|
||||||||||||||
|
ถึงคิวเอาคืนภาษีสรรพสามิตโทรคมฯ
บ.มือถืออย่าเอาลูกค้าเป็น"ตัวประกัน"
!
มติชนรายวัน วันที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10495 ความพยายามในการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลทักษิณ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 ที่กำหนดให้รัฐวิสาหกิจ เป็นผู้รับภาระภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมแทนเอกชนผู้รับสัมปทาน นอกจากจะเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลชุดนี้ชี้ให้เห็นถึง ความไม่ชอบมาพากลของนโยบายรัฐบาลชุดที่แล้ว ยังน่าจับตาดูว่าการแก้ไขเรื่องดังกล่าว เป็นกระบวนการนำไปสู่เป้าหมายการแข่งขันอย่างเป็นธรรมตามนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ ทั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ประกาศไว้หรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย เพราะมีหลายเรื่องเกิดขึ้น และทุกเรื่องมีส่วนเกี่ยวโยงถึงกัน อย่างที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เคยเปรยออกมาว่า เรื่องโทรคมนาคมมีความสลับซับซ้อนอย่างมาก มีการวางเงื่อมปมผูกเป็นสัญญาโยงถึงกัน ดังนั้นเมื่อขยับเงื่อนปมใด ย่อมส่งผลกระทบไปถึงเงื่อนปมอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากลองลำดับเหตุการณ์ จะพบว่ามีหลายเรื่องเกิดขึ้น ได้แก่ ความพยายามเปลี่ยนจากการจ่ายค่าเชื่อมเครือข่าย หรือแอ็คเซ็สชาร์จ ที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต้องจ่ายให้กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน ไปใช้อัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายหรืออินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ (ไอซี) ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เป็นผู้กำหนดแทน และได้วางกรอบการบังคับใช้ไว้ภายในปีนี้ การจับมือเซ็นสัญญาเชื่อมโครงข่ายระหว่างเอกชน ไม่ว่าจะเป็นดีแทคกับทรูมูฟ หรือแม้กระทั่งดีแทคกับเอไอเอส ทั้งที่ก่อนหน้านี้ห้ำหั่นกันแทบเป็นแทบตาย จึงเป็นเหมือนการชิงจังหวะกดดันทีโอทีให้มาใช้ไอซีด้วย ขณะที่ทีโอทีต้องการเลื่อนการใช้ไอซีออกไปอีก 1 ปี เพราะเกรงจะเกิดผลกระทบรายได้ลดลงปีละหลายพันล้านบาท แต่สำหรับบรรดาเอกชน การใช้ไอซีถือเป็นทั้งการลดต้นทุน เพราะไม่ต้องจ่ายให้ทีโอที และยังเป็นการเพิ่มรายได้ จากเครือข่ายที่ลงทุนไปแล้ว เมื่อมีผู้เข้ามาใช้เครือข่ายจากการโทรศัพท์ติดต่อข้ามเครือข่าย จึงจำเป็นต้องสงบศึก ด้านการแข่งขันชั่วคราว หันมาจับมือเชื่อมเครือข่ายระหว่างกัน ยังมีการยื่นฟ้องศาลปกครองของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทีโอทีและนักวิชาการ เพื่อให้พิจารณาบทบาทหน้าที่ของ กทช. กรณีออกประกาศค่าไอซีขัดแย้ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และเห็นว่าประกาศดังกล่าว เป็นเหมือนกับการบอกเลิกสัญญาสัมปทาน รวมทั้งกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กสท ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่าการกำหนดให้ กสท และทีโอทีรับภาระจ่ายภาษีสรรพสามิตแทนคู่สัญญาไม่ถูกต้อง ทำให้ทั้งสองหน่วยงานต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก ทั้งที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความไว้เมื่อปี 2547 แล้วว่า คู่สัญญาเอกชนจะต้องเป็นผู้จ่ายภาษีเอง การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของสหภาพฯ กสท จึงเป็นเหมือนการรับลูกและขยายผลจากนโยบายการยกเลิกมติ ครม.เรื่องภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมของกระทรวงไอซีที ถึงที่สุดแล้วมีความเป็นไปได้ว่า จะมีการยกเลิกให้ทีโอทีและ กสท จ่ายภาษีแทนผู้รับสัมปทาน จากเดิมทั้งสองหน่วยงาน จะต้องถูกหักส่วนแบ่งรายได้ ที่เอกชนจ่ายให้ตามสัญญาสัมปทานมาเป็นภาษีสรรพสามิตส่วนหนึ่ง สำหรับในแง่มุมของวิธีการปฏิบัติ จากเดิมบางสัญญาอาจจะใช้วิธีที่เอกชนผู้รับสัมปทานซึ่งเป็นผู้เก็บค่าบริการจากลูกค้า นำเงินส่วนแบ่งรายได้ที่จะต้องจ่ายผู้ให้สัมปทานมาหักเป็นจ่ายภาษีก่อน ส่วนที่เหลือจึงค่อยส่งให้ผู้ให้สัมปทาน หรือบางสัญญาให้ผู้ให้สัมปทานซึ่งเป็นผู้เก็บค่าบริการจากลูกค้า นำเงินจากส่วนแบ่งรายได้ที่ตัวเอง จะต้องได้รับแบ่งไปจ่ายภาษีก่อน ส่วนแบ่งรายได้ที่เหลือจึงนำมาเป็นรายได้ของตัวเอง ล้วนแต่เป็นเพียงขั้นตอนการปฏิบัติทั้งสิ้น แต่หลักการที่สำคัญคือเงินภาษีที่จ่าย มาจากเงินส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทาน เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายมองว่าไม่ถูกต้อง ควรให้เอกชนผู้รับสัมปทานเป็นผู้จ่าย ซึ่งไม่ใช่แค่วิธีการ แต่การจ่ายภาษีจะต้องเป็นเงินคนละส่วน แยกจากส่วนแบ่งรายได้อย่างเด็ดขาด เมื่อเป็นเช่นนั้น ตัวเลขอัตราภาษีที่เดิมกำหนดภาษีสรรพสามิตโทรศัพท์พื้นฐาน 2% ส่วนโทรศัพท์มือถือ 10% เพราะรัฐบาลที่แล้วมองว่า โทรศัพท์มือถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อาจจะต้องลดลง เนื่องจากปัจจุบันทั้งโทรศัพท์พื้นฐาน และมือถือต่างก็กลายเป็นสินค้าจำเป็นไปแล้ว ส่วนอัตราภาษีที่ให้เอกชนจ่ายเองจะลดลงเป็นเท่าไร คงมองแยกส่วน เฉพาะความเป็นสินค้าจำเป็น หรือฟุ่มเฟือยอย่างเดียวไม่ได้ ในเมื่อมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวโยงด้วย อาจจะต้องมองไปถึงเรื่องค่าแอ็คเซ็สชาร์จ ค่าไอซี ที่ทางกระทรวงไอซีทีมอบหมายให้ กทช.ไปหารือกับทีโอทีและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องภาษีสรรพสามิตที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรมอบให้ไอซีทีไปพิจารณาหาข้อสรุป ก่อนเสนอ ครม. วันที่ 19 ธันวาคมนี้ เพื่อให้มีผลบังคับวันที่ 1 มกราคม 2550 ร่วมด้วย แต่ใช่ว่าปัญหาเหล่านี้จะแก้ได้โดยง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์มหาศาล กับเอกชนทั้งคนไทยเอง และต่างประเทศที่มีพละกำลังมหาศาล อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวจะยิ่งแก้ยากเป็นทวีคูณ หากรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งเป็นผู้แก้ปัญหา เพราะอาจกระทบกับ "ถุงเงิน" ในฐานะผู้สนับสนุนพรรครายใหญ่ที่หนีไม่พ้นทุนสื่อสาร แต่เมื่อเป็นรัฐบาลที่มาจาก "วิธีพิเศษ" น่าจะแก้ได้ง่ายกว่า เพราะไม่ต้องเกรงใจใคร มีตัวอย่างให้เห็นสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งมีที่มาคล้ายกับรัฐบาลชุดนี้ เข้ามาแก้ปัญหาโครงการโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมายในอดีต สิ่งสำคัญรัฐบาลชุดนี้จะต้องยึดหลักปฏิบัติ 2 เรื่องคือ "โปร่งใส" และ "เปิดเผย" เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้อยู่ "ข้างประชาชน" ผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง อย่ามองแบบที่บรรดาบริษัทมือถือออกมาขู่ เอะอะอะไรก็จะขึ้นค่าบริการท่าเดียว โดยอ้างว่าถ้ามีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น หากรัฐบาลจะให้บริษัทเสียภาษีสรรพสามิตเอง ทั้งที่แต่ละบริษัทมีรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ดันทำเหมือนกับลูกค้ามือถือประมาณ 30 ล้านคน เป็น "ตัวประกัน" นึกอยากจะผลักภาระอะไรมาให้ก็ได้ เป็นการแสดง "ธาตุแท้" ของนักธุรกิจที่แสวงหาแต่กำไรเป็นที่ตั้ง จึงต้องฝากถามว่ารัฐบาลชุดนี้ฟังเอกชนขู่แล้วรู้สึกอย่างไร รู้สึกกลัวบริษัทเอกชนอย่าง "จับใจ" หรือยิ่ง "เป็นห่วง" ประชาชน และต้องหาทาง "กำราบ" มาเฟียมือถือเหล่านี้โดยเร็ว ก็เลือกเอา หน้า 20
|