หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
พรรคพวกนิยม (Cronyism) คือปัญหาของรัฐบาลทุกประเภท

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ   โดย ศ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน  วันที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10497

สุนทรพจน์ของ พล.อ.สรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ นอกจากจะกล่าวถึง 4 ประเด็นหลักที่ท้าทายรัฐบาลปัจจุบันในอีก 1 ปีข้างหน้า คือ การปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จ การฟื้นฟูความเป็นเอกภาพของชาติ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการสร้างนิติรัฐ ยังได้พูดถึงเหตุผล 3 ประการจากความเห็นส่วนตัว ว่าเหตุใดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จึงมีความชอบธรรม

ประการที่ 1 พล.อ.สุรยุทธ์ชี้ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลทักษิณนั้น เมืองไทยเป็นประชาธิปไตยแต่เพียงในนาม ในความเป็นจริงการเมืองอยู่ใต้อำนาจของพรรคการเมืองที่มีอำนาจเงินสูง จนทำให้บทบาทขององค์กรอิสระ ที่เป็นตัวกำกับพฤติกรรมของนักการเมือง และการบริหารของคณะรัฐมนตรีเป็นหมันไปหมด

ประการที่ 2 สาเหตุแรงจูงใจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่แปรเปลี่ยนเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ณ ปัจจุบัน นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนอย่างแน่แท้ มีนัยว่าไม่มีเหตุผลส่วนตัวของบุคคลเกี่ยวข้อง

ประการที่ 3 คนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐประหาร ดูได้จากผลการสำรวจความเห็นของผู้คน (โพล) ที่มีการรายงาน

พล.อ.สุรยุทธ์ต้องการตอกย้ำว่า ถ้ารัฐประหารไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ เขาไม่ยอมเป็นนายกรัฐมนตรีแน่ การแสดงสุนทรพจน์ครั้งนั้น เข้าใจว่าประทับใจกลุ่มนักข่าวต่างประเทศพอสมควร

และจากการประชุมเอเปค 2006 ที่ฮานอย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็กล่าวด้วยความโล่งใจว่า ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองดีกว่าหลายๆ คน ทำให้สบายใจมาก เพราะสหรัฐอเมริกาถือเป็นผู้ใหญ่

คงไม่มีใครสงสัยในความตั้งใจดี หรือสงสัยในความซื่อตรงของนายกฯรวมทั้งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งเมื่อวันที่ 20 พ.ย. หนังสือพิมพ์รายงานคำกล่าวใจความว่า "ตนมีหน้าที่อย่างเดียว คือ ปลดนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)...พอครบ 14 วัน หลังปฏิรูป หน้าที่ก็หมดแล้ว..."

พล.อ.สรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ เป็นทหารเอกเป็นตัวชูโรง

แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ยังประกอบไปด้วยทหารกลุ่มต่างๆ อีกเยอะแยะมากมาย พวกเขาต้องการอะไร?

แทบทุกคนคงต้องการให้ศักดิ์ศรีของทหารไทยได้รับการฟื้นฟูและสถาปนาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลายๆ คน ถือเป็นโอกาสที่จะได้มีบทบาททางการเมือง (เป็น รมต.) เพื่อช่วยชาติ

แน่นอนว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นพรรคพวกเดียวกับกลุ่มที่ทำรัฐประหารอาจจะรู้สึกเฉยๆ หรืออาจจะรู้สึกเป็นกังวล เพราะว่าเป็นคนละกลุ่มอำนาจ อาจเสียผลประโยชน์หรือต้องหยุดกิจกรรมที่เคยทำมาก่อนหน้านี้

ในบรรดาทหารที่อยู่ในสายของ คมช. แน่นอนว่า โอกาสต่างๆ ก็เปิดขึ้น นอกจากโอกาสของการเลื่อนขั้นภายในระบบทหารเอง ก็ยังรวมทั้งโอกาสอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น

1.การได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบอร์ดของบริษัทเอกชน ของรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการซึ่งรัฐบาลยังมีหุ้น หรือมีบทบาทสำคัญในการให้สัมปทานหรือใบอนุญาต

2.การมีบทบาทและอิทธิพลในการกำหนดงบประมาณทหารมากขึ้น

3.การได้เข้ามีบทบาทกำหนดนโยบายหรือส่งอิทธิพลต่อนโยบาย และแนวทางของการปฏิรูปด้านการสื่อสารมวลชนมากขึ้น ซึ่งในประเด็นสุดท้ายนี้ ฝ่ายทหารและราชการยังมีบทบาทควบคุม และมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงอยู่สูงทั้งในกรณีสื่อโทรทัศน์ และวิทยุ นอกจากนั้นยังมีเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งฝ่ายทหารหลายกลุ่ม ก็เคยสนใจหารายได้จากกิจกรรมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

2 ประเด็นสำคัญ คือ ประการที่ 1 ความต้องการเหล่านี้ในระดับนโยบาย การส่งอิทธิพล หรือการหันเหนโยบาย จะเป็นไปในแนวทางที่ให้ประโยชน์กับสาธารณชนเสมอไปหรือไม่?

ประการที่ 2 ในระดับย่อยลงมา จะป้องกันไม่ให้ "ระบบพรรคพวกนิยม" เข้ามามีบทบาท จนทำให้ "ความตั้งใจดี" ของผู้ทำรัฐประหาร และของหัวหน้ารัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะผู้ทำรัฐประหารต้องไขว้เขวไปได้อย่างไร?

ในทำนองเดียวกัน พรรคพวกนิยม ก็เป็นปัญหาของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณเอง อาจจะไม่ได้มีปัญหาคอร์รัปชั่นแบบทั่วๆ ไป (มีปัญหาแบบการทับซ้อนผลประโยชน์ หรือคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายมาก)

แต่ก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้พรรคพวก ลูกน้อง เครือญาติ เข้ามากอบโกยและทำการคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ จนเป็นที่เอือมระอา แม้ว่าปากจะพูดอยู่เสมอว่า จะทำสงครามกับการคอร์รัปชั่น

มีคำถามว่า อะไรจะทำให้รัฐประหารที่หลายคนคิดว่าชอบธรรม เสียความชอบธรรมลงไป?

คำตอบมีหลายประการ ในช่วงแรกๆ ก็มีเรื่องความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ ให้อยู่ในระดับที่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักธุรกิจสำคัญพอใจ ต่อมา ก็มีเรื่องที่ว่าจะคงนโยบายที่ให้ผลประโยชน์โดยตรง กับประชาชนระดับล่าง รวมทั้งให้ความหวังในชีวิตแก่พวกเขาได้สำเร็จหรือไม่

ต่อมาเมื่อถึงขั้นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปการเมือง จะมีประเด็นที่ถกเถียงกันมาก คือ เรื่องที่ว่าทหารจะเข้ามาส่งอิทธิพลให้มีการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายทหาร แต่ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายประชาชน (โดยเฉพาะคนชั้นกลาง) ไทยต้องการ จนกระทั่งเกิดการต่อต้านหรือไม่

และที่สำคัญคือ เมื่อเวลาผ่านไปการแสวงหาผลประโยชน์ เข้ากระเป๋าตนเองของพรรคพวกต่างๆ อาจจะขยายขอบเขตไป จนประชาชนทั่วไปเกิดความเอือมระอาหรือไม่

และหากมีความพยายามปิดหูปิดตาประชาชนโดยการปรามฝ่ายสื่อสารมวลชน ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ประชาชนคนชั้นกลางที่ไม่พอใจ (แม้จะเคยสนับสนุนการรัฐประหารมาก่อน) อาจจะเข้าร่วมขบวนการประท้วงบนท้องถนนอีก (ถึงจุดนั้นกฎอัยการศึกอาจจะไม่มีความหมาย)

การที่ทหารดูเหมือนว่า จะตบเท้ากันเข้าเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ และกิจการอื่นๆ ที่รัฐบาลมีบทบาทสำคัญ (และมีผลประโยชน์มาก) เป็นตัวอย่างที่ตั้งเค้าให้เห็นถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจจะตามมาอีก

เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ให้เหตุผลในเรื่องบอร์ดรัฐวิสาหกิจว่า เพื่อให้ทหารเป็นตัวป้องกันคอร์รัปชั่น นัยว่าเพราะไม่ไว้ใจนักบริหารมืออาชีพ แต่ประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมาบอกเราว่า รัฐวิสาหกิจเคยเป็นขุมทรัพย์ของฝ่ายทหาร และข้าราชการมาโดยตลอด และไม่มีใครเชื่อหรอกว่าสภาพการณ์จะเปลี่ยนไป ภายใต้การนำของ คมช. เพราะทุกคนไม่ได้เหมือนกับ คมช.

หนทางเดียวที่จะแก้หรือป้องกันปัญหาคอร์รัปชั่นก็ด้วยการกำหนดกฎเกณฑ์ หรือกติกากำกับการบริหารรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยังไม่ได้ทำเพียงพอ

พรรคพวกนิยม (cronyism) อันเป็นหนทางสู่คอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาของรัฐบาลทักษิณ ก็อาจจะเป็นปัญหาของรัฐบาล ที่มาจากการรัฐประหาร ของ คมช. และอาจจะเป็นตัวทำให้รัฐประหารที่หลายคนคิดว่าชอบธรรม หมดความชอบธรรมไปก็ได้ หากไม่ระวังให้ดี

หน้า 6