หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ถอดรหัสเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาการพัฒนาสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

โดย สุวิทย์ เมษินทรีย์  มติชนรายวัน  วันที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10497

ในโลกที่ขัดแย้งในตัวเอง

พวกเราจะอยู่ในโลกใบเล็กๆ นี้อย่างมีความสุขสงบได้อย่างไร ในเมื่อในแต่ละวัน พวกเราต้องเผชิญกับปัจจัยต่างๆ ที่ไหลบ่าเข้ามาจากหลากหลายมิติ ซึ่งหลายเรื่องหลายประเด็นนั้นดูจะขัดแย้งกันเอง

ทางด้านเศรษฐกิจ เราต้องเผชิญกับความเชี่ยวกรากของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ เรากำลังเผชิญกับแรงกดดันในการเปิดเสรี และการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ในขณะเดียวกัน เรายังมีประเด็นในเรื่องความพร้อมในขีดความสามารถของภาคเอกชน และการสร้างภูมิคุ้มกันในภาคประชาชน

ทางด้านวัฒนธรรม เรากำลังเผชิญกับอิทธิพลและการครอบงำเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโลกตะวันตก เราพูดถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรม ในขณะเดียวกัน เราพูดถึงการใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมในเชิงพาณิชย์ ผ่านการสร้างอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรม การสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

ทางด้านสังคม เราพูดถึงชุมชนภิวัตน์ การตื่นตัวของประชาสังคม ความเข้มแข็งของชุมชน การอนุรักษ์วิถีและความเป็นอยู่ของท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน เราเริ่มเห็นชุมชนต่างๆ เหล่านี้กำลังค่อยๆ ถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกาภิวัตน์

พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงในพหุมิติดังกล่าว เหตุการณ์ 9/11 และการทุจริตของบริษัท Enron นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก โดย 9/11 นำพาไปสู่วิกฤตของ "Global Threat" ในเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของพลโลก ในขณะที่เหตุการณ์หลังก่อให้เกิดวิกฤต "Global Trust" ต่อระบบตลาดของทั้งประชาคมโลก

ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังผ่านด่านทดสอบอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้ผ่านการทดสอบในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ในครั้งนี้มีประเด็นที่ท้าทายอยู่หลายประการ เพราะเป็นการทดสอบว่าประเทศไทย สามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้น หลังการฟื้นตัวจากวิกฤต กับความสามารถในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เพื่อก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งของการพัฒนาประชาธิปไตย และการสร้างกระบวนการทางการเมืองที่ชอบธรรมได้หรือไม่ หลังการปฏิรูปการปกครองในปี 2549

แต่นั่นเป็นเพียงคำถามเมื่อพิจารณาจากมุมมองภายในประเทศ ในมุมมองระหว่างประเทศแล้ว ประเทศไทยกำลังถูกทดสอบว่า จะสามารถยืนหยัดภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกรากได้หรือไม่ ในขณะที่ภาคเอกชนของไทย ยังมีขีดความสามารถ ในการแข่งขันที่จำกัดในเวทีโลก ภาคประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 70-80% อยู่ในชนบท ซึ่งยังต้องเผชิญกับความยากจนข้นแค้น ด้อยการศึกษา ด้อยโอกาส

เราจะสามารถหาจุดสมดุลระหว่างโลกาภิวัตน์ (Globalization) กับชุมชนภิวัตน์ (Localization)

เราจะสร้างจุดแข็ง และภูมิคุ้มกัน ในการรับมือกับโอกาสและภยันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก เพื่อสร้างความมั่งคั่งของชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์

กระแสโลกาภิวัตน์ถูกมองทั้งเป็นโลกของโอกาสและโลกของความเลวร้าย ไม่ว่าจะมองอย่างไร กระแสโลกาภิวัตน์ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์โลกครอบคลุมทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาคอย่างน้อย 5 มิติด้วยกัน คือ

1) การเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก

2) การเปลี่ยนแปลงในการเงินโลก

3) การเปลี่ยนแปลงในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

4) การเปลี่ยนแปลงในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ

และ 5) การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

กระแสโลกาภิวัตน์เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของโลกที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทุกประเทศต้องเผชิญกับมัน เราคงไม่สามารถที่จะปิดประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกระแสดังกล่าว ขณะเดียวกัน เราคงไม่สามารถที่จะเปิดประเทศอย่างเต็มที่ ตราบใดที่เรายังไม่มีความพร้อม ตราบใดที่เรายังไม่มีภูมิคุ้มกันที่มากพอ

อย่างไรก็ดี เรายังขาดความรู้ความเข้าใจในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกระแสโลกาภิวัตน์ กับการสร้างความมั่นคงของชาติ ความรู้ความเข้าใจนี้ มีความสำคัญต่อการกำหนดกรอบนโยบาย รูปแบบการบริหารจัดการ และแนวทางปฏิบัติทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ภายใต้พลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปในเวทีโลก

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นทั้งกรอบความคิดและแนวทางปฏิบัติ เป็นทั้งวิถีชีวิตและวิถีการทำงานที่ตระหนักถึง การพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไปพร้อมๆ กับ การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ในทิศทางที่รังสรรค์และธำรงไว้ซึ่ง อารยธรรมของมนุษยชาติ

องค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์คือ ความรู้ คุณธรรม และความเพียร ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้ ต้องพัฒนาไปด้วยกันอย่างสมดุล เพราะคนที่มีความพากเพียรแต่ไม่มีความรู้นั้น อาจจะถูกจัดว่าเป็นพวก Work Hard แต่ไม่ Smart ส่วนคนที่มีความรู้มีคุณธรรมแต่ไม่มีความเพียรนั้น เป็นพวกเพ้อฝัน ไม่สามารถทำอะไรที่คิดอ่านไว้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้

การมี ความรู้ คุณธรรม และความเพียร เป็นบ่อเกิดของการมีเหตุมีผล

แต่อย่างที่ทราบกันดี ปฎิสัมพันธ์หลายอย่างในสังคมนั้นเป็น "Social Dilemma" ที่มักจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง ทางเลือกที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss กับ Short Term Loss/Long Term Gain ทางเลือกที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ในขณะที่ Short Term Loss/Long Term Gain ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตัวอย่าง ทางเลือกที่เป็น Social Dilemma ที่เป็น Short Term Gain/Long Term Loss มีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นการเน้นแต่จำนวนนักท่องเที่ยว โดยไม่ได้พิจารณาในเชิงคุณภาพ หรือไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ทำให้สิ่งแวดล้อมต่างๆ ถูกทำลายลง

หรือการเน้นการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในเชิงปริมาณ เพียงเพื่อต้องการเม็ดเงินและการสร้างงาน โดยไม่ได้พิจารณาคุณภาพของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมในประเทศ เป็นต้น

ส่วนทางเลือกแบบ Short Term Gain/Long Term Loss นั้นส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เพราะเป็นการหยิบยืมประโยชน์ที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ในขณะที่ผลักอุปสรรค หรือสิ่งที่จะต้องทำในปัจจุบันออกไปให้เกิดขึ้นในอนาคตแทน

ในทางตรงกันข้าม ทางเลือกแบบ Short Term Loss/Long Term Gain ส่วนใหญ่เป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตัวอย่างเช่น การรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า โดย สสส.ที่กลุ่มเป้าหมายจะต้องอดทนในระยะแรกเริ่ม แต่เมื่อลด ละ เลิกสำเร็จ ประโยชน์ก็จะตกกับกลุ่มเป้าหมายเอง การส่งเสริมการส่งออกไปพร้อมๆ กับการทดแทนนำเข้า การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม และการยกระดับสมรรถนะของทุนมนุษย์ในองค์กรภาคเอกชน เป็นต้น

ฉะนั้น การมี ความรู้ จะทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าทางเลือกใดเป็น Short Term Gain/Long Term Loss ทางเลือกใดเป็น Short Term Loss/Long Term Gain

การมีคุณธรรม ทำให้เราประมาณผลกระทบและลูกติดตามของแต่ละทางเลือก แล้วตัดสินใจในทางเลือก ที่จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุด กระทบกับผู้อื่นน้อยที่สุด การมี ความเพียร ทำให้เกิดความมุ่งมั่น อดทน อดกลั้น เพื่อผลักดันให้ทางเลือกที่ดีที่สุดนั้นเกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว

เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายระหว่างการสร้างความมั่นคั่งของชาติกับกระแสโลกาภิวัตน์ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ กับผลประโยชน์ร่วม การแข่งขัน และการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในประชาคมโลก หรือระหว่างการเคารพต่อข้อตกลงหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยประชาคมโลก กับการมีอิสระในการกำหนดทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์ ของประเทศไว้ในระดับหนึ่ง

ปัญหาท้าทายเหล่านี้จะไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เมื่อน้อมรับเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้

โดยแก่นของเศรษฐกิจพอเพียง นั้นเน้นการใช้ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และภูมิคุ้มกัน มาบริหารความสมดุล ในปัจจัยต่างๆ ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน ที่ดูเหมือนจะต้องเลือกให้สามารถมาอยู่ด้วยกัน ในลักษณะที่เสริมกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน เพราะความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกัน และความมีเหตุมีผล ก่อให้เกิดดุลยภาพเชิงพลวัต ที่ประสานสอดคล้องระหว่างโลกภายนอก กับโลกภายในได้อย่างลงตัว

เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นทั้งแนวทางและแนวปฏิบัติ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และภูมิคุ้มกัน จะเป็นคุณลักษณ์ที่สำคัญของปัจเจกบุคคล จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญขององค์กร และจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศ ที่จะทำให้พวกเราอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเติมเต็มศักยภาพ ประสานสมานฉันท์

และก่อเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกาภิวัตน์ที่ต้องเผชิญอยู่เฉกเช่นในปัจจุบัน

หน้า 7


แด่ "ในหลวง" ด้วย "วิถีพอเพียง"

โดย กาญจนรัตน์ ทวีศักดิ์* โรงเรียนวังไกลกังวล  มติชนรายวัน  วันที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10497

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามกระแสพระราชดำรัสของในหลวง ที่คุ้นหูคนไทยมานานกว่า 25 ปี เพิ่งถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ในปี พ.ศ.2550-2554 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และเป็นนโยบายของรัฐบาลในปีนี้

จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่คนไทยทั้งชาติควรร่วมกันเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจจนเกิดปัญญากระจ่างแจ้ง เกิดความซาบซึ้งจนนำไปสู่การปฏิบัติทั้งในวิถีชีวิตปัจเจก และวิถีสังคมให้เห็นผลก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น

ถ้าเราทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเริ่มจากคำถามว่า "ทำไมต้องพอเพียง?" เราก็จะพบคำตอบว่าเพราะ "ความไม่พอเพียง" คือ "ความขาดแคลน" เช่น ขาดแคลนทุนทรัพย์ ความรู้ สติปัญญา ความสามารถ คุณธรรมศีลธรรม สุขภาพกาย สุขภาพจิต รวมไปถึงขาดแคลนสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรี หรือความภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์

และเพราะถ้า "เกินความพอเพียง" ก็คือ "ความล้นเกิน" ที่ทำลายสมดุล ทั้งสมดุลทางร่างกายและจิตใจ ทางวัตถุและจิตวิญญาณทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

ดังนั้น เราจึงต้องการความพอเพียงเพื่อขจัดความขาดแคลนและรักษาสมดุลทุกด้านของชีวิต สังคม และธรรมชาติ

การสร้างสมดุลดังกล่าวนี่เองคือแก่นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำไปสู่มุมมองใหม่ที่ดีกว่า กล่าวคือ

ตามมุมมองเศรษฐศาสตร์ตะวันตกที่มองเรื่องเศรษฐกิจเฉพาะความต้องการบริโภค กับการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภค ทำให้มนุษย์มีฐานะเป็น "สัตว์เศรษฐกิจ" ที่มีธรรมชาติเห็นแก่ตัว และใช้ความเห็นแก่ตัวอย่างชอบธรรมเพื่อสร้างทุน-กำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ในสภาพดังกล่าวเราแต่ละคนต่างตกเป็นทาสของความเห็นแก่ตัว เป็นนักล่าทุน-กำไรและใช้กันและกันเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างทุนกำไรให้มากที่สุด

คุณค่าของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับความมีประสิทธิภาพในการสร้างทุน-กำไร

และความสำเร็จหรือความสุขของชีวิตก็คือ การครอบครองทุน-กำไรได้มากกว่าหรือมากที่สุด การแข่งขันที่อาจโหดร้าย จึงเป็นความจำเป็น หรือเป็นธรรมชาติของสัตว์เศรษฐกิจ

ด้วยเป้าหมายดังกล่าวที่แต่ละคนยึดถืออย่างเหนียวแน่น แม้จะสร้างระบบการแข่งขันที่ (อ้างว่า) เป็นธรรมใดๆ ก็ยากที่ "ความเป็นธรรม" จริงๆ จะเกิดขึ้นได้

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ มีมหาเศรษฐีของโลกกลุ่มเล็กๆ ที่ครอบครองสินทรัพย์ของโลกเกือบครึ่งค่อน มีมหาเศรษฐีของประเทศ ที่ครอบครองสินทรัพย์ของประเทศกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ มีประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่กดขี่เอาเปรียบประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาด้วยวิธีการต่างๆ

และมีคนโง่ จน เจ็บ จำนวนมหาศาลที่มีชีวิตอยู่อย่างไร้คุณภาพชีวิต ถูกละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิมนุษยชนกระจายอยู่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก

แต่มุมมองใหม่ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งสร้างสมดุล การพัฒนาทางเศรษฐกิจต้องถูกนำทางด้วยความรู้ เหตุผลความสามารถที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ถูกกำกับด้วยหลักประกันความเสี่ยงความไม่ประมาท คุณธรรมและศีลธรรม

มนุษย์จึงไม่ใช่เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจหรือนักสะสมทุน-กำไร แต่เป็น "สัตว์ประเสริฐ" ที่มีชีวิตอยู่อย่างไม่ขาดแคลน ไม่ล้นเกินพึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ ชีวิตมีคุณค่าในมิติหลากหลาย มีเวลาให้กับตนเอง ครอบครัวชื่นชมความงามของธรรมชาติ ศิลปะ บ่มเพาะคุณธรรมศีลธรรม ความสงบสุขทางจิตวิญญาณ เสียสละและสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม

ความฝันต่างๆ เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเป้าหมายของมนุษย์คือ "ความพอเพียง" หรือการสร้างสมดุลทั้งในชีวิต สังคม เศรษฐกิจอำนาจทางการเมือง และสมดุลทางธรรมชาติ

แต่จะไม่มีวันเป็นไปได้ถ้าเป้าหมายของมนุษย์คือความไม่รู้จักพอเพียงหรือ "ความล้นเกิน" ซึ่งจะทำให้โลกก้าวไปสู่หายนะ อันเกิดจากความขัดแย้งของฝ่ายขาดแคลนกับฝ่ายล้นเกิน และภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากความเสียสมดุล

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราชาวไทยโชคดีเพียงใดที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นอัครราชาปราชญ์ พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจทางเลือกแก่คนไทยสังคมไทย หรือแม้แต่สังคมโลก

ซึ่งเป็นทางเลือกที่จำเป็นต่อความอยู่รอด หรือความมั่นคงของมนุษย์ ธรรมชาติและสังคม

ในปีมหามงคลที่ในหลวงครองราชย์ครบ 60 ปี และเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช พระราชกุศลที่ปวงพสกนิกรชาวไทยควรถวายแด่พระองค์ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่า การสร้างการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ลึกซึ้ง และแพร่หลาย

จนสามารถสร้างวิถีชีวิตพอเพียง ความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ จนเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกว่า

ประเทศไทยคือ "ประเทศแห่งความสุขด้วยเศรษฐกิจพอเพียง"

หน้า 7


คน 2% ครองมั่งคั่งโลกเกินครึ่ง

มติชนรายวัน  วันที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10497

ฮือฮา 300 เศรษฐีสวิสรวยเท่า "จีดีพี"ปท.

*ยูเอ็นแฉคนแค่ 2% ครอบครองความมั่งคั่งเกินครึ่งหนึ่งของโลก ส่วนใหญ่เศรษฐีกระจุกอยู่ในอเมริกาเหนือ-ยุโรป ฮือฮาเศรษฐีสวิตเซอร์แลนด์ 300 คน รวยจัด มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันเท่ากับจีดีพีของประเทศของตัวเอง ด้วยมูลค่า 4.55 แสนล้านฟรังก์สวิส *

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม นายแอนโทนี ชอร์ร็อคส์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยผลการวิจัยระดับโลกครั้งแรกเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความรวยและมั่งคั่ง ระบุว่า บรรดาคนรวยที่สุดในโลกจำนวน 2% ครอบครองความมั่งคั่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งของความมั่งคั่งโดยรวมของโลก โดยความมั่งคั่งนี้กระจุกตัวอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ, ยุโรป และบรรดาประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกที่มีรายได้สูง โดยคนจากภูมิภาคเหล่านี้ถือครองความมั่งคั่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 90% ของความมั่งคั่งของโลก และในบรรดาคนร่ำรวยที่สุดทั่วโลก 37 ล้านคน (ข้อมูลเมื่อปี คศ.2000) นั้นทุก 1 ใน 2 คน จะอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาหรือไม่ก็ญี่ปุ่น

"ในขณะที่รายได้ทั่วโลกถูกกระจายอย่างไม่เป็นธรรม แต่เมื่อพิจารณาถึงการกระจายความมั่งคั่งแล้วยิ่งแย่กว่า" นายชอร์ร็อคส์กล่าว

ด้านเอเอฟพีรายงานจากสวิตเซอร์แลนด์ ว่าบุคคลที่รวยที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ 300 คน มีทรัพย์สินรวมกันเท่ากับ จำนวนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสวิตเซอร์แลนด์แล้ว โดยเศรษฐี 300 คนเหล่านี้ มีมูลค่าทรัพย์สิน 4.55 แสนล้านฟรังก์สวิส ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 14% จากปีที่แล้ว ขณะที่จีดีพีของสวิสทั้งประเทศอยู่ที่ 4.556 แสนล้านฟรังก์สวิส ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตลาดหุ้นเฟื่องฟู ทั้งนี้ จากการจัดอันดับของนิตยสารธุรกิจ "บิลาน" ของสวิตเซอร์แลนด์

โดยบุคคลที่รวยที่สุดยังคงเป็นนายอิงวาร์ แคมพราด เจ้าของเครือข่ายร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ระดับโลก "ไอเกีย" ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 2.5-2.6 หมื่นล้านฟรังก์สวิส หรือประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 5 พันล้านฟรังก์สวิส ขณะที่อันดับสองได้แก่ ตระกูลโอเอริและฮอฟฟ์แมนน์ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการยา "โรช" ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 2.1 หมื่นล้านฟรังก์สวิส

ขณะเดียวกันนักธุรกิจน้ำมันและเหล็กจากรัสเซีย วิคเตอร์ เวคเซลเบิร์ก ได้มาช่วยเสริมความรวยให้กับประเทศนี้ หลังจากนำธุรกิจมาผนวกเข้ากับกิจการของนักธุรกิจสวิส ก่อตั้งธุรกิจอะลูมิเนียมใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้นักธุรกิจรายนี้มีมูลค่าทรัพย์สิน 1.5 หมื่นล้านฟรังก์สวิส

บุคคลที่ติดอันดับท็อปเท็น ของสวิสในครั้งนี้ ยังประกอบด้วย เจ้าของเครือข่ายค้าปลีก ซีแอนด์ดี, ราชวงศ์แห่งลิกเตนสไตน์, อดีตแชมป์ฟอร์มูล่าวัน (ไมเคิล ชูมัคเกอร์) เป็นต้น

หน้า 20