หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แบงก์ไทยในกระแสโลก แข็งแกร่งพอรับมือได้หรือยัง?

มติชนรายวัน  วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10492

ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับการปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่มีแรงกดดันจากต่างประเทศ ผ่านข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ที่ต้องการให้ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงินมาโดยตลอด รวมทั้งแรงกดดันจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

ที่ผ่านมา ธนาแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พยายามที่จะฝ่ากระแสกดดันต่างๆ เพื่อชะลอการเปิดเสรี และนำกฎเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานสากล มาใช้กับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ไทยปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจะได้มีฐานะที่แข็งแกร่งขึ้นในการรับมือกับการเปิดเสรีที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการปรับตัวที่ว่าก็ยังไม่เพียงพอ ธนาคารพาณิชย์ไทยบางแห่งยังติดกับวิะการบริหารแบบเดิมๆ โดยไม่สนใจกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 2-3 แห่งของไทยที่แม้จะพยายามปรับตัว แต่ก็ติดเรื่องเงินทุน บุคลากร และปัญหาจิปาถะ

ทำให้การปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ไทยโดยรวมเพื่อรับกับแรงกดดันการเปิดเสรีทางการเงิน ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการเงิน สำนักนโยบายระบบการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ออกรายงานชิ้นหนึ่ง ชื่อ แบงก์ไทยในสายตาต่างชาติ แข็งแกร่งพอเพียงหรือยัง?

รายงานดังกล่าว ผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการเงินระบุว่า ได้มาจากการที่พบกับผู้จัดการกองทุน และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจการเงิน และหลักทรัพย์จากต่างประเทศ ที่ทำงานใน Investment Bank, Mutual Fund,Pension Fund, Hedge Fund จาก สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ลักเซมเบิร์ก เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ภายหลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

อีกทั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังได้เดินทางไปร่วมประชุมที่ประเทศจีนเรื่อง Risk Management in Banking Sector ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านแนวทางบริหารความเสี่ยงในระบบสถาบันการเงิน โดยเน้นในเรื่องความเสี่ยงของเครดิต จากการปล่อยสินเชื่อ (Credit Risk) ประเด็นหนึ่งที่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ของธนาคารในเอเชีย ซึ่งมีการศึกษาถึงความแข็งแกร่งของธนาคาร ในแต่ละประเทศเปรียบเทียบกัน

ผลการศึกษาสอดคล้องกับบทความที่ "นายโชติชัย" ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ว่า ธนาคารไทยยังมีความแข็งแกร่งไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย คือ คุณภาพของสินทรัพย์ (Asset Quality) โดยดูจากความสามารถ ที่ธนาคารจะควบคุม และจัดการกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินเชื่อที่ปล่อยไป ในกรณีนี้พบว่ามีประเทศเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ที่ประเทศไทยดีกว่า นั่นก็คือประเทศฟิลิปปินส์

รายงานชิ้นนี้ยังระบุว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพในระดับที่สูงก็ตาม แต่ประเทศไทยก็มีสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อทั้งหมดสูงเป็นอันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์ โดยรวมจึงมีผลทำให้คุณภาพของสินทรัพย์ เป็นตัวถ่วงความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพในการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ นอกจากนั้นสัดส่วนภาระต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ก็ยังสูงเป็นอันดับสองรองจากฟิลิปปินส์ รวมทั้งมีการพึ่งพารายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยจากสินเชื่อ (Net interest revenue over earning assets ratio) มากเกินไป และความสามารถในการสร้างรายได้ของพนักงานอยู่ในระดับต่ำ (Sum of Non Interest Revenue and Net Interest Revenue divided by number of employees)

จากประเด็นดังกล่าว ผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการเงิน จึงเห็นด้วยกับการนำเอามาตรฐานการรายงานบัญชี IAS39 ตามกรอบของ International Financial Reporting Standard ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังจะนำมาใช้ เพราะจะช่วยลดจุดอ่อนของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์ และช่วยให้สถาบันการเงิน คิดต้นทุนของความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่ออย่างเหมาะสม โดยสามารถวัด และรับรู้มูลค่าที่เหมาะสม ของสินเชื่อด้อยคุณภาพทั้งหมด ซึ่งเป็นมูลค่าตลาด ณ เวลานั้นๆ โดยอิงกับหลักเกณฑ์วิชาการทางการเงิน ที่ถูกต้องในการคิดส่วนลดของกระแสเงินสดในอนาคต หรือมูลค่าปัจจุบันของหลักประกัน (Net Present Value :NPV) ซึ่งโดยรวมจะทำให้ธนาคาร ตั้งวงเงินสำรองได้ครบถ้วนเหมาะสมขึ้น

และท้ายที่สุดจะทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระบบธนาคารพาณิชย์ลดลง แต่จะถึงร้อยละ 2 ของสินเชื่อรวมที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งไว้เป้าหมายได้หรือเปล่านั้น

นายโชติชัยตั้งประเด็นไว้ว่า คงจะต้องติดตามกันต่อไปสักระยะหนึ่ง !!

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายโชติชัยได้ร่วมกับ นางสาวนวพร สุทธาชีพ เศรษฐกร 5 สำนักนโยบายระบบการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เสนอผลการวิจัย เรื่อง แนวทางเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และประสิทธิภาพของสถาบันการเงิน

โดยพบว่าสถาบันการเงินในประเทศไทย ยังมีความอ่อนแอหลายด้าน เช่น ธนาคารพาณิชย์มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากที่ค่อนข้างสูง รายได้ของธนาคารพาณิชย์ต่อพนักงานต่ำ ต้นทุนการประกอบธุรกิจสูง และอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ต่ำ ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ที่ยังสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้

ผู้วิจัยทั้ง 2 ราย ได้เสนอผลการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา และอุปสรรคดังกล่าว ซึ่งสรุปได้ว่า

การจะปฏิรูปธุรกิจธนาคารพาณิชย์ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน (Financial Services Authority: FSA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับสถาบันการเงินทั้งระบบ เปิดโอกาสและส่งเสริมให้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ที่แข็งแกร่งเป็นธนาคารอเนกประสงค์ หรือ Universal Bank คือให้บริการการเงินทุกอย่าง (All-Finance) ในตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องตั้งบริษัทในเครือถือหุ้นไขว้กันไปมา เร่งจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดวงเงิน เพื่อสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผู้ฝากเงิน พัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยง และเปิดโอกาสให้มีการควบรวมกิจการมากขึ้น เพื่อเพิ่มเงินกองทุนและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และปรับปรุงการบริหารองค์กรและการให้บริการให้มีความเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น

รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมทันสมัย และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้าน Electronic Banking พร้อมกันนี้ควรส่งเสริมบทบาทของสถาบันการเงินประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบการเงินที่ปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์ เป็นสถาบันการเงินที่มีบทบาท มากกว่าสถาบันการเงินประเภทอื่นอย่างเห็นได้ชัด ตลอดจนพัฒนาตลาดตราสารหนี้และตราสารทุนในประเทศไทย ให้มีบทบาทมากขึ้นในการระดมเงิน และจัดสรรทรัพยากรทางการเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ

หน้า 20