หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สั่งให้ปัญหาหาย สั่งให้ประเทศเจริญไม่ได้

คอลัมน์ ชีวิตเศรษฐกิจ  โดย ฉวีวรรณ สายบัว  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3831 (3031)

แปลกใจตนเองอยู่เหมือนกันว่าทำไมไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรือตื่นเต้นตกใจเอาเสียเลย เมื่อจู่ๆ ในขณะที่กำลังดูรายการคนค้นฅนทางช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี รายการก็ถูกตัดเข้าสู่ข่าวการประกาศภาวะฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลของ นายกฯทักษิณ ชินวัตร พร้อมกับมีคำสั่งให้ผู้บัญชาการทหารบก เข้ามาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรายงานต่อรอง นายกฯชิดชัย วรรณสถิตย์ และให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าเข้าคลี่คลายสถานการณ์ฉุกเฉิน และหลังจากนั้นไม่นานบนหน้าจอทีวี ก็มีข่าวประกาศการเข้ายึดอำนาจการบริหารการปกครองประเทศ จากรัฐบาลทักษิณของบรรดาผู้นำเหล่าทัพต่างๆ และนำโดย ผู้บัญชาการทหารบก

ที่ไม่รู้สึกอะไรเช่นนั้นเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรู้ถึงธรรมชาติหรือรู้จักประเทศไทยดีมากเกินไปหรือเปล่า หรือเป็นเพราะเกิดความชินชาหรือเกิดความคุ้นเคยแบบสุดๆ กับเหตุการณ์แบบว่าหรือทำนองว่านี้ที่เกิดขึ้นได้เสมออยู่แล้ว (แม้จะมีคนพูดว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นในรอบ 15 ปีก็ตาม) เพราะระบอบการปกครองที่แท้จริงของประเทศไทย ก็ยังเป็นระบอบการปกครองโดย ผู้มั่งคั่งและระบอบการปกครองโดยใช้กำลัง (ทหารจึงยังมีอำนาจเสมอในระบอบประเทศไทย)

และเพราะไม่ว่าจะเมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์เดินขบวนเรียกร้องต่างๆ ของประชาชนจนนำไปสู่ความวุ่นวาย หรือเกิดปัญหาความขัดแย้งแตกแยก แตกหัก กันระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ จนหาทางออกดีๆ กันไม่เป็น จนเดินมาถึงทางตัน ในที่สุดแล้วก็มักจะจบลงด้วยการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ หรือใช้กำลังเข้าคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาทุกครั้งไป มันเป็นวิธีการคลี่คลายปัญหา การแก้ปัญหา หรือการหาทางออกให้กับปัญหาของประเทศที่เผชิญที่เป็นการสะดวกหรือง่ายเกินไปหรือเปล่า (easy way out)

แต่ที่เป็นความรู้สึกเกิดขึ้นกับการที่ได้รู้ได้เห็นการทำปฏิวัติ หรือรัฐประหารเพื่อเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ จากรัฐบาลทักษิณของบรรดาผู้นำเหล่าทัพ ในค่ำคืนของวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ก็คือความรู้สึกเศร้าใจ สลดใจ หดหู่ใจ และอึดอัดใจ เพราะนี่มันก็อยู่ในศตวรรษที่ 21 ที่ประเทศไทยก็เปิดประตูประเทศออกสู่โลกกว้างมากเหลือเกินแล้ว ทำไมเหตุการณ์แบบดั้งเดิม เหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความล้าหลัง (backwardness) หรือเหตุการณ์ที่วนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์หรือวงจรแห่งความชั่วร้าย (vicious cycle) ที่ก็พูดถึงกันเสมอของคนในสังคมไทยมันยังเกิดขึ้นมา ยังดำรงอยู่หรือมันไม่เคยหายไปไหนเลย

ดูเหมือนจะตลอดเวลาเลยทีเดียวในช่วงไม่หลายปีนักมานี้เอง บรรดาเหล่าทหารทั้งหลาย และโดยเฉพาะผู้ที่มียศมีตำแหน่งสูง ของเหล่าทัพต่างๆ ก็มักจะออกมาบอก ออกมาพูดเสมอผ่านทางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ว่า ทหารสมัยนี้ทันสมัย ทหารสมัยนี้เป็นทหารอาชีพแล้ว แล้วทั้งทหารและประชาชนไทยโดยทั่วไปต่างเชื่อต่างรู้สึกคล้ายๆ จะเหมือนกันว่า การทำปฏิวัติรัฐประหารเพื่อเข้ายึดอำนาจอย่างเดิมๆ ของทหารมันเป็นเรื่อง มันเป็นสิ่งที่พ้นยุคพ้นสมัยแล้ว (แต่ความจริงก็คือความจริงว่า คนไทย สังคมไทย หรือระบอบประเทศไทย มันยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความมพยายามจะดึงบ้านเมืองและผู้คนให้ถอยหลังเข้าคลองลึกเข้าไปอีกเสียอีก เพราะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้)

เหตุการณ์ทำรัฐประหารในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกกันว่า "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" ที่เราคนไทย/สังคมไทย ทำอะไรขาดตกบกพร่อง ทำอะไรผิด ทำอะไรพลาดกันที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ยังกลับไปทำผิด ทำพลาดอย่างเดิมๆ ซ้ำอีกครั้งแล้วครั้งเล่า เราเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ได้เลย เราไม่สามารถทำวิกฤตเป็นโอกาสได้ แล้วก็ชอบแต่สร้างปัญหากัน (ขณะที่ขาดขีดความสามารถในการแก้ปัญหา และเวลาและทรัพยากรก็หมดไป กับการไปออกแรงแก้แต่ปัญหา ที่ตนเองต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือสร้างขึ้นทุกวัน อย่างไม่หยุดหย่อนกันเลย) ผลประเทศจึงก้าวไปข้างหน้าจริงๆ ในทุกด้านไม่ได้เลย

ขณะที่ในวันนี้มันก็เป็นโลก เป็นสังคมโลกในยุคที่ต้องขับเคลื่อนด้วย หรือที่ต้องแก้ปัญหากันด้วย หรือที่ต้องประกอบอาชีพทำมาหากินกัน ด้วยความรู้ด้วยสติปัญญาของมนุษย์กันแล้ว (knowledge society) ไม่เช่นนั้นก็แข่งขันกับใครเขาไม่ได้ ก็ต้องตาย ก็ต้องตกโลก ต้องหายจากโลกไปเลย และมันก็เป็นโลกในยุคโลกาภิวัตน์ที่โลกมันแคบลง ที่ส่วนต่างๆ ของโลกถูกเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน (one world) และมันเป็นโลกในยุคสารสนเทศ

ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในโลกและไม่ว่าจะที่ไหนในโลก ทุกคนในโลกต่างก็จะมีโอกาสได้รู้ได้เห็นกันไปทั่ว และในเวลาที่ไม่แตกต่างอะไรกันนัก ดังนั้นการพยายามปิดข่าวการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยการระงับรายการทางทีวีตามปกติของทุกช่อง การไม่อนุญาตหรือการพยายามระงับไม่ให้สื่อทีวีทั้งสื่อทีวีไทย และสื่อทีวีต่างประเทศ หรือสื่อทีวีโลกที่เป็นที่รู้กันดีถ่ายทอดเหตุการณ์ออกไปทั่วโลกได้ หรือภายในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ให้รอฟังแต่ข่าวที่จะประกาศให้ทราบของคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองเท่านั้น ดูเป็นเรื่องไร้เหตุผล ไร้อารยะ ไม่น่าดู ไม่น่าชื่นชมเอาเสียเลย (ประชาชนดูเหมือนเป็นคนโง่เง่า สิ้นคิด ต้องรอฟังแต่คำสั่งของผู้มีอำนาจเท่านั้น)

และเหตุผลที่บรรดาผู้นำเหล่าทัพที่เรียกตนเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำมาใช้อ้างในการเข้ายึดอำนาจการบริหารการปกครองประเทศจากรัฐบาลทักษิณ เป็นต้นว่า เพราะรัฐบาลทักษิณก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มีพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบในวงกว้าง และครอบงำหน่วยงานและองค์กรอิสระนั้น

เหตุผลหรือปัญหาที่ยกขึ้นมากล่าวอ้างเหล่านั้น ถ้ามองหรือพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง หรือตามความเป็นจริง อย่างไม่เข้าใครออกใครแล้ว มันก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาโดยตลอด (และโดยไม่เคยได้รับการแก้ไขปัญหากันจริงๆ เลย ไม่ว่าจะโดยผู้นำหรือรัฐบาลไหน ทั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศมายาวนาน) และปัญหามันก็ถูกสะสมเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาการหนักถึงขั้นเป็นมะเร็งหรือเอดส์ทั้งนั้น

มาถึงวันนี้วันที่ความน่าเชื่อถือระหว่างกัน (trustworthiness) มันจางหายไปจากสังคมไทยหมดแล้ว แค่ไม่ต้องมาก เพียงคนไทย 2 คนคุยกันก็ทะเลาะกัน ขัดแย้งกันจนถึงขั้นฆ่ากันตายได้ง่ายๆ แล้วดังเป็นข่าวออกมาให้เห็นอยู่เรื่อย ผู้เขียนอยู่ในระบบราชการไทยมานานก็ยังไม่เคยเห็นคนทำงานในราชการทำอะไรกันถูก ทำอะไรในสิ่งที่พึงทำ หรือทำงานอย่างได้ผลอย่างมี ประสิทธิภาพกันเลย เต็มไปด้วยระบบพวกพ้องที่ต่างยึดเอาสมบัติของหลวง เอาตำแหน่งหน้าที่ของทางราชการไปเป็นสมบัติส่วนตัวและแจกจ่ายระหว่างพวกพ้องกันเองอย่างถูกกฎหมายกันทั้งนั้น และนับวันก็ยิ่งทำกันอย่างหน้าด้านๆ หรือไร้ยางอายกันมากขึ้นทุกวันอยู่แล้ว

การโกง การทุจริตประพฤติมิชอบหรือการคอร์รัปชั่นนั้น ก็เป็นวัฒนธรรมที่ฝังตัวอยู่ในระบบประเทศไทย ทุกระดับอยู่แล้ว และดังกล่าวปัญหามันก็หนักข้อขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกัน ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ และภายใต้ระบบพวกพ้องของระบบประเทศไทย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีองค์กรประเภทอย่างองค์กรอิสระต่างๆ ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญที่จะมีผู้นำ และบุคคลในองค์กรที่เป็นอิสรชน และสามารถทำงานอย่างอิสระจากระบบอุปถัมภ์/ระบบพวกพ้องได้

นายกฯทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้อง ที่มี พื้นฐานมาจากพวกพ่อค้า นักธุรกิจและนายทุน ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำผู้ปกครองประเทศ ก็มาทำให้ปัญหาเหล่านั้นที่มันมีอยู่และมันดำรงอยู่แล้ว และปัญหามันถูกสะสมต่อเนื่องกันมามากอยู่แล้ว หนักหนาสาหัสขึ้นไปอีกมาก จึงไปช่วยเพิ่ม และเร่งระยะเวลา ให้ปัญหาที่มันสะสมกันมา จนใหญ่โตมากจนเกินกว่าจะแก้ไขกันได้แล้ว จนถึงขนาดได้ที่มันก็แตก มันก็ระเบิดออกมาให้เห็นกันเร็วขึ้นก็เท่านั้น

เพราะระบบหรือระบอบการบริหารการปกครองประเทศไทย หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า "ระบอบประเทศไทย" จริงๆ แล้วก็แทบกล่าวได้ว่า (หรือแทบจะสรุปความสั้นๆ ได้ว่า) ก็คือ "ระบอบทักษิณ" นั่นเอง คือ "ระบอบการใช้อำนาจไม่ชอบธรรม" "ระบอบพวกพ้อง" "ระบอบพวกใครพวกมัน" "ระบอบเอาตนเป็นใหญ่" "ระบอบเอาผู้นำเป็นใหญ่" "ระบอบเอาผู้นำเป็นศูนย์กลาง" "ระบอบตั้งกู" กันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเวลาคนไทยขึ้นเป็นใหญ่ก็จะใหญ่มาก แล้วก็เอาพวกพ้องของตนขึ้นมาเป็นใหญ่ตาม แล้วก็ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องเป็นแบบนี้และทำแบบนี้กันทั้งนั้น (ไม่เคยมีคนเสมอกันในสังคมไทย มีแต่ใครใหญ่กว่าหรือเล็กกว่าเท่านั้น)

และเพราะฉะนั้นที่มีคนในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพูดว่า แม้จะโค่นนายกฯทักษิณ ชินวัตร ลงได้แล้ว แต่ระบอบทักษิณก็ยังดำรงอยู่ จึงเป็นความจริง การแก้ไขปัญหาที่วิกฤตรอบด้านของประเทศจึงไม่อาจจะแก้ไขกันได้โดยวิธีง่ายๆ โดยการใช้กำลัง โดยศาล/ กฎหมายหรือโดยแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอยู่เรื่อย

แต่ทางแก้ไขปัญหาประเทศไทยจะต้องเป็นทางวิบาก (hard way out) (ตัวอย่างชั่วก็เลิกชั่ว โกงก็เลิกโกง หรือไม่รู้ก็อย่าอวดรู้อวดเก่งกัน) จึงอาจเป็นไปได้ที่ระบอบเดิมมันจะต้องพังทลายลงก่อน (เพราะระบอบเดิมที่ประเทศไทยใช้ในการบริหารการปกครองประเทศ หรือที่ก็อยู่กันมาดีเป็นร้อยๆ ปีหรือ 3 ชั่วอายุคนกันแล้วมันเดินมาถึงทางตันหรือมันแก้ปัญหาไม่ได้ผลแล้ว เพราะปัญหามันเปลี่ยนไปแล้ว ปัญหามันไม่เหมือนเดิม) แล้วจึงสร้างระบอบที่ถูกต้องกันขึ้นมาใหม่ (reconstruction) ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงสำนึกการเปลี่ยนแปลง ทางจิตวิญญาณของคนไทยกันใหม่ (reborn) หรือการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อแบบดักดานเดิมๆ ของคนไทย และจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยผู้นำที่คิดใหม่ ทำใหม่จริง คือ ผู้นำที่ไม่มีอะไรผูกพันกับของเดิมเลย

หน้า 50