หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อย่าคิดว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกไม่สำคัญ

วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ถ้าจะถามว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เด่นมากในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทย ตั้งแต่ช่วงวิกฤติปี 2540 เป็นต้นมา ในทัศนะของผมคือ การขยายตัวของการค้าปลีกค้าส่ง (Hyper Market) รวมทั้งร้านประเภทสะดวกซื้อ ที่เห็นกันดาษดื่นทั่วกรุงเทพฯ ข้อมูลจากอธิบดีกรมการค้าภายในที่แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ห้างค้าปลีกค้าส่ง ประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต (เป็นที่ทราบกันดีว่า หมายถึงยักษ์ใหญ่ข้ามชาติสี่บริษัท คือ เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี และแม็คโคร) นั้น ตอกย้ำข้อสังเกตข้างต้น

ไฮเปอร์มาร์เก็ต มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าตัว ภายในระยะเวลาไม่ถึงห้าปี ตั้งแต่ปี 2544 จาก 1,822 สาขา เป็น 5,400 สาขา ประเด็นร้อนๆ เรื่องธุรกิจค้าปลีกมักจะวนเวียนมาอยู่ที่ปัญหาของร้านโชห่วยที่ถูกกระทบ แต่ผู้เขียนเห็นว่า ประเด็นหรือโจทย์ที่เย็นๆ แต่มีความสำคัญที่ควรมีการถกเถียงและหาข้อเท็จจริงหรือมีการวิจัยกันมากขึ้น คือการปรับตัว และพัฒนาการขององค์ประกอบที่สำคัญอันเกิดจากการขยายตัวของ Hyper Market ผลที่มีต่อคุณภาพการผลิต การให้บริการ ด้านค้าปลีก และผลโดยรวมต่อคุณภาพและขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

เมื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้พบเห็นในต่างประเทศ ผู้เขียนคิดว่าระบบหรือภาคการค้าปลีก หรือภาค distribution ของไทย มีการแข่งขันและคุณภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ส่งผลที่ดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคผ่านการเข้าถึง และความหลากหลายในคุณภาพ และราคาสินค้าโดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ จะโดยตั้งใจหรือเป็นความบังเอิญ จากผลพวงของวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ก็ตามที

ผู้เขียนคิดว่าเราเดินมาถูกทางที่ประเทศไทยมิได้มีนโยบายกีดกันแบบเข้มงวดกับการเข้ามาของบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติ ไม่ใช่เป็นเพราะเงินทุนที่นำเข้ามาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของนวัตกรรมและการจัดการที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขัน เมื่อพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สังคมดูจะมีความพอใจ แม้ความเป็นเจ้าของ และอำนาจในการจัดการ จะอยู่ในมือของคนต่างชาติ และโครงสร้างตลาด มีการกระจุกตัวในบรรษัทข้ามชาติค้าปลีกประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ตอยู่เพียง 3-4 รายก็ตามที

ผู้เขียนเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ใช่ประเภท Hit & Run เหมือนกองทุน Hedge Fund บริษัทเหล่านี้ส่งกำไรกลับก็จริง แต่เป็นการลงทุนระยะยาว ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้มีการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย การแข่งขันทางการค้าที่จะทำให้อุตสาหกรรมนี้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม

บรรษัทข้ามชาติค้าปลีกเกิดมาร้อยกว่าปีก็จริง แต่ก็ขึ้นๆ ลงๆ เป็นวัฏจักร การเข้ามาในเอเชียในทศวรรษ 1990 นี้ เริ่มมีมากขึ้นพร้อมกันไปทั่วโลก แต่บรรษัทเหล่านี้ก็เลือก เช่น ไม่สนใจจะเข้าไปในอินเดียที่เป็นตลาดใหญ่เมื่อเทียบกับจีน ไม่ใช่เพราะอินเดียเปิดเสรีธุรกิจค้าปลีกช้า แต่เป็นเพราะต้นทุนการทำธุรกิจสูง โดยเฉพาะราคาและการเข้าถึงที่ดิน อุปสรรคเหล่านี้ไทยมีน้อยกว่าอินเดียมาก โดยเฉพาะช่วงที่ไทยและเอเชียมีวิกฤติ

เมื่อเข้ามาแล้วก็แข่งกันขยายตัวเพราะเห็นโอกาสและชิงความได้เปรียบคู่แข่ง ขยายสาขามากๆ ก็ดูยังมีกำไร สาเหตุเป็นเพราะอุปทานในการค้าปลีกสมัยใหม่ ไล่ตามไม่ทันอุปสงค์ที่ถูกอัดอั้นมานาน

อะไรคือสาเหตุที่อุปทานมักตามไม่ทันไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ประเทศส่วนใหญ่มองอุตสาหกรรมค้าปลีก ไม่ใช่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ที่ต้องพึ่งต่างชาติ และไม่สำคัญเท่ากับอุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจค้าปลีกควรคุ้มครองไว้ให้กับคนในชาติ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย อินเดียและญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ผลที่ตามมาสำหรับประเทศเหล่านี้ ก็คือ ธุรกิจค้าปลีก หรือระบบ distribution ไม่มีประสิทธิภาพ productivity ต่ำมาก สินค้าราคาแพง บริการไม่ดี

โครงสร้างตลาดและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก และผู้บริโภค มีผู้ประกอบการรายเล็กๆ ซึ่งได้รับการคุ้มครองมากเกินไป ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด และการจัดการสมัยใหม่ ประเทศเหล่านี้ลืมไปว่า productivity หรือคุณภาพของภาคบริการก็มีความสำคัญต่อภาคการผลิต และจะมีผลต่อผลิตภาพโดยรวมระดับมหภาค (ทุกประเทศอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่งจ้างงาน และมีส่วนแบ่งใน GDP สูงมาก)

ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน ผู้ค้าปลีกที่ใหญ่ขึ้นกระทบและทำให้ระบบขายส่งต้องปรับตัว มีบทบาทในการร่วมบริหาร supply chain หรือระดับต้นน้ำ ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตก็มีบทบาทมากขึ้นในระดับปลายน้ำ หรือระดับค้าปลีก

ทั้งหมดนี้ เป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โครงสร้างตลาด รสนิยมผู้บริโภค และนโยบายของรัฐ การเปลี่ยนแปลงของ productivity ในภาคการค้าปลีกต้องเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมและแรงจูงใจที่มีการแข่งขันเท่านั้น การปฏิวัติทางด้านการค้าปลีก การปฏิวัติสารสนเทศหรือ information technology ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ต่อผลิตภาพของอุตสาหกรรมค้าปลีกผ่านการปรับปรุงระบบ logistics (เช่น การกระจายการส่งสินค้า การควบคุมสต็อกสินค้าที่ดีขึ้น เป็นต้น)

เริ่มจากกรณีของ Walmart Effects ในสหรัฐ ผู้เขียนคิดว่าทางการไทยควรทำให้การเข้าออกของผู้ค้าปลีกค้าส่งเป็นไปอย่างเสรี เพื่อทำให้โครงสร้างผู้ผลิตน้อยรายมีการแข่งขัน กำกับดูแล การใช้กลไกที่มีผลต่อการจำกัดการแข่งขันในแนวดิ่ง จากอำนาจทางตลาดที่สูงขึ้น ของผู้ค้าปลีกข้ามชาติรายใหญ่ที่กระทำต่อผู้ผลิต ขณะเดียวกัน ช่วยเหลือโดยเฉพาะเรื่องการอบรมผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีขีดความสามารถในการปรับตัว เพื่อสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และให้ชุมชน องค์กรท้องถิ่น มีอิสระในการกำหนดนโยบาย

ในระยะยาวรัฐไม่สามารถรู้ความต้องการของผู้บริโภค ตลาดและการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการเท่านั้น คือกลไกการค้นหาดุลยภาพหรือความพอเหมาะพอดี