|
||||||||||||||
|
ดอลลาร์จะอ่อนค่าอีกมากน้อยเพียงใด
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปมากถึง 1.5-2.0% เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก เช่น เงินยูโร ปอนด์ และเยน ซึ่ง Financial Times เมื่อ 28 พฤศจิกายน วิเคราะห์ว่าการอ่อนตัวดังกล่าวกำลังทำให้เกิดความกังวลขึ้นมาอีกครั้งว่า เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงไปอีกมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ นักค้าเงินแสดงความเป็นห่วง เมื่อค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลง ถึงจุดต้านสำคัญคือ 1.30 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโร และนักวิเคราะห์บางรายทำนายว่า ค่าเงินดอลลาร์น่าจะอ่อนค่าลงไปอีกที่ 1.35-1.40 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโรได้ภายในกลางปี 2007 บางคนอาจจะติงว่าค่าเงินของสหรัฐก็เคยอ่อนตัวเช่นนี้มาแล้ว โดยแตะที่ระดับ 1.36 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโรเมื่อปลายปี 2004 และนักวิเคราะห์ก็ได้ออกมาทำนายว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงไปอีก แต่ปรากฏว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นไปอย่างต่อเนื่องในปี 2005 จนมาถึงจุดแข็งที่สุดเมื่อปลายปี 2005 ที่ 1.17 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโร จึงน่าจะพูดได้ว่า ค่าเงินดอลลาร์อาจจะขึ้นๆ ลงๆ เช่นเดิม จึงไม่จำเป็นต้องห่วงว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนตัวไปอย่างต่อเนื่อง และน่าจะฟื้นตัวได้ในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะเงินดอลลาร์นั้นมักจะอ่อนตัวในปลายปีเสมอ เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ ที่ลงทุนในสหรัฐเป็นจำนวนมาก จะนำเอาผลกำไรมาแลกเป็นเงินสกุลของตน เพื่อนำเอากำไรดังกล่าวกลับประเทศของตนทุกๆ ครั้งตอนปลายปี แต่นักวิเคราะห์แย้งว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น สหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 750,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2005 และน่าจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอีก 870,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2006 กล่าวคือสหรัฐจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อันจะเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ไม่สามารถฟื้นตัวได้เช่นปลายปี 2004 กล่าวคือธนาคารกลางและนักลงทุนต่างชาติ จะต้องมีความพร้อมที่จะถือเงินดอลลาร์และถือทรัพย์สินสหรัฐประเภทอื่นๆ เพิ่มขึ้นเดือนละกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ได้ถือสินทรัพย์อเมริกันเพิ่มขึ้นไปแล้วถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่าต่างชาติได้ขายสุทธิพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐคิดเป็นมูลค่า 373 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขายสุทธิเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2003 สิ่งที่ตลาดกำลังเป็นห่วงอย่างมากคือ การส่งสัญญาณของธนาคารกลางในหลายประเทศ ที่ถือเงินดอลลาร์เป็นจำนวนมากว่า มีการพิจารณาที่จะกระจายความเสี่ยงโดยการถือเงินดอลลาร์ในสัดส่วนที่ลดลงจากเดิมอีก ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2001 ทุนสำรองระหว่างประเทศของโลกได้เพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านล้านดอลลาร์ มาเป็น 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีนี้โดย 2/3 ของทุนสำรองระหว่างประเทศดังกล่าวนั้นอยู่ในมือของธนาคารกลางหลัก 6 ประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ รัสเซียและสิงคโปร์ ส่วนไทยนั้นในช่วงดังกล่าวก็ได้เพิ่มทุนสำรองเป็นจำนวนมากจาก 30,900 ล้านดอลลาร์มาเป็น 69,500 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางรัสเซีย สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และ UAE ได้ประกาศแผนการที่จะลดสัดส่วน การถือครองเงินดอลลาร์ ในทุนสำรองระหว่างประเทศของตน แต่ประเด็นที่ทำให้ตลาดใจจดใจจ่อมากที่สุด คือรายงานข่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนนั้นได้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว โดยทราบดีว่าปริมาณที่เพิ่มดังกล่าวเป็นผลมาจากการซื้อเงินดอลลาร์และขายเงินหยวนออกไป เพื่อสกัดมิให้เงินหยวนแข็งค่ารวดเร็วจนเกินไป แต่เมื่อจีนมีเงินดอลลาร์เก็บเอาไว้เป็นจำนวนมหาศาลเช่นนี้แล้ว จีนก็อาจจะไม่ต้องการเก็บเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น เช่นแต่ก่อนก็เป็นได้ ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญยิ่งของปัญหาค่าเงินดอลลาร์ คือสหรัฐกำลังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นจำนวนมาก ถึงเดือนละ 70,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่การขายเงินดอลลาร์ จากทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่ธนาคารกลางต่างๆ ถือครองเอาไว้เท่านั้น เพียงแต่ธนาคารกลางต่างๆ หยุดซื้อเงินดอลลาร์มาเก็บเอาไว้เพิ่ม เช่นที่เคยทำมาโดยตลอด ก็จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงได้อย่างต่อเนื่อง การเข้าไปซื้อเงินดอลลาร์โดยธนาคารกลางจีน โดยการขายเงินหยวนออกไปสู่ระบบนั้น ปัจจุบันทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อปริมาณเงินหยวนเพิ่มขึ้นธนาคารกลางจีนก็ต้องพยายามกำจัดสภาพคล่องส่วนเกินดังกล่าว โดยการออกพันธบัตร แต่การดูดซับสภาพคล่องดังกล่าว เป็นภาระต่อธนาคารกลางจีนที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ซื้อพันธบัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่ดอกเบี้ยภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยภายในประเทศ เริ่มปรับสูงขึ้นกว่าสหรัฐอเมริกา ผลคือธนาคารกลางของจีนขาดทุนดอกเบี้ย จากการเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศ เพราะดอลลาร์ที่ถือเพิ่มขึ้นนั้น เริ่มจ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่าพันธบัตรหยวนที่ธนาคารกลางจีนขายออกไปเพื่อดูดซับสภาพคล่อง ทำให้นักค้าเงินเกรงว่า ธนาคารกลางจีน จะซื้อเงินดอลลาร์ในปริมาณที่ลดน้อยลงกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่อง อีกประเด็นหนึ่งที่จะสามารถทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อย่างมากคือ ส่วนต่างของดอกเบี้ยสหรัฐกับดอกเบี้ยประเทศอื่นๆ ที่นับวันจะแคบลงทุนวัน เมื่อปี 2004 ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอยู่ที่ 2.25% แต่ถูกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องไปที่ 5% ในต้นปี 2006 ในช่วงเดียวกันดอกเบี้ยอังกฤษปรับลดลงจาก 4.75% เป็น 4.5% ดอกเบี้ยยุโรปนั้นคงที่อยู่ที่ 2% มาก่อนปี 2004และเริ่มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.25% ในปัจจุบัน ในขณะที่ดอกเบี้ยญี่ปุ่นก็คงที่อยู่ที่ 0% มาจนกระทั่งถูกปรับขึ้นเมื่อกลางปี 2006 มาอยู่ที่ 0.25% กล่าวคือในช่วงปี 2004 จนถึงต้นปี 2006 นั้น ดอกเบี้ยสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น 2.75% ในขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.25% และอังกฤษปรับดอกเบี้ยลดลงจึงไม่น่าจะแปลกใจว่าเงินดอลลาร์จะสามารถรักษาค่าเอาไว้ได้ แต่ในครึ่งหลังของปี 2006 ธนาคารกลางของอังกฤษปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 5% ธนาคารกลางยุโรปปรับดอกเบี้ยขึ้นเป็น 3.25% (และน่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้นไปอีก 0.25% เป็น 3.50% ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้) กล่าวคือส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐกับดอกเบี้ยประเทศหลักอื่นๆ นั้น ได้แคบลงอย่างมาก และจะแคบลงไปอีก เมื่อธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ยลงในปี 2007 นี้ ซึ่งตลาดล่วงหน้าทำนายว่ามีโอกาส 30% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับลดดอกเบี้ยลงเหลือ 5.0% ในเดือนมีนาคม 2007 กล่าวโดยสรุปคือสถานการณ์ของดอลลาร์ในปี 2007 ไม่น่าไว้ใจเพราะดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มลดลง แต่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการถือเงินดอลลาร์ และสินทรัพย์ดอลลาร์เพิ่มขึ้น ของธนาคารกลางลดถอยลงอย่างมากครับ
|