|
||||||||||||||
|
"เศรษฐกิจโลก"
ซึ่งดูท่าทางน่าเป็นห่วง
คอลัมน์ เศรษฐกิจต้องรู้ โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3850 (3050) เศรษฐกิจโลกซึ่งในขณะนี้อยู่ในสภาวะที่สับสน คือภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้นักวิเคราะห์บางคน แสดงความเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคของสหรัฐ ซึ่งในอดีตครัวเรือนของสหรัฐ นำเอามูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น มาใช้กู้เงินเพื่อบริโภค และเนื่องจากการบริโภคของสหรัฐมีสัดส่วนมากถึง 2/3 ของจีดีพี ก็มีความเป็นห่วงว่า จีดีพีของสหรัฐซึ่งขยายตัวเกือบ 4% ในครึ่งแรกของปี 2006 จะขยายตัวเหลือเพียง 2.5% ในครึ่งหลังของปีและนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ต่ำกว่า 2% (หรือแย่กว่านั้น) ในปี 2007 ในขณะเดียวกันนักวิเคราะห์อีกกลุ่มหนึ่งปลอบใจว่าการชะลอตัวลงของภาคอสังหาริมทรัพย์นั้นใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว และการบริโภคก็ไม่น่าจะชะลอตัวลงมากนัก เนื่องจากการว่างงานอยู่ในระดับ 4% ซึ่งต่ำเป็นประวัติการณ์ นอกจากนั้นตัวเลขการซื้อของขวัญของคนอเมริกันในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า (thanksgiving) ก็พบว่า แม้ผู้บริโภคจะเน้นการซื้อสินค้าที่ลดราคา แต่ก็พบว่ามูลค่าการจับจ่ายใช้สอยนั้นเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน การซื้อของขวัญของชาวอเมริกันในวันศุกร์หลังวันขอบคุณพระเจ้า (ศุกร์สุดท้ายของเดือน พ.ย.) นั้น เรียกว่า Black Friday หมายความว่ามีการจับจ่ายใช้สอยกันมากเป็นพิเศษ จนกระทั่งบริษัทห้างร้าน ซึ่งขาดทุนมาตลอดทั้งปี จะพลิกกลับมาเป็นกำไรในวันดังกล่าว ทั้งนี้เพราะการซื้อของขวัญของชาวอเมริกัน จากสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน จนกระทั่งเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นั้นจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1/3 ของการจับจ่ายใช้สอยของ ผู้บริโภคทั้งปี ดังนั้น หากสัญญาณดังกล่าวถูกต้อง ก็แสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งอยู่ นั่นหมายความว่าเงินเฟ้อก็อาจจะลดลงไม่มาก ธนาคารกลาง สหรัฐจึงจะยังไม่น่าจะลดดอกเบี้ยในเร็ววันนี้ ซึ่งเสี่ยงที่จะซ้ำเติมภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม หากในความเป็นจริงเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แข็งแกร่งแต่กำลังจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดเงินส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจสหรัฐมิได้มีความน่าไว้วางใจมากนั้น ดังจะเห็นได้จากการอ่อนค่าอย่างมากของเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักเช่น เยน ปอนด์ และยูโร รวมทั้งค่าเงินของเอเชียทั้งภูมิภาค การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐนั้นนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า เป็นเพราะตลาดกำลังคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ จะต้องลดดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ แต่ค่าเงินเหรียญสหรัฐอาจกำลังอ่อนค่าลง เพราะประเทศเอเชียที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ ปีละหลายแสนล้านเหรียญ อาจไม่ต้องการเพิ่มปริมาณดอลลาร์ ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอีกต่อไป ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าสหรัฐยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนละ 6 หมื่นล้านเหรียญ ดังนั้นประเทศคู่ค้าของสหรัฐ ไม่จำเป็นต้องขู่ว่าจะขายเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศของตนออกมาสู่ตลาด เพียงแต่ไม่ยอมถือเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น ก็สามารถทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ดังนั้นความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกจึงอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก อย่างไรก็ดีบางคนอาจโต้ว่านักเศรษฐศาสตร์ (รวมทั้งตัวผมเอง) ก็ได้เคยแสดงความเป็นห่วง ในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ เมื่อปลายปี 2004 เมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าไปที่ 1.36 เหรียญต่อ 1 ยูโร แต่ในที่สุดเงินเหรียญสหรัฐก็กลับแข็งค่าขึ้นเป็น 1.25 เหรียญต่อ 1 ยูโรในปลายปี 2005 ดังนั้นเงินดอลลาร์ก็อาจจะมาฟื้นตัวอีกได้ในปี 2007 เช่นเดียวกับการฟื้นตัวในปี 2005 แต่นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2004 กับ 2006 มีความแตกต่างกันที่เป็นนัยสำคัญ กล่าวคือ ในปี 2004 ฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่แตก ดอกเบี้ยในสหรัฐยังไม่สูง ดังนั้นจึงสามารถขึ้นดอกเบี้ยจาก 2.25% ในปลายปี 2004 มาเป็น 5.25% ในปี 2006 พร้อมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีพอประมาณในช่วงดังกล่าว ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นได้ แต่ในปี 2006 ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะลงมากกว่าขึ้น (ทำให้ผลตอบแทนจากการถือดอลลาร์ มีแต่จะลดลง) นอกจากนั้นการที่สหรัฐได้สร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีก 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้หลายคนรวมทั้งธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะ เอเชีย อาจไม่ต้องการถือเงินเหรียญสหรัฐอีกต่อไป กล่าวโดยสรุปคือเงินเหรียญสหรัฐอาจเสื่อมค่าได้อย่างต่อเนื่อง และอาจผันผวนได้อย่างมากในปี 2007 การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐนั้นผมเห็นว่าเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ ยังไม่ค่อยพร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ จริงอยู่เศรษฐกิจยุโรปนั้นดูดีพอใช้ได้แต่เศรษฐกิจยุโรปก็คงจะขยายตัวได้ประมาณ 2.0-2.5% แต่หากค่าเงินยูโรแข็งขึ้นอย่างมาก ก็ไม่แน่ว่าเศรษฐกิจจะยังขยายตัวได้ในระดับดังกล่าวหรือไม่ สำหรับญี่ปุ่นนั้น เศรษฐกิจดูไม่ค่อยจะน่าไว้วางใจมากนัก เพราะดูเสมือนว่า ตัวเลขการบริโภคล่าสุดเริ่มอ่อนตัว และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ออกมาตักเตือนธนาคารกลางญี่ปุ่น ไม่ให้รีบร้อนปรับดอกเบี้ยขึ้น มิฉะนั้นแล้วเศรษฐกิจญี่ปุ่น อาจกลับเข้าสู่สภาวะเงินฝืดได้โดยง่าย คงจะมีแต่ประเทศจีนเท่านั้น ที่เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ประมาณ 9-10% แต่เศรษฐกิจจีนก็ยังมีขนาดเล็กเกินกว่าจะ "รับมือ" กับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐได้ จีดีพีของสหรัฐมีมูลค่าประมาณ 11 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจีดีพีของยุโรป แต่สูงกว่าจีดีพีของญี่ปุ่นที่ประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญ ในขณะที่จีดีพีของจีนนั้นยังต่ำกว่า 2 ล้านล้านเหรียญ สภาวะเศรษฐกิจโลกดังกล่าวอาจส่งผลลบต่อแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี 2007 ได้โดยผู้ส่งออก เริ่มออกเสียงบ่นเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาทมาอย่างชัดเจนแล้ว หากการอ่อนตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่ถูกทดแทนโดยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในยุโรป และญี่ปุ่นก็อาจเริ่มส่งผลต่อการส่งออกของไทยในปี 2007 ได้ (ทั้งนี้การส่งออกน่าจะขยายตัว 17% ในปี 2006 แต่น่าจะลดลงเหลือ 10% ในปี 2007) เนื่องจากการส่งออกนั้นมีสัดส่วนกว่า 60% ของจีดีพีการชะลอตัวลงของการขยายตัวของการส่งออก จึงอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของจีดีพีในปี 2007 แนวทางหนึ่งที่จะช่วยชะลอการแข็งตัวของค่าเงินบาทคือการรีบปรับลดดอกเบี้ยของไทยโดยเร็ว สำหรับผมนั้นแนวทางที่ดีที่สุดในการสกัดการแข็งค่าของเงินบาท คือการกระตุ้นการฟื้นตัวของการลงทุน หากดูตัวเลขจะเห็นได้ว่า การลงทุนของภาคเอกชนนั้น ขยายตัวในอัตราที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 20-25% ในปี 2003-2004 มาเหลือเพียง 5-7% ในปัจจุบัน หากรัฐบาลสามารถกระตุ้นให้ภาคเอกชนไทยเกิดความมั่นใจ ทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือการนำเข้า (โดยเฉพาะสินค้าทุน) ที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้การเกินดุลการค้าของไทยปรับตัวลดลง และนำไปสู่การอ่อนตัวลงของค่าเงินบาทอีกด้วย กล่าวโดยสรุป คือ การหยุดการแข็งค่าของเงินบาทนั้น สามารถทำได้โดยการไม่ทำอะไร ปล่อยให้เงินแข็งค่า จนกระทั่งการส่งออกสินค้าและบริการชะลอตัวลง (ในขณะที่การนำเข้า ก็จะเพิ่มขึ้นบ้างด้วย) แนวทางที่สอง คือ การปรับลดดอกเบี้ย เพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ แนวทางที่สาม คือ การเร่งการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความต้องการนำเข้าสินค้าทุน ทำให้ดุลการค้าของไทยเปลี่ยนจากการเกินดุลมาเป็นขาดดุล ซึ่งน่าจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงได้อย่างมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากที่สุด เพราะการลงทุนจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ผมได้เคยนำเอาสถิติในอดีตมาให้พิจารณาว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (วัดจากการโตของจีดีพี) นั้น จะมีความสัมพันธ์ทางสถิติกับการลงทุนมากที่สุด กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงของการลงทุนนั้น สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยได้มากถึง 75-80% ในขณะที่การส่งออกนั้น ในระยะยาวอธิบายการเปลี่ยนแปลงของจีดีพีได้เพียง 50-60% เท่านั้น และต่ำกว่าการนำเข้าเสียอีก หมายความว่า ในระยะยาวนั้น เราส่งออกสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถนำเข้าสินค้าทุน และปัจจัยทางการผลิตที่สำคัญๆ เพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และในที่สุดแล้ว การลงทุนของไทยที่มีทั้งปริมาณ และคุณภาพที่สูงเพียงพอ จะเป็นปัจจัยหลัก ในการผลักดันให้ประเทศไทย สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ และนำมาซึ่งความมั่งคั่งของประชาชนคนไทยได้ การลงทุนของเอกชนไทยนั้น ได้ปรับลดลงกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจีดีพี ในขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอินเดีย เวียดนาม และจีนนั้น การลงทุนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงไล่เลี่ย หรือสูงกว่าไทยแล้ว ดังนั้น จึงมองได้ว่าเราจะต้องเผชิญกับความท้าทายค่อนข้างมากจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า (ดูตารางสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีประกอบ) ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่นครโฮจิมินห์ และได้มีโอกาสพบปะกับเจ้าหน้าที่สถานกงสุล และเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ที่นครโฮจิมินห์ โดยเล่าให้ฟังถึงสภาวการณ์การลงทุนโดยทั่วไป และอธิบายให้ทราบว่า การดำเนินธุรกิจในเวียดนามนั้น ยังมีความเสี่ยงอยู่หลายประการ เช่น กฎหมายและกฎเกณฑ์ขาดความชัดเจน และสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว คนไทยหลายราย ได้เข้าไปร่วมลงทุนกับชาวเวียดนาม โดยคนไทยลงเงินทุน และลงแรงส่วนคนเวียดนามที่ร่วมลงทุนเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งมีหลายรายที่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ และมีปัญหากับหุ้นส่วนชาวเวียดนาม ทำให้สูญเสียเงินทุนเป็นจำนวนมาก โดยไม่สามารถอาศัยกฎหมายของบ้านเมือง มาเรียกร้องค่าเสียหายคืนได้ ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็มีศักยภาพอย่างมากเช่นกัน เพราะเป็นประเทศสังคมนิยม ซึ่งกำลังปรับโครงสร้างไปสู่ระบบทุนนิยม โดยผมมีข้อสังเกตว่าผู้นำเวียดนามมีความชัดเจนว่าต้องการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบตลาดเสรี โดยไม่ได้มีข้อกังวล หรือข้อขัดแย้ง เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งนโยบายพยายามจะเปิดเสรีจะถูกคัดค้านอยู่ตลอดเวลา สำหรับเวียดนามนั้น ดูเสมือนว่าเห็นพัฒนาการของอดีตประเทศสังคมนิยมอื่นๆ (จีน โซเวียต และยุโรปตะวันออก) ที่ก้าวไปไกลมากแล้ว ทำให้เวียดนามรู้สึกว่าต้องรีบตามประเทศดังกล่าวให้ทัน ดังนั้น จึงยอมเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรการค้าโลก แม้ว่าเงื่อนไขในการเข้าเป็นภาคีจะค่อนข้างเข้มงวดมากในการบังคับให้เปิดเสรีในภาคเศรษฐกิจต่างๆ (รวมทั้งภาคบริการทางการเงินและโทรคมนาคม) ก็ต้องยอม ผลคือนักลงทุนต่างประเทศกำลังหันมาให้ความสนใจอย่างมากกับเวียดนามในการประชุม เอเปกครั้งล่าสุด เข้าใจว่ามีนักลงทุนและนักธุรกิจของประเทศต่างๆ เดินทางไปร่วมประชุมและทำการตกลงทางการค้าหลายร้อยราย มูลค่าการตกลงทางการค้าที่ได้ลงนามกันไปนั้น มีมูลค่าคิดเป็นพันล้านเหรียญเลยทีเดียว ส่วนที่ผมสนใจมาก คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งพูดได้ว่ามีการแปรรูปไปแล้วหลายพันบริษัท เพราะธุรกิจต่างๆ นั้น เดิมทีเป็นรัฐวิสาหกิจทั้งหมด การแปรรูปนั้น กระทำกันอย่างเร่งรีบ และเข้าใจว่ามีหลายกรณี ที่รัฐบาลขายออกไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก โดยไม่ค่อยจะเป็นห่วงกับ "ทรัพย์สมบัติของชาติ" มากนั้น เพราะถือว่าผู้ที่ซื้อไปส่วนใหญ่คือ พนักงานและประชาชนคนเวียดนาม และที่สำคัญคือ เมื่อขายออกไปแล้วก็จะทำให้เป็นธุรกิจของเอกชน ซึ่งช่วยปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันสูง อันจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ปรับโครงสร้าง ให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันไม่ได้ ก็ยอมขาย ออกไปราคาถูกให้เอกชน ซึ่งเอกชนเหล่านั้นเมื่อซื้อมาแล้วก็อาจปิดกิจการ ขายที่ดินและอุปกรณ์ออกไป ซึ่งถือเป็นการโอนและจัดสรรทรัพยากรใหม่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ผลคือ เศรษฐกิจเวียดนามกำลังขยายตัวในอัตรา 8% ต่อปี+ และดูเสมือนว่า จะขยายตัวในอัตราสูงเช่นนี้ได้อีกเป็น 10 ปี นักลงทุนต่างชาติจึงต้องการลงทุนในเวียดนามอย่างมาก ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ผมเพิ่งกลับมากจากการเดินทางไปพบนักลงทุนที่ญี่ปุ่น พบว่าเขาอยากลงทุนในเวียดนามอย่างมาก แต่ตลาดหุ้นยังมีขนาดเล็กมากและหุ้นก็มีอยู่ไม่กี่ตัว แต่สถานการณ์น่าจะเปลี่ยนไปได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือในช่วง 2-3 ปี ข้างหน้า เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายที่ชัดเจนว่า การต้องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ๆ ที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 100 บริษัทให้สำเร็จเสร็จสิ้นลงภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ โดยรัฐวิสาหกิจที่กล่าวถึงนี้เป็นรัฐวิสาหกิจขาดใหญ่ ซึ่งรวมกับพลังงานไฟฟ้า โทรคมนาคม ธนาคารและโรงพยาบาล ซึ่งน่าจะทำให้เศรษฐกิจและตลาดทุนเวียดนามสามารถ โดดเด่นขึ้นมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเร็ววันนี้ หน้า 50
|