|
||||||||||||||
|
"รวย จนและน้ำตา"
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10428 ในโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรง มีความรวย และความจนที่กำลังเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจและน่าใคร่ครวญ ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาเพียงครึ่งหนึ่งระหว่าง ค.ศ.1917 ที่เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับ ค.ศ.1956 เมื่อเกิดการขาดแคลนอาหารในจีนอย่างหนักหลังจากการใช้นโยบาย "Great Leap Forward" ของเหมา เจ๋อ ตุง ประชาชนในโลกนี้ประมาณ 1 ในทุก 10 คนที่มีชีวิตอยู่ ถูกยิง ถูกรมด้วยก๊าซพิษ ถูกแทง ถูกเผา หรืออดอาหารถึงตาย โดยฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองทั้งสิ้น (ข้อมูลโดย J.B. Delong ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์แห่งเบิร์คเลย์) ปัจจุบัน ณ จุดเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 มนุษย์ก็ยังคงฆ่าฟันกันเองอย่างสนุกมือ และไม่ลดละในหลายแห่งของโลก จนมนุษย์โดยทั่วไปน่าจะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายสุดสุด อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยโดย Xavier Sala-i-Martin ตีพิมพ์ใน Quarterly Journal of Economics (May, 2006) ศึกษาความยากจน และการกระจายรายได้ของโลก (138 ประเทศ) ระหว่างปี 1970 กับปี 2000 และพบความจริงที่น่าสนใจหลายประการ งานวิจัยพบว่าสัดส่วนของจำนวนคนยากจนในโลกในปี 2000 ลดลง สัดส่วนดังกล่าวอยู่ประมาณระหว่างหนึ่งในสาม ถึงครึ่งหนึ่งของสัดส่วนของปี 1970 และในด้านจำนวนคนยากจน ก็พบว่าในปี 2000 มีคนจนน้อยกว่าในปี 1970 ประมาณ 250 ถึง 500 ล้านคน นอกจากนี้ยังใช้ดัชนี 8 ตัว วัดความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ในโลก และทุกตัวชี้ให้เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ในโลกระหว่าง 1980 และ 1990 ลดลง และเชื่อว่าปรากฏการณ์ฟู่ฟ่าทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย จะมีส่วนช่วยทำให้ทางโน้มนี้ดำรงต่อไป ข้อมูลของนานาประเทศเหล่านี้ถึงแม้จะมีข้อบกพร่องมากมาย และบางส่วนไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็ควรรับไว้พิจารณาเพราะกลั่นมาจนได้สิ่งที่เชื่อว่าเป็นความจริงจากงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ไม่นานมานี้ ถึงแม้ข้อสรุปนี้สะท้อนความเป็นจริง แต่อย่าลืมว่าความยากจนที่ศึกษาอยู่ในระดับภาพรวม (มหาภาค) เราไม่เห็นความยากจนอย่างยิ่งของบางครัวเรือน และความร่ำรวยอย่างยิ่งของบางครอบครัว ซึ่งเมื่อถัวเฉลี่ยออกมาแล้วก็จะเห็นเพียงตัวเลขเฉลี่ยรายได้ของคนในประเทศ และถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิจัย เมื่อพูดถึงความจนแล้ว ถ้าจะให้สดชื่นหัวใจก็ต้องพูดถึงความรวยบ้าง และถ้าจะให้บ้าตกขอบไปเลยก็ลองดู ข้อมูลของคนที่เรียกว่า richest rich (RR) ในสหรัฐอเมริกาที่ศึกษาโดย E. Saez และ T. Piketty แห่งฮาร์วาร์ด RR หรือคนที่รายได้มากกว่าปีละ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (190 ล้านบาท) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รวยที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น จากร้อยละ 0.86 ในปี 1980 เพิ่มเป็นร้อยละ 3.44 ในปี 2000 และลดลงเป็นร้อยละ 3.19 ในปี 2004 ในสหรัฐอเมริกา RR มีอยู่ประมาณ 14,000 คน บางส่วนเป็น CEO ของบริษัทใหญ่ (แต่ไม่น่าจะเกิน 500 คน) ที่เหลือได้แก่นักกีฬา นักแสดง ผู้จัดการ Hedge Fund ทนายความ สื่อที่ประชาชนรู้จักดี (Media Personalities) นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจของตนเอง นักเขียน (น่าเสียใจที่ไม่ใช่ผู้เขียนตำรา) ประเด็นสำคัญที่พบก็คือ RR เป็นพวก working rich (รวยจากการทำงาน) ไม่ใช่ Idle rich (รวยแบบไม่ต้องทำงานก็มีรายได้) เพราะสัดส่วนรายได้ของ RR ที่เป็นค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผลลดลงจากร้อยละ 56 ในปี 1980 เหลือเพียงร้อยละ 25 ในปี 2004 กล่าวคือมีรายได้ที่มาจากทุนลดน้อยลง ในขณะที่สัดส่วนของรายได้ที่มาจากค่าจ้างเพิ่มมากขึ้น เหตุใด RR จึงรวยแตกต่างจากแรงงานที่เหลือมากมาย? ถ้าระบบเศรษฐกิจ ไม่มีการผูกขาดหรือไม่มี "กลไกการเมืองหน้าหนา" ที่ทำให้บางคนรวยขึ้นมาอย่างน่าเกลียดโดยอธิบายไม่ได้ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคลหนึ่งกลายเป็น RR? RR เหล่านี้รักษาความเป็น RR ไว้ได้ตลอดรอดฝั่งและเป็น RR สม่ำเสมอหรือเป็นเพียงบางปี? และคำถามที่คนจนอยากรู้ก็คือจะรวยกันเป็นพันเป็นหมื่นล้านไปทำไม เพราะแค่หลักร้อยก็กินไม่หมดตลอดชีวิตแล้ว ตราบที่รู้จักใช้เงินและไม่เล่นการพนัน เหล่านี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ เช่นเดียวกับคำถามสำหรับประเทศไทยในยามนี้ว่า RR ของไทย มาจากการเป็นนักการเมือง ของรัฐบาล "พลัดพราก" กี่คน เมื่อไต่สวนสอบสวนอย่างจริงจังจนพบความฉ้อฉลแล้ว จะเอาเงินของประชาชน คืนมาได้มากน้อยเพียงใด และทำอย่างไรให้ RR ขี้โกงเหล่านี้ต้องมีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญ เป็นทุกข์กังวลหลังจากเสวยสุขมานาน ต้องถูกฟ้องร้องจนย้ายบ้านเข้ากรง ถูกยึดทรัพย์ ฯลฯ เพื่อจะทำให้เกิดสภาวะ never again กล่าวคือไม่มีคนคิดกระทำแบบเดียวกันอย่างไม่อายฟ้าอายดินเกิดขึ้นอีกในบ้านเมืองเรา ในเกาหลีใต้นั้นอย่าว่าแต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือรัฐมนตรีที่ติดคุกเพราะคอร์รัปชั่นเลย แม้แต่ประธานาธิบดีก็ยังติดคุก ถ้าบ้านเราทำได้ถึงขนาดนั้นเป็นครั้งแรกก็จะได้รับเสียงเชียร์และความเชื่อถือจากต่างชาติอย่างท่วมท้น การยึดทรัพย์และให้ติดคุกเป็นวิธีแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่ชะงัดที่สุด เมื่อพูดถึงความรวยความจนแล้วก็ขอเสริมข้อมูลในเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ไปเลย การศึกษาของธนาคารโลกพบว่า ในโลกที่มีประชากรประมาณ 6,000 ล้านคน มีผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 1 เหรียญสหรัฐ (ปรับค่าครองชีพเข้าไปแล้ว เพื่อจะได้เปรียบเทียบกันได้ทั่วโลก) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้ยากจนสุดสุด เพราะมีปัจจัย 4 ไม่ครบอยู่ 1.1 พันล้านคน ส่วนผู้มีรายได้อยู่ระหว่าง 1 เหรียญสหรัฐขึ้นไปจนถึง 2 เหรียญสหรัฐ (มีปัจจัย 4 อย่างจำกัดในระดับหนึ่ง) มีอยู่ประมาณ 1.7 พันล้านคน เมื่อรวมคนทั้งสองประเภทเข้าด้วยกันแล้วก็จะมีจำนวนถึง 2.8 พันล้านคน หรือร้อยละ 46.7 ของประชากรทั่วโลก สรุปสั้นๆ ว่ามีคนเกือบครึ่งโลกที่ยากจน ในแต่ละวันในโลก ผู้คนกว่า 20,000 คนตายด้วยสาเหตุซึ่งโยงใยกับความยากจน ในจำนวนนี้ 8,000 คน ตายด้วยมาลาเรีย 5,000 คน ตายด้วยวัณโรค 7,000 คน ตายด้วยโรคท้องร่วง โรคติดเชื้อทางเดินหายใจและอื่นๆ และอีก 7,500 คน ตายด้วยโรคเอดส์ คนที่โลภโมโทสันเบียดเบียนคดโกงเพื่อนร่วมชาติและอยากได้รายรับเป็นหมื่นล้านบาท โดยไม่ยอมเสียภาษีสักบาท (ซึ่งทรัพยากรที่ถูกโกงไป และภาษีจะช่วยคนยากจนเหล่านี้ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศไทย) กรุณาดูตัวเลขการตาย ของคนยากจนเหล่านี้ในแต่ละวัน และลองจินตนาการว่า พ่อแม่ลูกเมียและญาติพี่น้อง ต้องโศกเศร้าเสียน้ำตากันในแต่ละวันทั่วโลกมากมายเพียงใด อย่าลืมว่าคนจนก็มีหัวใจ เพราะเขาก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคนรวยเหมือนกัน มีเวลาว่างกันแล้ว ลองไตร่ตรองสุภาษิตจีนดัดแปลงนี้หน่อยเถอะ "ฉันโลภอยากได้รองเท้าสวยมากๆ จึงต้องฉ้อฉลคดโกง จนกระทั่งฉันได้พบคนขาด้วน.......และคนถือปืน" หน้า 6
|