|
||||||||||||||
|
สิ่งที่ท้าทายรัฐบาลใหม่
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : โพลล์ของสวนดุสิตพบว่าคนไทยกว่า 80% เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ในขณะที่ความเห็นจากรัฐบาลต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะแสดงความเห็นกังวล และไม่ค่อยเห็นด้วยกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นในเร็ววันนี้อย่างมาก เพราะรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้น ย่อมจะอยู่ในสถานะที่มีแต้มเป็นรอง (handicap) ในการได้มาซึ่งการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขจากนานาประเทศ ที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ หลายคนอาจไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้มากนัก เพราะไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาในกรณีของรัฐบาลของคุณอานันท์ ปันยารชุน เมื่อปี 2534 แต่หากกลับไปพิจารณาดูให้ดีก็จะพบว่า รัฐบาลของคุณอานันท์นั้นมีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการทูต และการต่างประเทศสูง เพราะคุณอานันท์เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตที่สหประชาชาติและสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น ยังมี ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา จีน และประเทศสำคัญอื่นๆ ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือคุณอาสา สารสิน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป จึงสามารถพูดคุย กับผู้นำของประเทศมหาอำนาจ ได้อย่างใกล้ชิด และสามารถทำให้เกิดการยอมรับ รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจได้ โดยมิได้มีปัญหามากนัก ดังนั้น ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการทูต และการต่างประเทศ จึงเป็นสิ่งที่จะท้าทายรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นมาอย่างแน่นอน ในส่วนของภารกิจของรัฐบาลใหม่นั้น หลายคนจะเข้าใจว่าเป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว การเมืองของไทยจึงจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ที่ประชาชนต้องการ และเป็นไปตามหลักสากล ตรงนี้มีความยากลำบากดังที่นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันมามากแล้ว ผมจึงไม่ขอกล่าวเพิ่มเติมตรงนี้ แต่จะสะท้อนความเห็นจากนักลงทุนที่เกรงว่า การปรับแก้รัฐธรรมนูญมิให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากเกินไป และพรรคการเมืองมีขนาดใหญ่ จนสามารถผูกขาดอำนาจได้นั้น อาจจะส่งผลให้ประเทศไทย กลับไปสู่ระบบการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ มีรัฐบาลผสมที่ล้มลุกคลุกคลานเช่นสมัยก่อน กล่าวคือการปรับความสมดุล (Rebalancing) ให้เหมาะสมระหว่างการขาดเสถียรภาพ กับการผูกขาดอำนาจ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลใหม่อีกประการหนึ่ง รัฐบาลใหม่คงจะต้องมีบทบาทในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งในส่วนนี้มีบางความเห็นเป็นห่วงว่าเมื่อเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล ก็จะไม่สามารถหรือไม่สมควรที่จะดำเนินนโยบายสำคัญๆ ที่เป็นนโยบายระยะยาวได้ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเจรจาเขตการค้าเสรี เป็นต้น ตรงนี้จะทำให้นักลงทุนบางคน แสดงความเป็นห่วงว่า กระบวนการปฏิรูปการเมืองของไทย จะทำให้กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย จะต้องหยุดพักไป 1 ปีหรือไม่ ผมได้ให้คำตอบไปว่า หากมองในอีกด้านหนึ่งก็จะเห็นว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้น โดยรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้นย่อมจะมีความคล่องตัวสูง ในการดำเนินนโยบาย เพราะคงจะไม่ต้องเสนอกฎหมายผ่านรัฐสภา (เพราะไม่มีรัฐสภา) จึงจะสามารถตราบทกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การดำเนินนโยบายต่างๆ ก็น่าจะรวดเร็วไปด้วย ในกรณีของรัฐบาลคุณอานันท์นั้น ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะมีความทรงจำว่า เป็นรัฐบาลที่มีผลงานในด้านเศรษฐกิจมากมาย โดยเฉพาะการเปิดเสรีในด้านต่างๆ รวมทั้งการผลักดันให้เกิดเขตการค้าเสรีของอาเซียนด้วย ตรงนี้อาจเป็น สิ่งที่ท้าทายรัฐบาลใหม่ในอีกด้านหนึ่งคือ อาจมีความคาดหวังเอาไว้ค่อนข้างสูงว่า จะสามารถมีผลงานด้านเศรษฐกิจ ใกล้เคียงกับรัฐบาลของคุณอานันท์ได้ นอกจากนั้น ก็ยังจะต้องถูกเปรียบเทียบ กับการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลคุณทักษิณ ซึ่งสามารถรักษาให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อยู่ที่ระดับ 5-6% ได้ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ เช่น การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ซาร์ส และสึนามิ เป็นต้น ขณะเดียวกัน การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจหลักๆ เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือการเปิดเสรีเศรษฐกิจนั้น ย่อมเป็นนโยบายที่จะต้องมีการถกเถียงกันมาก เพราะจะมีกลุ่มที่เสียประโยชน์ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะมีผู้ที่ได้ประโยชน์มากกว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่มีกระบวนการตรวจสอบตามปกติ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญที่จะต้องมีรัฐบาล ซึ่งประชาชนมอบความไว้วางใจให้อย่างสูง ความไว้เนื้อเชื่อใจรัฐบาลดังกล่าวจะมาได้จากความเที่ยงธรรม ความสามารถ และความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย กล่าวคือรัฐบาลจะสามารถสร้างผลงานทางเศรษฐกิจได้อย่างมากมาย เพราะมีอำนาจเต็ม แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชนด้วยว่าเป็นรัฐบาลที่มีทั้งความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริต รัฐบาลใหม่น่าจะได้รับการต้อนรับและการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชนแต่ก็มีการคาดหวังเอาไว้สูงด้วย นอกจากนั้น ยังมีภารกิจที่ท้าทายรอบด้าน ดังนั้น 1 ปีข้างหน้าจึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย ทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การปฏิรูปการเมืองและการฟื้นฟูเศรษฐกิจครับ
|