หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สมมุติว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ได้เกิดขึ้น

โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน  วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10429

จากคำแถลงการณ์ และคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) สรุปได้ว่า มีความจำเป็นต้องยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมไทยแตกแยก เพื่อจัดการกับปัญหาการทุจริตที่ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และเพื่อปกปักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้หมิ่นเหม่กับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากผลการสำรวจทัศนคติประชาชนส่วนใหญ่พึงพอใจการยึดอำนาจ

แต่ประชาคมโลกไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หลายประเทศประณามการยึดอำนาจครั้งนี้ ในเมืองไทยผลที่เกิดขึ้นทันที คือ สถานภาพของกองทัพไทยซึ่งได้ตกต่ำลงอย่างสุดขีดช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 กลับพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้งหนึ่ง โดยได้กลับคืนสู่ศูนย์กลางแห่งอำนาจทางการเมืองของไทยทันที เท่ากับเป็นการพลิกสถานะจากเมื่อปี 2535 อย่างสิ้นเชิง

ผู้เขียนลองนั่งคิดเล่นๆ สมมุติว่าถ้ารัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่ได้เกิดขึ้น แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับการเมืองไทย?

แม้ว่าขบวนการต่อต้านทักษิณได้ก่อตัวเป็นเรื่องเป็นราว เอาเมื่อปลายปี 2548 แต่จริงๆ แล้วอาการ "ขาลง" ของทักษิณเริ่มตั้งเค้าให้เห็นมาชั่วระยะหนึ่งแล้ว อย่างน้อยเป็นเวลาประมาณ 3 ปี นับจากการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด จนเกิดปัญหาวิสามัญฆาตกรรม การฆ่าตัดตอน และส่งผลให้มีคนตายโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจนมากกว่า 2,500 คน ทั่วประเทศ ตามด้วยการบริหารจัดการ ภาวะความขัดแย้งที่ภาคใต้ไม่ประสบผลสำเร็จ จนเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดในกรณีกรือเซะ กรณีตากใบ สะบ้าย้อย มีคนตายจำนวนมากหลายครั้งอีกเช่นกัน รวมทั้งการอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร

ตามด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย และล่าสุดหลังจากที่ครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์ขายบริษัทชินฯให้กับเทมาเส็กของสิงคโปร์เมื่อต้นปี 2549 ได้รายได้ไปถึง 73,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของจีดีพีของประเทศ โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่เฟื้องเดียว

ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สะวิงความรู้สึกของชาวบ้านและคนที่อยู่กลางๆ ซึ่งเคยนิยมชมชอบทักษิณ หรือไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ ให้เกิดความแคลงใจในมาตรฐานด้านจริยธรรมของผู้นำคนนี้ขึ้นมา

จนชักจะไม่แน่ใจว่าเขาควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศต่อไป ทำให้ขบวนการต้านทักษิณขยายตัวไปในวงกว้างขึ้น

ที่สำคัญคือ ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อาการขาลงเริ่มเป็นจริงเป็นจัง เมื่อทักษิณถูกรัฐมนตรีหัวหน้ามุ้งสำคัญในพรรคไทยรักไทยหลายคนรวมหัวกันพยายามเลื่อยขาเก้าอี้ นอกจากนั้น ทักษิณก็ต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านจากคนในกรุงเทพฯ จนถึงขั้นขับไล่กันซึ่งๆ หน้าในที่สาธารณะ จนเจ้าตัวประกาศจะเว้นวรรคไม่เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นก่อนปลายปี 2549

พระท่านว่า "มีขึ้นก็มีลง" ทักษิณขึ้นอยู่ได้ 3 ปี ก็เกิดอาการขาลง แต่การลงต้องใช้เวลา เราไม่อาจเปลี่ยนสังคมได้ในข้ามวัน

สมมุติว่าไม่มีรัฐประหาร เหตุการณ์อาจจะคลี่คลายโดยตรรกะของมันเองคือ ทักษิณทำลายตัวเองลงไป ด้วยความไร้จริยธรรมของเขา พร้อมๆ กับที่มีตัวเร่ง คือกระบวนการเลื่อยขาเก้าอี้ภายในพรรคไทยรักไทยเอง พร้อมๆ กับกระบวนการทางศาลซึ่งเริ่มขึ้นแล้ว ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้นำ รวมทั้งแรงกดดันจากฟากประชาชนด้วย

ดังนั้น ถ้าไม่มีรัฐประหาร การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2549 ไทยรักไทยอาจจะกลับมาอีก แต่จะไม่ได้เสียงมากเท่าเดิม ทักษิณถูกบีบให้สละเก้าอี้นายกฯ โดยอาจจะยังมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง อาจจะต้องมีรัฐบาลผสมเพราะสถานภาพและแรงต่อรองของพรรคไทยรักไทยลดลง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ก็น่าจะเกิดขึ้นและดำเนินไปตามแรงเรียกร้องของสังคม การแก่งแย่งกันในทางการเมือง อันเป็นผลโดยตรงของระบบพรรคใหญ่ 2 พรรค ก็อาจจะยังคงอยู่

ถ้าสังคมไทยไม่ชอบ ก็น่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองโดยให้เอื้อกับระบบหลายพรรคที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้การเมืองไร้เสถียรภาพจนเกินไป ในคราวเดียวกันกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เสียเลย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเสร็จสิ้นได้ภายใน 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง แล้วมีการยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่

ในภาพที่บรรยายมานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะยังมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ แม้จะอยู่เบื้องหลังแต่คงไม่อาจอยู่ในฐานะนำอีกต่อไป ทั้งนี้ ขบวนการต่อต้านทักษิณจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ก็น่าจะเป็นสิ่งดีเพราะจะเป็นตัวเช็คหรือกำกับนักการเมืองที่สำคัญ

ในภาพแรกนี้ไทยก็จะสามารถรักษาระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ได้

ท่านผู้อ่านอาจจะนึกถึงความเป็นไปได้อีกภาพหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกันเลย คือ ถ้าไม่มีการยึดอำนาจทักษิณ และพลพรรคฝ่ายทหารที่สนับสนุนเขาอาจจะวางแผนปฏิวัติ เพื่อให้อยู่ในอำนาจต่อไปได้ และอาจจะเกิดความรุนแรงขึ้น

แต่แนวทางนี้คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ากำลังทหารของฝ่ายสนับสนุนทักษิณมีไม่มากเท่ากับฝ่ายไม่สนับสนุน ภายหลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโผทหารครั้งที่แล้ว อีกนัยหนึ่งถ้าหาก ผบ.ทบ.คนปัจจุบันไม่ร่วมมือ (ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่ร่วมมือ)

ฟากทักษิณก็ทำการปฏิวัติไม่สำเร็จแน่นอน ดังนั้น ในท้ายที่สุดกล่าวได้ว่า แนวทางที่สองนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้ ภาพแรกที่บรรยายไปก่อนหน้านี้น่าจะเป็นไปได้มากกว่า

ประเด็นที่บทความนี้ต้องการเน้นก็คือ ผลกระทบต่อวัฒนธรรมการเมืองของการยึดอำนาจโดย คปค.เมื่อ 19 กันยายน 2549 เทียบกับภาวะที่การยึดอำนาจไม่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 คือการตอกย้ำวัฒนธรรมอำนาจนิยมและการใช้อำนาจปืนหรือความรุนแรง เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม (การคอร์รัปชั่น) และการเมือง (นายกฯมีอำนาจล้นเกิน) เหมาะสมกับสังคมไทย สังคมไทยควรรับได้และวัฒนธรรมนี้ควรคงอยู่ต่อไป (ซึ่งตรงกันข้ามกับประสบการณ์ของทั่วโลก ในกรณีของไทยเราก็ได้เห็นชัดเจนว่า รสช.เมื่อยึดอำนาจเมื่อปี 2534 ก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น)

แต่ในทางกลับกัน ถ้ารัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่ได้เกิดขึ้นแต่มีการเลือกตั้งตามด้วยการปฏิรูปการเมืองภายใน 1 ปี ตามด้วยการยุบสภา และการเลือกตั้งอีก ดังที่ได้บรรยายมาข้างต้น ผลกระทบต่อวัฒนธรรมการเมืองไทย จะแตกต่างไปจากเมื่อมีการรัฐประหาร

กล่าวคือ ไม่มีการตอกย้ำวัฒนธรรมอำนาจนิยม แต่เป็นการก่อร่าง และเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมือง ที่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่มีหลักการ สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน และหลักการนิติรัฐ

และหลักการดังกล่าวนี้ สามารถจัดการกับนักการเมืองที่ไร้จริยธรรมได้

พลังของประชาชนมีผลเปลี่ยนแปลงการเมืองได้โดยไม่ต้องมีรัฐประหาร และประเทศไทยก็จะได้รับความนิยมจากนานาประเทศแทนที่จะถูกประณามดังในขณะนี้

หมายเหตุ ผู้เขียนเป็นหนึ่งใน "ขาประจำ" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเป็นหนึ่งในผู้เขียนหนังสือ Thaksin : The Business of Politics in Thailand ร่วมกับ Chris Baker 

หน้า 6