หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปฏิรูปการเมืองด้านไหนก่อน

ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การยึดอำนาจโดย ผบ.ทบ.พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในนามของคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมานี้ เป็นการยึดอำนาจอย่างเรียบร้อยไร้เสียงกระสุนหรือแรงต้านแต่อย่างใดทั้งสิ้น

การสิ้นสุดของระบอบทักษิณได้พิสูจน์สัจธรรมข้อที่ว่า การใช้อำนาจทางการเมืองอย่างฉ้อฉล ไร้ศีลธรรม และคุณธรรมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน และพวกพ้องเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง และสังคมทนรับไม่ได้

ความละโมบอย่างไร้ขอบเขต และไม่รู้จักพอนำไปสู่จุดจบของชื่อเสียง เกียรติยศของวงศ์ตระกูล และอนาคตทางการเมืองทั้งๆ ที่มีอำนาจเงิน และอำนาจการเมือง ล้นฟ้า ก็ไม่สามารถรักษา "ความมั่งคั่ง" นั้นเอาไว้ได้ จึงเป็นแบบที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

เป้าหมายของการยึดอำนาจระบุชัดเจนอยู่ในชื่อของคณะยึดอำนาจ คือ คณะปฏิรูปฯ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประกาศฉบับต่างๆ

ถ้าจะสรุปประเด็นหลักที่เป็นปมของความปัญหาวิกฤติของชาติออกเป็นด้านใหญ่ๆ ได้ดังนี้ 

1.กระบวนการเลือก และแต่งตั้งรัฐบาลทางอ้อม แทนที่จะเป็นการเลือกทางตรง เปิดช่องให้พรรคการเมืองซื้อ ส.ส.และซื้อเสียง ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเงินจำนวนไม่มาก ซึ่งปัญหานี้ดำรงมาตั้งแต่ประเทศไทย เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475

2. จุดอ่อนและช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่เปิดช่องให้ฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายบริหารสามารถแทรกแซงองค์กรอิสระ และอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการซึ่งทำลายระบบถ่วงดุล และคานอำนาจกันของระบอบประชาธิปไตย ทำให้เกิดระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จในหน้ากากของระบอบประชาธิปไตย ที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง

3. ระบบการฮั้วทางธุรกิจ ความไม่โปร่งใสในการให้สัมปทานโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ ของรัฐ ให้กับพรรคพวก หรือบริษัทของนักการเมืองในพรรค และ ครม. มีการแก้กฎหมาย และแก้สัญญาที่ทำให้รัฐบาลเสียหาย และขาดรายได้เป็นจำนวนมาก ทำให้สังคมที่เป็นผู้บริโภคต้องเป็นผู้แบกรับภาระอย่างเจ็บปวด และไม่มีทางเลือก

ประเด็นการปฏิรูปที่ต้องกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะร่างขึ้นมาใหม่จึงต้องแก้สาเหตุในข้อแรกให้ได้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นการ "พายเรือในอ่าง" คือ หลังจากมีการเลือกตั้งใหม่แล้วก็มาเจอปัญหาเก่าๆ อีก คือ การตั้งก๊วนการเมืองในสภาเพื่อเรียกผลประโยชน์ ไหนๆ จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ขอเสนอให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้หัวหน้ารัฐบาล และคณะรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งทางตรง ด้วยคะแนนเสียงข้างมากจากคนทั้งประเทศ เหมือนกับการเลือกผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร โดยผู้สมัครไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง

การเปลี่ยนวิธีการเลือกคณะรัฐบาลเป็นแบบใหม่นี้จะทำให้เกิดความโปร่งใส และนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาเลี้ยง ส.ส. เพื่อให้เลือกตนเป็นนายกฯ แบบเดิมบทบาทของ ส.ส.จะถูกจำกัดโดยปริยายให้ดำเนินบทบาททางนิติบัญญัติเพียงด้านเดียว เหมือนกับในอารยประเทศ วิธีการเลือกตั้งแบบใหม่นี้เป็นการป้องกันนักธุรกิจการเมืองที่หวังเข้ามาอาศัยตำแหน่ง รัฐมนตรีเป็นบันไดในการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ เพราะว่าต้องลงทุนซื้อเสียงทั้งประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ

การลงทุนซื้อเสียงคนทั้งประเทศนั้นต้องลงทุนสูง มีความเสี่ยงมาก และไม่มีหลักประกัน ผิดกับวิธีปัจจุบันที่ใช้วิธีลงทุนให้ ส.ส. คนละ 20-30 ล้านบาท เพื่อให้ได้จำนวนมากพอมาเลือกตนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำได้ง่าย

นายกรัฐมนตรีก็ถอนทุนโดยการเรียกเงินจากนักธุรกิจที่ต้องการเป็นรัฐมนตรีอีกรายละ 100-200 ล้านบาท และใช้อำนาจนายกฯ สั่งทั้ง ส.ส. และข้าราชการให้แก้กฎหมาย หรือดำเนินการทุกรูปแบบที่เอื้อประโยชน์ให้กิจการในเครือญาติ และพรรคพวกของตน

รัฐมนตรีก็ถอนทุนโดยการมาฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือโดยการขายสัมปทานโครงการของรัฐ แลกกับค่าหัวคิว โดยยอมทำสัญญาเสียเปรียบให้รัฐต้องเสียค่าโง่ เช่น กรณีทางด่วนที่รัฐต้องเป็นผู้รับภาระภาษีแวตแทนเอกชน หรือกรณี รถใต้ดินที่รัฐเป็นผู้ลงทุนแต่กลับไม่มีอำนาจตัดสินใจเพื่อให้สังคมได้ประโยชน์

สัญญาและสัมปทานที่รัฐเสียเปรียบจะต้องรื้อ และเรียกคู่สัญญามาทำสัญญาใหม่อย่างเป็นธรรม เหมือนกับที่รัฐบาลเวเนซุเอลาดำเนินการกับบริษัทน้ำมันข้ามชาติ

ควรมีการตั้งศาลคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างถาวร โดยมีกฎหมายรองรับว่าเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ และมีกฎหมายรองรับ ให้ศาลสั่งยึดทรัพย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะซุกอยู่ในชื่อใคร หรือในรูปแบบไหน โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับนักการเมือง ข้าราชการ และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่ทำให้รัฐเสียหาย ในกรณียอมทำสัญญาเสียเปรียบ ทำให้รัฐต้องเสียค่าโง่ ข้างต้น