดหนุนแก่บริษัท ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ในตลาดโทรคมนาคมของประเทศไทย และอาจทำให้บริษัทสามารถผูกขาด การให้บริการโทรคมนาคมบางประเภทได้ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคในระยะยาว

ประการที่สี่ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนคือ ผู้ใช้บริการต่างชาติ ซึ่งได้รับการอุดหนุนบริการ และผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่านั้น โดยประชาชนไทยที่เหลือไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด

โดยสรุป การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอแก่โครงการดังกล่าวจึงมีผลทำให้รัฐบาลไทยสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้ ซึ่งควรจัดเก็บได้จากบริษัท ผลกระทบที่ตามมาก็คือ รัฐบาลจะต้องพยายามจัดเก็บภาษีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เพื่อรักษาฐานะทางการคลังให้อยู่ในระดับเดิม ซึ่งมีผลกระทบต่อการกระจายรายได้และประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การให้การอุดหนุนแก่บริษัท ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันสูงอยู่แล้ว น่าจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดโทรคมนาคมของไทย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคในที่สุด

หน้า 20


"ทีดีอาร์ไอ" ชำแหละ นโยบายโทรคมฯ "รบ.แม้ว" ทำชาติเสียหาย 7.1 หมื่นล.

มติชนรายวัน  วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10498

หมายเหตุ-ส่วนหนึ่งของบทสรุปของผู้บริหาร เรื่องทุนสัมปทานกับธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ ของนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เตรียมนำเสนอในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2549 ในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี

การเมืองเป็นเวทีต่อรองผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ นักธุรกิจในอุตสาหกรรมซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรการ และนโยบายของรัฐ เช่น ธุรกิจสัปมทาน หรือธุรกิจในการกำกับดูแลของรัฐ จึงมักพยายามเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง เพื่อที่จะโน้มน้าวให้รัฐบาลดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจตามที่ตนต้องการ

ตัวอย่างของวิธีการในการสร้างอิทธิพลทางการเมืองของธุรกิจ ได้แก่ การให้เงินสนับสนุนทางการเมือง การล็อบบี้ผู้กำหนดนโยบาย การติดสินบน หรือแม้กระทั่งการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในระบบการเมืองโดยผ่านการเลือกตั้ง

ในกรณีของประเทศไทย การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ในบรรดาตระกูลนักธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ "เจ้าสัว" (tycoon) ที่มีทรัพย์สินรวมมากที่สุด 100 อันดับแรก มี 13 ตระกูลที่มีสมาชิกลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2543 ในจำนวนนี้มีถึง 10 ตระกูลที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานจากหน่วยงานรัฐ (อ่านล้อมกรอบ) และพบว่าตระกูลที่มีสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง มีรายได้จากสัมปทานเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 22.9 ของรายได้ทั้งหมด มากกว่าตระกูลที่สมาชิกไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่มีรายได้จากสัมปทานเพียงร้อยละ 2.5

เป็นธรรมดาที่ธุรกิจย่อมต้องการแสวงหาผลกำไรสูงสุดและพยายามเรียกร้องให้นโยบาย และมาตรการของรัฐเอื้อประโยชน์แก่ตนมากที่สุด แต่เป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลอย่างยิ่ง หากผู้กุมอำนาจรัฐกำหนดนโยบายหรือดำเนินมาตรการโดยเห็นประโยชน์ของพวกพ้องมากกว่าประโยชน์สาธารณะ

คำถามที่สำคัญก็คือการเข้าสู่อำนาจรัฐโดยตรงของนักธุรกิจสัมปทาน จะก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในทางธุรกิจ และธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไร?

งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า บริษัทที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองมักจะมีข้อได้เปรียบบริษัทอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง ในกรณีของประเทศไทย การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของอดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) มีอัตราผลตอบแทนในปี 2546 สูงกว่าบริษัทอื่นมากถึงร้อยละ 141

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเปรียบเทียบผลประกอบการของธุรกิจของตระกูล "เจ้าสัวธนกิจการเมือง" (มีสมาชิกเป็นรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลทักษิณ) กับธุรกิจของตระกูล "เจ้าสัวนอกรัฐบาล" พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจหลายประการ เช่น

- ช่วงปี 2545-2546 บริษัทในกลุ่ม "เจ้าสัวธนกิจการเมือง" สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้สูงกว่าบริษัทในกลุ่ม "เจ้าสัวนอกรัฐบาล" ถึงร้อยละ 11.7

- หุ้นของบริษัทในกลุ่ม "เจ้าสัวธนกิจการเมือง" มีผลตอบแทนเฉลี่ย 24 เดือน (มกราคม 2544-ธันวาคม 2546) และ 36 เดือน (มกราคม 2544-ธันวาคม 2547) สูงกว่าบริษัทในกลุ่ม "เจ้าสัวนอกรัฐบาล" ถึงร้อยละ 57.3 และร้อยละ 208.1 ตามลำดับ

บทความนี้ต่อยอดการศึกษาที่ผ่านมาโดยชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มนายทุนโทรคมนาคม เข้าสู่การเมืองอย่างเต็มรูปแบบในช่วงที่ตลาดโทรคมนาคมไทยเผชิญกับการปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งจากกระแสการปฏิรูประบบกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคม และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการแก้ไขสัญญาสัมปทานมูลค่าหลายแสนล้านบาท สภาพแวดล้อมใหม่นี้ อาจทำให้การโน้มน้าวนโยบายของรัฐ ผ่านตัวแทนกลายเป็นแนวทางที่มีต้นทุนสูง และไม่มีประสิทธิผลอีกต่อไป

บทความนี้ได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของการใช้อำนาจรัฐในการกำหนดนโยบาย และมาตรการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจโทรคมนาคมใน 4 ลักษณะผสมผสานกันคือ

หนึ่ง การเอื้อให้ธุรกิจสามารถเอาเปรียบผู้บริโภค เช่น การใช้อำนาจผูกขาดในตลาด และการปิดกั้นการเปิดเสรีบริการที่เกี่ยวข้อง

สอง การเอื้อให้ธุรกิจได้เปรียบคู่แข่งในการแข่งขัน

สาม การเอื้อให้ธุรกิจได้เปรียบรัฐในการเจรจาต่อรองในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการแก้ไขสัญญาสัมปทาน

และสี่ การเอื้อให้ธุรกิจสามารถเอาเปรียบผู้เสียภาษีในลักษณะต่างๆ เช่น การได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ หรือการอุดหนุนอื่นๆ จากรัฐ

บทความนี้ยังประมาณการความเสียหายที่เกิดขึ้นจากนโยบาย และมาตรการของรัฐในสมัยรัฐบาลทักษิณ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดโทรคมนาคม โดยประมาณการขั้นต่ำเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว โดยไม่ได้คิดความเสียหายต่อเนื่องไปในอนาคต พบว่าน่าจะมีความเสียหายถึง 71,000 ล้านบาท (ดูตารางประกอบ)

นอกจากนี้น่าจะยังมีความเสียหายจากนโยบายและมาตรการอื่นๆ ของรัฐบาลทักษิณอีกมาก ซึ่งยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ และจำเป็นที่ต้องมีการตรวจสอบต่อไปโดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

เพื่อป้องกันความเสียหายในลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีข้อเสนอแนะทางนโยบายดังต่อไปนี้

1.ควรตรวจสอบและลงโทษนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐทางวินัยและทางอาญาอย่างเคร่งครัดในกรณีที่พบว่า ผู้นั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างความเสียหายต่อรัฐและประชาชน

2.ควรกำหนดมาตรการขจัดความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจสัมปทานกับการใช้อำนาจรัฐ เช่น ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะรัฐมนตรี คงสัมปทานที่มีอยู่เดิม หรือรับสัมปทานใหม่จากหน่วยงานของรัฐ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน

3.ควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดให้กระบวนการกำหนดนโยบายและการดำเนินมาตรการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐมีความโปร่งใส และมีส่วนร่วมในการพิจารณาโดยผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ อย่างกว้างขวาง เพื่อป้องกันการ "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย"

4.ควรลดการผูกขาดในระบบเศรษฐกิจ โดยเร่งรัดการเปิดเสรีกิจการสาธารณูปโภค หรือกิจการสัมปทานต่างๆ ที่มีการแข่งขันน้อย และเพิ่มความเข้มแข็งของกฎหมายการแข่งขันทางการเมือง และกฎหมายการกำกับดูแลกิจการสาธารณูปโภคที่มีการแข่งขันน้อย ตลอดจนสร้างความเข้มแข็ง ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

(อ่านเรื่องประกอบ น.20 กรณี 1.ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม 2.สัมปทานเอไอเอส และ 3.ดาวเทียมไอพีสตาร์ )

หน้า 2


แฉนโยบายโทรคมฯยุคแม้ว ชาติสูญ7.1หมื่นล. นักวิจัย"ทีดีอาร์ไอ"ชำแหละ

มติชนรายวัน  วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10498

เผย13ตระกูลเจ้าสัวเล่นการเมือง มีรายได้เพิ่มจากสัมปทานอื้อซ่า ปธ.คตส.ยันสิ้นธ.ค.ฟัน2-3เรื่อง

นักวิจัยทีดีอาร์ไอเผยผลการศึกษานโยบายและมาตรการด้านโทรคมนาคมยุครัฐบาล"ทักษิณ" ระบุทำให้เกิดความเสียหายไม่ต่ำกว่า 7.1 หมื่นล้าน ชำแหละ"เจ้าสัวธนกิจการเมือง"ที่อิงอำนาจรัฐได้ประโยชน์อื้อ คตส.ยังไม่รับเรื่องสอบปมภาษีสรรพสามิตโทรคมฯ "นาม"คาดสิ้น ธ.ค.นี้ตั้งอนุฯไต่สวนเพิ่ม

**"ทีดีอาร์ไอ"ตีแผ่"ธนกิจการเมือง"

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิจัยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เตรียมเสนอบทสรุปของผู้บริหาร เรื่อง "ทุนสัมปทานกับธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ" ในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2549 ระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ ที่โรงแรมแอมบาส เดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี โดยระบุว่า การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ในบรรดาตระกูลนักธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ "เจ้าสัว" (tycoon) ที่มีทรัพย์สินรวมมากที่สุด 100 อันดับแรก มี 13 ตระกูลที่มีสมาชิกลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2543 โดยในจำนวนนี้มีถึง 10 ตระกูล ที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานจากหน่วยงานรัฐและพบว่า ตระกูลที่มีสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง มีรายได้จากสัมปทานเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 22.9 ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งมากกว่าตระกูลที่สมาชิกไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่มีรายได้จากสัมปทานเพียงร้อยละ 2.5

บทสรุปดังกล่าวยังระบุว่า การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของอดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) มีอัตราผลตอบแทนในปี 2546 สูงกว่าบริษัทอื่นมากถึงร้อยละ 141 และหุ้นของบริษัทในกลุ่ม "เจ้าสัวธนกิจการเมือง" (มีสมาชิกเป็นรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลทักษิณ) มีผลตอบแทนเฉลี่ย 24 เดือน (มกราคม 2544-ธันวาคม 2546) และ 36 เดือน (มกราคม 2544-ธันวาคม 2547) สูงกว่าบริษัทในกลุ่ม "เจ้าสัวนอกรัฐบาล" ถึงร้อยละ 57.3 และร้อยละ 208.1 ตามลำดับ

**ระบุ"รบ.แม้ว"ทำเสียหาย7.1หมื่นล.

นอกจากนี้ยังระบุถึงบทบาทของการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมาในการกำหนดนโยบาย และมาตรการเพื่อเอื้อประโยชน์ ต่อธุรกิจโทรคมนาคม เช่น เอื้อให้ธุรกิจสามารถเอาเปรียบผู้เสียภาษีในลักษณะต่างๆ เช่น การได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ หรือการอุดหนุนอื่นๆ จากรัฐ

"จากประมาณการความเสียหายที่เกิดขึ้นจากนโยบายและมาตรการของรัฐในสมัยรัฐบาลทักษิณที่เกี่ยวข้องกับตลาดโทรคมนาคม โดยประมาณการขั้นต่ำเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว โดยไม่ได้คิดความเสียหายต่อเนื่องไปในอนาคต พบว่าน่าจะมีความเสียหายถึง 71,000 ล้านบาท"

กรณีศึกษาดังกล่าวมาเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง ในความเป็นจริง น่าจะยังมีความเสียหายจากนโยบายและมาตรการอื่นๆ ของรัฐบาลทักษิณอีกมาก ซึ่งยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ และจำเป็นที่ต้องมีการตรวจสอบต่อไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.

**คตส.รอเส้นทางเงินซื้อหุ้นชิน

วันเดียวกัน ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายสัก กอแสงเรือง กรรมการและโฆษก คตส. แถลงผลการประชุม คตส.ชุดใหญ่ ว่าคณะอนุ กรรมการตรวจสอบทั้ง 12 ชุด ได้รายงานความคืบหน้าผลการทำงาน ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก ได้แก่ กรณีการตรวจสอบการซื้อหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ซึ่งนายวิโรจน์ เลาหพันธุ์ กรรมการ คตส. เป็นประธาน ได้รายงานความคืบหน้ากรณีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ประหว่างบริษัท แอมเพิลริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่า กำลังรอข้อมูลเส้นทางการเงินจากสถาบันการเงินที่ คตส.มีหนังสือแจ้งไป รวมถึงรอข้อมูลการจัดเก็บภาษี ซึ่งกรมสรรพากรยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าเข้ามา

**รอ6คนค้านชื่ออนุฯสอบเลี่ยงภาษี

นายสักกล่าวว่า กรณีการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ในปี 2543 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ) ในราคา 10 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ 150 บาท ซึ่งมีส่วนต่างรายได้และต้องเสียภาษีกว่า 5 พันล้านบาท กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากมีข้อมูลบางส่วนที่ต้องรอตรวจสอบจากสถาบันการเงิน

นายสักกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีเลี่ยงภาษีการโอนหุ้นของบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ ของคุณหญิงพจมานให้กับนายบรรณพจน์นั้น คตส.ออกหนังสือแจ้งรายชื่อคณะอนุกรรมการไต่สวนส่งให้กับผู้ที่ต้องถูกไต่สวนทั้ง 6 คน ประกอบด้วย นายบรรณพจน์ คุณหญิงพจมาน นางสาวดวงตา วงศ์ภักดี นางกาญจนาภา หงษ์เหิน นายวันชัย หงษ์เหิน และนางปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ แล้วเพื่อให้สิทธิคัดค้านรายชื่ออนุกรรมการภายใน 7 วัน

**อนุสอบฯโกงแต่ละเรื่องยังไม่คืบ

นายสักกล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบเรื่องอื่นๆ ได้แก่ กรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ให้เงินกู้แก่ทางการพม่า กว่า 4 พันล้านบาทนั้น มีบางบริษัทที่คณะอนุฯต้องหาข้อมูลเป็นพิเศษ โดยเฉพะการทำสัญญาและการรับเงิน ส่วนโครงการกล้ายางขณะนี้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลแล้ว หากได้รับข้อเท็จจริงครบถ้วนภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้อาจมีการสรุปผลการสอบสวนได้

ส่วนการออกหวยบนดิน 2 และ 3 ตัว คงไม่สามารถสรุปผลการตรวจสอบได้ภายในปีนี้ เนื่องจากยังมีพยานต้องมาให้ข้อมูลอีกหลายปาก จนถึงวันที่ 4 มกราคม 2550 สำหรับกรณีการซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ของคุณหญิงพจมาน อยู่ระหว่างนัดสอบปากคำพยานในเดือนนี้ ขณะที่การจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 ยังต้องเชิญตัวแทนบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อครั้งนี้มาให้ปากคำเพิ่มเติม

ส่วนโครงการท่อร้อยสายในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ เบื้องต้นมีการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องในส่วนการออกแบบ และด้านวิศวกรรม แต่ยังคงต้องมีการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง สำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทร ก็กำลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูล เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ ก็อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเช่นกัน

**คตส.ยังไม่รับสอบ2เรื่องใหม่

นายสักกล่าวว่า นอกจากนี้นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการและเลขานุการ คตส. ได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณา 2 เรื่องใหม่ว่า จะรับตรวจสอบหรือไม่ ได้แก่ 1.กรณีการร้องเรียนของสหภาพแรงงาน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีกิจการโทรคมนาคม ที่ระบุว่าเอื้อให้กับเอกชนผู้รับสัมปทาน ที่ประชุมเห็นว่าเรื่องนี้ยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่ม จึงให้นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการ คตส. ไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนเสนอเข้าที่ประชุมอีกครั้ง

2.เกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ที่เกิดขึ้นช่วงปี 2546-2549 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องนี้ไว้ตรวจสอบและมีการแจ้งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องยังมีรายละเอียดต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม จึงให้นายแก้วสรรและนายอำนวย ธันธรา กรรมการ คตส. เพื่อศึกษาข้อมูลมาเสนอที่ประชุมครั้งหน้า

**คาดธ.ค.ตั้งอนุฯไต่สวนอีก2-3เรื่อง

นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวว่า ก่อนสิ้นเดือนธันวาคมนี้ น่าจะมีผลสรุปการตรวจสอบแล้วเสร็จอีกประมาณ 2-3 เรื่อง ที่จะเสนอให้ คตส. พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้

นายนามกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความเกี่ยวกับภาษีกิจการโทรคมนาคม ที่ระบุว่า ผู้รับสัมปทานจะต้องเป็นผู้เสียภาษี ว่าตามหลักการกฎหมายความเห็นของกฤษฎีกาถือว่าต้องปฏิบัติตาม แต่หากรัฐจะไม่ปฏิบัติตามต้องมีเหตุผลชี้แจงได้ หากไม่สามารถชี้แจงได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย

รายงานข่าวแจ้งว่า คาดว่าเรื่องที่จะมีการเสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ประกอบด้วย กรณีจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 และโครงการการจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น รวมถึงเรื่องการซื้อที่ดินของคุณหญิงพจมานย่านรัชดาภิเษก เนื่องจากขั้นตอนการตรวจสอบมั่นใจว่าน่าจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องการและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

**"บรรหาร"จี้รัฐส่งข้อมูลให้คตส.

รายงานแจ้งว่า ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย จะเดินทางไปให้ข้อมูล คตส. ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีสอบถามข้อมูลการบริหารในช่วงที่เป็นรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องหวยบนดิน และเรื่องอำนาจนายกฯในการกำกับดูแลหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในการประมูลขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกให้แก่คุณหญิงพจมาน

นายบรรหารให้สัมภาษณ์ที่พรรคชาติไทยว่า ได้ยินเสียงบ่นจาก คตส.ว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ ขอข้อมูลก็ล่าช้า ทั้งที่ประชาชนใจร้อนอยากจะเห็นผลว่า 12 เรื่องที่ คตส.ตรวจสอบอยู่ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่ง คตส.ก็พยายามรวบรวมข้อมูลจากทุกๆ ด้าน คิดว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่มาจาก คมช.จะต้องมีส่วนรับผิดชอบ โดยในวันประชุม ครม.ต้องกำชับรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงว่ามีเรื่องไหนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กระทรวงไหนจะต้องเร่งรัดส่งข้อมูลไปให้ คตส. อย่าให้ทวงข้อมูลตามหน้าหนังสือพิมพ์ อย่างครั้งนี้ก็ขอข้อมูลไปที่กรมสรรพากร ซึ่งถือเป็นจำเลยใหม่ แต่ก็ยังไม่ได้

หน้า 1


ผลตอบแทนจากการเข้าสู่การเมือง ของนักธุรกิจในรัฐบาลทักษิณ

บางส่วนจากงานวิจัยเรื่อง "ทุนสัมปทานกับธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ" โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2549

มีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่า บริษัทที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองมักจะมีข้อได้เปรียบบริษัทอื่นๆ เช่นพบว่าบริษัทที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองในประเทศจีน มาเลเซีย ปากีสถาน เกาหลีใต้ และไทย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ดีกว่าบริษัทอื่นๆ ที่ไม่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง ในกรณีของประเทศไทย ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์ ของบริษัทจดทะเบียนที่มี และไม่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง ในสมัยรัฐบาลทักษิณ การศึกษาดังกล่าววิเคราะห์การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น (capital gain) ของบริษัทจดทะเบียนที่มี และไม่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองเปรียบเทียบกันในปี 2545 และ 2546 โดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติตามแบบของ Johnson and Mitton (2003)

การศึกษาไม่พบว่า การมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองมีผลต่ออัตราผลตอบแทนของบริษัทจดทะเบียนในปี 2545

อย่างไรก็ตาม เมื่อทดสอบกับข้อมูลของปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างชัดเจน และตลาดหลักทรัพย์ มีปริมาณการซื้อขายมาก ปรากฏว่า บริษัทจดทะเบียนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าบริษัทอื่น ถึงร้อยละ 141 จุด (percentage point)

และอานิสงส์จากการมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองจำกัดอยู่เฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับตระกูลของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับตระกูลของคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภา มีผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยแต่อย่างใด ชี้ว่าผลประโยชน์จากการมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองน่าจะกระจุกตัวอยู่ในวงที่แคบมาก

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไทยกับการมีสายสัมพันธ์ทางการเมือง โดยใช้ข้อมูลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด รวมทั้งบริษัทในกลุ่มฟื้นฟูกิจการในปี 2544-2548 ซึ่งพบว่าบริษัทที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐมนตรีของรัฐบาลทักษิณมีผลกำไรสูงกว่าระดับเฉลี่ยร้อยละ 18.56 จุด (percentage point)

แต่บริษัทที่มีสายสัมพันธ์กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีผลกำไรสูงกว่าระดับเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ตารางเปรียบเทียบผลประกอบการของ
บริษัท "เจ้าสัวธนกิจการเมือง" กับ บริษัท "เจ้าสัวนอกรัฐบาล" ในสมัยรัฐบาลทักษิณ
ตัวแปร (1)
บ.เจ้าสัวธนกิจการเมือง
(2)
บ.เจ้าสัวนอกรัฐบาล
ความแตกต่าง
(1) - (2)
ความแตกต่าง
เมื่อตัดผลจากปัจจัยอื่น*
ผลตอบแทนของหุ้นบริษัท (ร้อยละ)        
24 เดือน (มค.2544 - ธค.2546) 107.1 49.8 57.3 57.3
36 เดือน (มค.2544 - ธค.2547) 368.1 149.8 218.3 208.1
มูลค่าตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี        
ระหว่างปี 2543 - 2544 0.918 0.820 0.098  
ระหว่างปี 2545 - 2546 3.141 1.469 1.672 1.55
การเปลี่ยนแปลง 2.223 0.649 1.574  
ส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ        
ระหว่างปี 2543 - 2544 26.1 30.4 -4.3  
ระหว่างปี 2545 - 2546 38.3 29.8 8.5 11.7
การเปลี่ยนแปลง 12.2 0.6 12.8  
หมายเหตุ : * ตัดผลจากปัจจัยอื่นๆ ด้วยการวิเคราะห์ถดถอย (Regression Analysis)
ที่มา :  สรุปจากตารางต่างๆ ใน Bunkanwanicha and Wiwattanakantang (2006) โดยผู้เขียน

 

ตารางเปรียบเทียบตระกูลเจ้าสัว ซึ่งมาสมาชิกลง และไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปในเดือน พฤศจิกายน 2543
ตระกูลที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ตระกูลที่ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง

จำนวนตระกูล

13 87
มูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดโดยเฉลี่ย (ล้านดอลลาร์สหรัฐ) 4,418.46 486.46
สัดส่วนรายได้จากธุรกิจสัมปทานเฉลี่ย (ร้อยละ) 22.9 2.5
กำไรของบริษัทต่อทรัพย์สินโดยเฉลี่ย (ร้อยละ) 2.4 2.8
สัดส่วนหนี้ต่อทรัพย์สินโดยเฉลี่ย (ร้อยละ) 39.5 49.6
ที่มา : Bunkanwanicha and Wiwattanakantang (2006)

งานวิจัยที่ได้ศึกษาถึงผลตอบแทนของบริษัทที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองในประเทศไทยอย่างเป็นระบบมากที่สุดคือ งานของประมวล บุญกาญจน์วนิชา และยุพนา วิวัฒนากันตัง (Bunkanwanicha and Wiwattanakantang, 2006) ซึ่งวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจของตระกูลเจ้าสัวที่มีสมาชิกในตระกูลเป็นรัฐมนตรีอยู่ในรัฐบาลทักษิณ ซึ่งจะเรียกในที่นี้ว่า “เจ้าสัวธนกิจการเมือง” (tycoon-cum-leader) โดยเปรียบเทียบกับตระกูลธุรกิจขนาดใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเรียกในที่นี้ว่า “เจ้าสัวนอกรัฐบาล” การศึกษาดังกล่าวพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจหลายประการ อาทิเช่น (ดูตารางที่ 3)

1.ผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาด : ในช่วงแรกของรัฐบาลทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณยังมีปัญหาคดี “ซุกหุ้น” บริษัทในกลุ่ม “ธนกิจการเมือง” ไม่ได้มีส่วนแบ่งตลาดแตกต่างจากบริษัทของ “เจ้าสัวนอกรัฐบาล” อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2545-2546 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทักษิณมีความมั่นคงมากขึ้น บริษัทในกลุ่ม “ธนกิจการเมือง” สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้สูงกว่าบริษัทในกลุ่ม “เจ้าสัวนอกรัฐบาล” ถึงร้อยละ 11.7 จุด (percentage point) เมื่อตัดผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ ออกไปแล้ว

2.ผลตอบแทนจากการถือหุ้น : หุ้นของบริษัทในกลุ่ม “ธนกิจการเมือง” มีผลตอบแทนเฉลี่ย 24 เดือน (มกราคม 2544-ธันวาคม 2546) และ 36 เดือน (มกราคม 2544-ธันวาคม 2547) สูงกว่าบริษัทในกลุ่ม “เจ้าสัวนอกรัฐบาล” ถึงร้อยละ 57.3 และร้อยละ 208.1 จุด (percentage point) ตามลำดับ

3.สัดส่วนมูลค่าตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี (market-to-book ratio): ในระหว่างปี 2543-2544 ถึงปี 2545-2546 บริษัทในกลุ่ม “ธนกิจการเมือง” สามารถเพิ่มสัดส่วนมูลค่าตลาดต่อมูลค่าทางบัญชีได้สูงกว่าบริษัทในกลุ่ม “เจ้าสัวนอกรัฐบาล” 1.57 จุด

กล่าวคือ บริษัทในกลุ่ม “ธนกิจการเมือง” สามารถเพิ่มสัดส่วนมูลค่าตลาดต่อมูลค่าทางบัญชีจาก 0.918 เป็น 3.141 ในระยะเวลาที่กล่าวมาข้างต้น ในขณะที่ บริษัทในกลุ่ม “เจ้าสัวนอกรัฐบาล” สามารถเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวจาก 0.820 เป็น 1.469 เท่านั้น

นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังพบว่า ราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่ม “ธนกิจการเมือง” ยังเพิ่มขึ้นอย่าง “ผิดปกติ” ซึ่งสามารถวัดได้จาก “ผลตอบแทนสะสมที่ผิดปกติ” (cumulative abnormal returns: CARs) ในช่วง 3 วัน (นับจากก่อนประกาศนโยบาย 1 วันไปถึงหลังประกาศนโยบาย 1 วัน) เมื่อมีการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่เข้าข่ายว่า เอื้อประโยชน์ แก่บริษัทในกลุ่มดังกล่าว

เช่น การออกพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งจำกัดสัดส่วนของหุ้นส่วนต่างชาติของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่สาม การศึกษาพบว่าบริษัทในกลุ่ม “ธนกิจการเมือง” ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกฎหมายดังกล่าวมีราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นกว่าปกติร้อยละ 3.04

หรือ การที่รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 ที่จะออกพระราชกำหนด จัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีผลในการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ในการเข้าแข่งขันในตลาด การศึกษาพบว่า บริษัทในกลุ่ม “ธนกิจการเมือง” ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกฎหมายดังกล่าว มีราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นกว่าปกติร้อยละ 4.65

อีกตัวอย่างคือ ข่าวการปรับลดค่าสัมปทานของบริษัทไอทีวี (iTV) โดยคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2546 มีผลทำให้ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นกว่าปกติร้อยละ 7.19 และ ข่าวการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทชิน แซทเทลไลท์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีผลทำราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นกว่าปกติ ร้อยละ 12.82