หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
จับตาอินเดียมาแรง ศก.ร้อนกว่าจีนจนคุมยาก

เกาะติดเศรษฐกิจการเงิน : กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2549

ในวงการเศรษฐศาสตร์และการเงินปัจจุบัน ยังคงจับตามองสองเสือเศรษฐกิจและเป็นสองพี่เบิ้มแห่งเอเชีย อย่างจีนกับอินเดียอย่างใกล้ชิด เพราะด้วยมูลค่าตลาดกับจีดีพีมากที่สุดในภูมิภาค หากทั้งสองประเทศมีความเคลื่อนไหว ด้านการค้า และการลงทุน ย่อมกระทบต่อเพื่อนร่วมภูมิภาคอย่างไทยและชาติอาเซียนอื่นๆ การค้าและการลงทุน เป็นส่วนหนึ่งที่มาจากนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์ทั้งใน และนอกภูมิภาคล้วนฟันธงเศรษฐกิจจีน จะร้อนแรงแซงโค้งอินเดีย แต่ตอนนี้มีเสียงขัดแย้งมากขึ้นว่า อินเดียต่างหากที่ร้อนแรงกว่า และอาจร้อนเกินกว่าจะควบคุมได้ และหนึ่งในเสียงที่ดังถึงเอเชียนั้น มาจาก ดิ อีโคโนมิสต์ สื่อสิ่งพิมพ์ด้านเศรษฐกิจชั้นนำของอังกฤษ

"ร้อนเกินกว่าจะรับมือได้" เป็นงานวิเคราะห์ที่ดิ อีโคโนมิสต์นำเสนอถึงแนวโน้มเศรษฐกิจอินเดียเทียบกับจีน โดยเปรียบเทียบกับอาหารประจำชาติว่า แกงกะหรี่รสเผ็ดจัดของอินเดีย กับแกงเผ็ดรสร้อนแรงของจีน อาหารชนิดใดจะร้อนแรงมากกว่ากัน เมื่ออีโคโนมิสต์แย้งว่า แท้จริงแล้วตัวเลขเศรษฐกิจอินเดียตอนนี้ กลับส่งสัญญาณว่าจะร้อนแรงยิ่งกว่า

เพราะในไตรมาส 2 ปีนี้ จีดีพีอินเดียขยายตัวน่าประทับใจ 8.9% ขณะที่จีดีพีจีนดูจะขยายตัวได้มากกว่าที่ระดับ 10.4% เฉพาะไตรมาส 3 แต่การตัดสินว่าเศรษฐกิจของใครจะร้อนกว่า อีโคโนมิสต์เสนอว่า จำเป็นต้องดูการขยายตัวที่แท้จริงของอุปสงค์ พร้อมทั้งอุปทานซ่อนเร้น รวมถึงอัตราการเติบโตต่อเนื่อง

ทั้งๆ ที่การเติบโตเชิงรุกของอินเดียช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นการโตต่อเนื่องในอัตราที่ยังน้อยกว่าจีน ทำให้เศรษฐกิจจีนเสี่ยงมากกว่า ที่จะร้อนแรงขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น ตัวเลขเติบโตแบบ 2 หลักอาจเป็นสัญญาณอันตราย แต่เป็นปัญหาปกติเมื่อเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.4% เท่านั้น และดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนก็เกินดุล บ่งชี้อุปทานส่วนเกินมากกว่าอุปสงค์ส่วนเกิน

นอกจากนี้ราคาสินทรัพย์ไม่ได้ขึ้นมากมายจนเกินไป ราคาบ้านเฉลี่ยขึ้นน้อยกว่า 6% ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับขึ้นเพียง 42% ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แม้แต่การขยายตัวของสินเชื่อธนาคารชะลอตัวลง เหลือปีละ 15% ตัวเลขนี้ไม่เร็วไปกว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีแท้จริง

ในทางตรงข้าม เศรษฐกิจอินเดียกลับมีสัญญาณหลายอย่าง บ่งบอกเศรษฐกิจอินเดียไปไกลเกินกว่าจะคุมได้ เพราะเงินเฟ้อวัดจากดัชนีผู้บริโภคขึ้นเกือบ 7% เป็นระดับเหนือเฉลี่ยทั่วทั้งเอเชียที่ 2.5% และจากรายงานของโรเบิร์ต พริเออร์-แวนเดสฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซี พบสัญญาณบ่งบอกเศรษฐกิจอินเดียร้อนแรงเกินไป

เอชเอสบีซียกตัวอย่างการสำรวจ 600 บริษัทเอกชนของอินเดีย โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจประยุกต์ของสภาแห่งชาติ พบตัวเลข 96% ของทั้งหมดแจ้งว่า การทำธุรกิจเกือบจะใกล้หรืออยู่เหนือระดับการใช้ศักยภาพการผลิตสูงสุด ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ บริษัทหลายแห่งเผชิญการขาดแคลนแรงงานมีทักษะอย่างรุนแรง สวนทางกับค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นทุนค่าจ้างโดยรวมของบริษัทในระยะ 6 เดือน จนถึงเดือนกันยายนปีนี้ อยู่ที่ 22% สูงขึ้นเทียบกับปีที่แล้ว

ดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดีย ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นขาดดุล 3% ของจีดีพีในปีนี้ จากเดิมที่เกินดุล 1.5% ในปี 2548 ซึ่งเป็นช่วงที่มีอุปสงค์ส่วนเกิน ขณะที่การปล่อยกู้ของธนาคารขยายตัวถึง 30% ตลอดปีที่ผ่านมา เกือบถึงระดับเติบโตเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตลาดบ้านกับหุ้นของอินเดียดูเหมือนเป็นฟองสบู่

ร่างข้อเสนอของธนาคารกลางอินเดีย ที่จะจัดการกับการปล่อยสินเชื่อธนาคารในตลาดหุ้น และการปล่อยกู้อย่างหละหลวมนั้น ไม่ค่อยเข้มงวด ราคาหุ้นถีบตัวสูงขึ้นเกือบ 4 เท่าของระดับช่วงต้นปี 2546 สัดส่วนค่าพีอีของหุ้นอินเดียอยู่ที่ 20 เท่า เหนือค่าพีอีเฉลี่ยตลาดเกิดใหม่ 14 ประเทศในเอเชีย และราคาบ้านยังปรับตัวสูงขึ้น

ชีตัน อาห์ยา นักเศรษฐศาสตร์มอร์แกน สแตนเลย์ คาดว่าราคาบ้านตามเมืองใหญ่ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนสินเชื่อบ้านพุ่งขึ้น 54% ในเดือนมิถุนายน และสินเชื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์สูงขึ้น 102% ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายดูเหมือนลังเล ที่จะยอมรับการเติบโตของเศรษฐกิจไปเร็วเกินกว่าจะจำกัดได้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

ด้านผู้กำหนดนโยบายอินเดียคิดเสมอว่าอินเดียกลายเป็นจีน ที่สามารถขยายตัวต่อเนื่อง และขยายตัวได้เร็วขึ้น โดยเงินเฟ้อไม่สูงขึ้น และรมว.คลังอินเดียฟันธงว่าเศรษฐกิจจะยังขยายตัวกว่า 8% ตลอด 2-3 ปีข้างหน้า แต่เอชเอสบีซีคาดว่าอัตราการโตของอินเดีย ยังไม่สูงพอใกล้เคียงกับจีน เมื่อพิจารณาจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เพิ่มเป็น 6% ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นแต่ดอกเบี้ยแท้จริงกลับลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางมากขึ้น หากชะลอตัวลงแรง ดังนั้นอินเดียจึงไม่สามารถขยายตัวได้เร็วเท่าจีน โดยไม่ดันเงินเฟ้อขึ้น ในเมื่อดอกเบี้ยลดลง และปัญหาแรงงานกับสาธารณูปโภคยังแก้ไม่ตก เอชเอสบีซีประเมินการลงทุนของอินเดียเกือบสูงเกินไป และจากคาดการณ์หากอัตราการลงทุนของอินเดียอยู่ที่ 40% หมายถึงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ระดับเกือบ 10% ของจีดีพี ตัวเลขนี้จึงยากบ่งบอกเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

อีโคโนมิสต์ทิ้งท้ายว่า ผู้นำจีนและอินเดียพบปะกันที่กรุงนิวเดลีสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นกำลังใจสนับสนุนกันและกันว่า เศรษฐกิจทั้งสองประเทศยังสดใสมีโอกาสโตบนเวทีโลก ทั้งๆ ที่ยังความคลางแคลงใจอยู่ว่าอินเดียจะวิ่งไปได้เร็วเท่าจีน โดยไม่ต้องเพิ่มอัตราลงทุนให้สูงขึ้น และมีตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมได้หรือไม่ เพราะหนทางข้างหน้าพิษของเศรษฐกิจเผ็ดร้อน อาจทำให้อินเดียต้องเป่าปากน้ำตาร่วงก็เป็นได้