หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สัมภาษณ์พิเศษ "ศานิต ร่างน้อย" อธิบดีกรมสรรพสามิต

มติชนรายวัน  วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10496

หมายเหตุ - ในช่วงที่ประเด็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมกำลังเป็นเรื่องร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ "มติชน" จึงเห็นเป็นจังหวะที่ดี สัมภาษณ์ "ศานิต ร่างน้อย" อธิบดีกรมสรรพสามิตคนใหม่ เพิ่งได้รับแต่งตั้งมาหมาดๆ ไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 เพื่อให้ได้รับทราบที่มาที่ไปของภาษีรายการใหม่ล่าสุดตัวนี้ที่เพิ่งประกาศใช้มาได้เพียง 3 ปี รวมถึงแนวคิดของบุคคลที่ได้ชื่อว่า มีส่วนเป็นเจ้าของเรื่องอยู่ครึ่งหนึ่งในฐานะผู้จัดเก็บภาษี รวมถึงแนวทางในการรองรับหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับภาษีดังกล่าว

- อยากให้เล่าถึงที่มาที่ไปการจัดเก็บภาษีโทรคมนาคมเมื่อปี 2546

จากเอกสารหลักฐานตัวหนังสือทั้งหมด เขามองในแง่ว่าหากเปิดเสรีโทรคมนาคมเมื่อไหร่บริษัทที่รับสัมปทานในระบบมีเยอะ และจะมีการลักลั่นกันระหว่างคนที่มีสัมปทานกับไม่มี ซึ่งหากมองว่าการที่เป้าหมายเราคือต้องการนำเงินเข้ารัฐ การที่เรามาปรับเปลี่ยนค่าสัมปทานเป็นภาษี วิธีนี้ดีเพราะมันก็จะอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน เลยมีแนวคิดว่า ควรเป็นภาษีสรรรพสามิต เพราะภาษีอื่นๆ ไม่เข้าข่าย แต่เมื่อนโยบายตกลงแล้วว่าให้เก็บโดยการแก้ไขกฎหมาย ก็เริ่มเกิดปัญหาว่าคนที่ได้รับสัมปทานอยู่นั้น ก็มีภาระต้องจ่ายค่าสัมปทานด้วย และถ้ารัฐจัดเก็บภาษีเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะเกิดปัญหากับผู้บริโภค เพราจะผลักภาระให้ผู้บริโภค จึงมีแนวคิดในตอนนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยให้กรมจัดเก็บภาษีโดยหักจากค่าสัมปทาน ซึ่ง ครม.มีมติให้ต้องเสียภาษีสำหรับพื้นฐาน 2% และมือถือ 10%

ครม.ขณะนั้นพิจารณาแล้วว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยทุกบริษัทมีภาระต้องเสียภาษีทุกเดือน คือในทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป มีเพียง กสท. (บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)) และทีโอที (บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)) ที่ตอนแรกไม่เสียเพราะเขาทำหน้าที่แทนรัฐ แต่พอแปลงสภาพเป็นผู้ประกอบการแล้วก็เสียมาตลอด ที่มีข่าวมานั้นสับสนและผิด เพราะเราเก็บทุกคนมาตั้งแต่ต้น ไม่เคยเว้น ซึ่งผมมองว่าวิธีนี้ดี เพราะมันเป็นวิธีที่นำรายได้เข้ารัฐที่เท่าเทียมกัน ซึ่งหากเทียบกับค่าสัมปทาน เวลาเอกชนจ่ายค่าสัมปทานเข้ารัฐวิสาหกิจ เขาก็จะนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นค่าใช้จ่าย โบนัส แทนที่จะเข้า 100% แบบภาษี

- หากมองว่าเป็นการตัดเส้นทางเงินของทีโอที และ กสท. ในการลงทุนพัฒนาธุรกิจ

ผมเข้าใจว่าเขา (ทีโอที-กสท.) ต้องการที่จะได้ค่าสัมปทานที่เต็ม 100% และส่วนที่เป็นภาษีก็ให้เก็บเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งหากนโยบายรัฐจะเอาแบบนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันกระทบต่อผู้บริโภคแน่

- แต่ตามข่าวล่าสุด น่าจะมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงทั้งในส่วนของโทรศัพท์พื้นฐานและมือถือ

ณ วันนี้ผมยังไม่ได้รับสั่งการใดๆ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็เพียงแต่ขอตัวเลขการจัดเก็บภาษีโทรคมนาคมไปว่า มีผลการจัดเก็บมาอย่างไรบ้าง ผมเข้าใจว่าเรื่องต่างๆ ยังอยู่ที่ไอซีที (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เป็นหลัก แต่ผมมองว่า ตอนนี้ในส่วนของภาษีสรรพสามิตมันก็โอเคอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมา ปี 2546 ที่เริ่มจัดเก็บเพียง 9 เดือน ของปีงบประมาณ สามารถจัดเก็บได้ 6,400 ล้านบาท ปี 2547 จัดเก็บได้ 12,000 ล้านบาท ปี 2548 จัดเก็บได้ 13,000 ล้านบาท ส่วนปี 2550 ตั้งเป้าหมายจัดเก็บไว้ที่ 16,500 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดเก็บจากมือถือ ประมาณ 90% ส่วนโทรศัพท์พื้นฐานนั้น จัดเก็บได้เพียง 10% เท่านั้น

จริงๆ แล้วผมไม่ได้มองเรื่องเม็ดเงินภาษีที่ 15,000-16,000 ล้านบาท แต่ผมมองการเสียภาษีกิจการโทรคมนาคม มาจากแนวคิดที่ว่า กิจการนี้เป็นกิจการที่ได้รับอนุญาต หรือสัมปทานจากรัฐ โดยในกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถประกาศได้ว่ากิจการใดจะต้องเสียภาษี ซึ่งผมกำลังคิดถึงกิจการที่ได้รับสัมปทาน หรือได้ประโยชน์จากคลื่นซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ หรืออะไรต่างๆ ของรัฐก็สมควรที่จะต้องจัดเก็บภาษี เช่น เคเบิลทีวี

แต่ในส่วนสัมปทานนั้น ก็มองแยกออกไปอีกเรื่องหนึ่ง ว่ามีการเอื้อกันหรือไม่ มันควรจะไปแก้กันตรงสัญญา การจัดเก็บภาษีนั้นเป็นฐานภาษีที่ควรมีไว้ แต่การจะปรับปรุงอะไรควรเข้าไปดูที่สัญญาสัมปทานมันง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าหากมีการลดภาษีลง เพื่อให้ทีโอที หรือ กสท. ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาสัมปทานมากขึ้นผมก็มองว่าไม่ถูก เพราะมันควรจะเข้าระบบงบประมาณ

- เข้ามารับตำแหน่งกับเป้าหมายจัดเก็บปีงบประมาณ 2550 ที่ 289,000 ล้านบาท หากมีการเปลี่ยนแปลงภาษีดังกล่าว จะมีผลกระทบ หรือเตรียมการใดๆ รองรับไว้หรือไม่

ผมมาที่นี่ในวันที่มีแต่เรื่อง ดังนั้น ผมต้องศึกษารายละเอียดของภาษีแต่ละตัวให้รอบคอบ เพื่อนำไปสู่การเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต โดยเน้นใน 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง การขยายฐานภาษีไปยังสินค้าและบริการใหม่ๆ ซึ่งผมมองไปที่กิจการเคเบิลทีวี ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับอนุญาต หรือสัมปทานจากรัฐ และส่วนที่สอง การปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ผมจะไล่ดูภาษีรายตัวไปเลยว่า ปัจจุบันมีอุปสรรคกฎหมายใดๆ อยู่บ้าง เมื่อได้ข้อสรุปก็จะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณา เพราะผมมองว่าจังหวะนี้ถ้าเราต้องการจะทำอะไรก็ต้องรีบทำ อันนี้ทำเป็นตัวเน้น

- ขอทราบรายการภาษีตัวหลักๆ ทั้งเป้าหมาย และแนวทางการจัดเก็บ

เป้ารวมของผมคือ 289,000 ล้านบาท ส่วนภาษีหลักๆ คือ เป้าภาษีรถยนต์สูงถึง 62,000 ล้านบาท ทั้งที่บริษัทรถยนต์ตั้งเป้าว่ายอดขายจะลดประมาณ 5% เป้าภาษีเบียร์ 47,000 ล้านบาท เป้าสุรา 30,000 ล้านบาท และเป้าภาษีบุหรี่ 36,000 ล้านบาท

ปัจจุบันภาษีรถยนต์นั้นมีปัญหาเยอะ มีคนร้องเรียนมากทุกค่าย ปัญหามันอยู่ที่กฎหมายที่มีคำว่าให้เก็บตามราคาหน้าโรงงาน ซึ่งมันไม่ชัดว่ามันอยู่ตรงไหน เพราะตามกฎหมายที่ตีความโดยกฤษฎีกาก็คือราคาซื้อขายจริง แต่ในความเป็นจริง มีการซื้อขายกัน ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก ซึ่งมันไม่สะท้อนราคาที่แท้จริง เราจึงได้กำหนดแนวปฏิบัติขึ้นมา ว่าราคาหน้าโรงงาน จะอยู่ที่ประมาณ 76% ของราคาขายปลีก ซึ่งเวลาเขาส่งราคามา ถ้ามันน้อยกว่านี้ เราก็จะยังไม่ยอมรับราคา ซึ่งเรากำลังมาดูว่า 76% นั้นมันสมเหตุสมผลไหม เราต้องมาดูว่าราคาปกติเมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการขายแล้ว มันเหลือเท่าไหร่ ผมมองว่าเรื่องรถยนต์เนี่ย จะปรับปรุงให้มาดูที่ราคาขายปลีก และทอนลงไปว่าราคาหน้าโรงานควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งมันจะง่ายขึ้นและกฎหมายก็เปิดให้รัฐมนตรีสามารถใช้ราคาอื่นได้ ซึ่งเราต้องหาสูตร และอธิบายให้ได้ ซึ่งผมจะทำให้เสร็จและเสนอแนวทางการปรับปรุงกฎหมายสรรพสามิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีรถยนต์ แต่ต้องทำให้รอบคอบ ศึกษารายละเอียดให้ดีก่อน

ส่วนปัญหาเบียร์นั้น ผมได้สั่งให้ทำอยู่ คือทำอย่างไรให้ยุติธรรมจะได้หยุดปัญหาการร้องเรียน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพการจัดเก็บ แต่เป็นปัญหาจุกจิกกวนใจ ทุกวันนี้มีเรื่องร้องเรียนตลอดจากผู้ผลิต เพราะกรมไปแบ่งสินค้าเป็น 3 เกรด พรีเมียม สแตนดาร์ด และอีโคโนมี ทั้งที่ความจริงควรจะแบ่งเป็นเสียภาษีตามมูลค่า ก็ให้เขาศึกษาอยู่

- ภาษีอาบ อบ นวด ที่มียอดจัดเก็บน้อยมากๆ จะมีการปรับปรุงอย่างไร

ปัญหาของภาษีตัวนี้คือ เรื่องของการอาบน้ำ กฎหมายไปเขียนว่าถ้ามีบริการอาบน้ำจะถูกเก็บภาษี ก็เกิดมีการหลบเลี่ยงกัน และปัญหาอีกอย่าง คือ พวกธุรกิจสปา เขาไม่อยากจะรวมอยู่ในกลุ่มเดียวกับอาบ อบ นวด เราก็ต้องหาวิธีที่จะแยกออกจากกัน เพราะผมมองว่าธุรกิจตรงนี้มีศักยภาพมีรายได้จำนวนมาก เพราะราคาสูง ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และคนส่วนใหญ่ที่ใช้บริการก็เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว และคนมีฐานะ ควรจะมาอยู่ในฐานภาษีสรรพสามิต

หน้า 20