หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
บทความที่ไม่มีชื่อ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10425

จะผิดหรือจะถูก จำเป็นหรือไม่จำเป็น สมควรหรือไม่สมควรก็ตาม สิ่งที่ทำไปแล้วก็คือสิ่งที่ทำไปแล้ว ปัญหาคือจะประคองสิ่งที่ทำไปแล้วให้ออกมาเป็นผลดีที่สุดได้อย่างไร

จนถึงนาทีที่เขียนบทความนี้ ประกาศของ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" เพิ่งออกมาเพียง 10 ฉบับ คำสั่งอีก 5 ฉบับ แต่ยังไม่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคล

แสดงว่าปัญหาเฉพาะหน้าที่เร่งด่วนที่สุดของคณะรัฐประหารคือรักษาอำนาจที่ได้มาจากการรัฐประหารให้มั่นคง ฉะนั้นนี่เป็นช่วงเวลาที่เปราะบาง เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจรู้สึกว่าอำนาจของตัวเปราะบาง เมื่อนั้นย่อมเป็นช่วงอันตรายที่สุดแก่คนอื่น

ไม่มีใครชอบหรือทนอยู่ในห้วงแห่งอันตรายไปนานๆ เพราะไม่รู้ว่าจะก้าวไปทางไหนจึงปลอดภัย

ฉะนั้นสิ่งที่คณะรัฐประหารต้องทำโดยเร่งด่วน คือดึงเอาบรรยากาศที่แน่นอนปลอดภัยกลับคืนมาแก่สังคมโดยเร็ว เก็บความไม่มั่นคงปลอดภัยทางทหารไว้กับทหาร

จนถึงนาทีนี้ บรรยากาศการรัฐประหารกำลังกลับไปสู่การรัฐประหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่นคือยกเลิกรัฐธรรมนูญ, ประกาศกฎอัยการศึกซึ่งลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง (เช่นห้ามชุมนุมเกิน 5 คน), ควบคุมสื่อโดยทางอ้อมคือขอร้องให้เสนอข่าวตามจริง (เข้าใจได้ไม่ยากว่าจริงตามมาตรฐานของคณะรัฐประหาร) และปิดกั้นสื่ออินเตอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยี, สัญญาจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทยโดยเร็ว, ปลัดกระทรวงทำหน้าที่แทนรัฐมนตรีตามกฎหมาย, ฯลฯ

สฤษดิ์อ้างภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ ซึ่งตามความเข้าใจของคนไทยในขณะนั้นคือ "ต่างชาติ" ฉะนั้นสิ่งที่คนไทยในช่วงนั้นคิดว่า ตัวต้องเลือก คือระหว่างความมั่นคงของชาติ กับสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย คณะรัฐประหารชุดปัจจุบัน อ้างความแตกแยกของคนในชาติให้คนไทยต้องเลือก ระหว่างความแตกแยกไม่รู้รักสามัคคี กับสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย

สฤษดิ์ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 (ซึ่งใช้อยู่เวลานั้น) ด้วยข้ออ้างว่า รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากนักเรียนนอกที่เป็นผู้นำคณะราษฎร ไม่มีความเข้าใจสังคมไทย จึงทำให้ไม่เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ชาติดังที่ควรเป็น สฤษดิ์เสนอว่าจะสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็น "ประชาธิปไตยแบบไทย" ให้

รัฐธรรมนูญปี 2540 อยู่ในฐานะที่จะใช้ข้ออ้างอย่างเดียวกับเมื่อ พ.ศ.25000 ได้หรือไม่? แม้ข้อโจมตีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีมาก่อน อาจออกมาในลักษณะเดียวกันก็ตาม แต่ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดของไทยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างเท่าฉบับนี้มาก่อน ถ้ามันเป็นฝรั่งเกินไป ก็แสดงว่าสังคมไทยเป็นฝรั่งเกินไป

อันที่จริงประกาศให้รัฐธรรมนูญ "สิ้นสุด" ลง กับประกาศว่าจะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็วนั้น ให้ความรู้สึกที่ตรงข้ามกัน เพราะหากจะคืนอำนาจโดยเร็ว จำเป็นต้องมีฐานสำหรับโครงสร้างอำนาจและการบริหารรอไว้ก่อน จึงไม่ควรยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ระงับใช้เฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจและการเปลี่ยนรัฐบาลก็พอ

หากรัฐธรรมนูญยังอยู่ บรรยากาศของความแน่นอนจะเห็นได้ชัดขึ้นทันที นั่นคือทุกคนรู้ว่าก้าวไปทางไหนได้เท่าไร ทุกคนในที่นี้รวมไปถึงชาวต่างชาติที่ต้องเกี่ยวข้องกับประเทศไทยด้วย นับตั้งแต่ผู้ลงทุน, พ่อค้า, เจ้าหนี้, ไปจนถึงนักท่องเที่ยว ที่สำคัญประชาชนย่อมแน่ใจได้ว่าประชาธิปไตยที่ได้เสียเลือดเนื้อเพื่อให้ได้มาหลายครั้งหลายหน จะกลับคืนมาในเร็ววัน และโดยสันติด้วย

บรรยากาศสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อีกอย่างหนึ่งที่คณะรัฐประหารปัจจุบันนำมาให้ก็คือ การแก้วิกฤตสังคม อาจทำได้ด้วยการทำให้สังคมปลอด "การเมือง" (ตามความหมายแคบๆ ของสฤษดิ์และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คือไม่มีใครอยู่บนเวทีนั้นนอกจากข้าราชการ และสถาบันพระมหากษัตริย์)

แต่เวลาล่วงเลยมาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว มีคนจำนวนมากที่เคยถูกกันให้อยู่นอก "การเมือง" ได้เข้ามามีบทบาทและต่อรองผลประโยชน์อย่างเปิดเผยบนเวทีการเมืองไทย ไม่พูดถึงนักธุรกิจนายทุนและคนชั้นกลาง แม้แต่คนรากหญ้าก็กำลังก้าวขึ้นมาบนเวทีนี้เช่นกัน อำนาจอะไรที่จะสามารถกีดกันพวกเขากลับลงไปได้อีก?

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวแล้ว อะไรที่ทำไปแล้ว ย่อมแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ปรับเปลี่ยนได้ และประคองให้เกิดผลดีที่สุดแก่ส่วนรวมได้

โดยสรุปก็คือ สังคมไทยได้เปลี่ยนไปจากสมัย 2500 มากเสียจนคำถามก็เป็นคนละคำถามไปนานแล้ว หากยังเลือกที่จะใช้คำตอบเก่า นอกจากไม่ประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว บางครั้งยังอาจนำไปสู่จุดจบที่น่าเศร้าอีกด้วย

หากเข้าใจว่าทิศทางที่ทำอยู่เวลานี้จะนำไปสู่อะไร ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยน

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความงวยงงของคนไม่เคยเรียนกฎหมาย นั่นก็คือเมื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้ว อำนาจอธิปไตย ย่อมกลับคืนไปสู่ประชาชน หรือมิฉะนั้นก็กลับคืนสู่พระมหากษัตริย์ (อันเป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการกฎหมาย ซึ่งไม่ขอเข้าไปถกเถียงด้วย) แต่ไม่มีทางที่จะกลับคืนสู่คณะรัฐประหารได้

ถ้าอำนาจอธิปไตยกลับคืนสู่ประชาชน สิทธิเสรีภาพย่อมไม่มีขีดจำกัดใดๆ เหลืออยู่อีกเลย เพราะทุกคนได้กลับไปอยู่ในรัฐธรรมชาติแล้ว ฉะนั้นจะเขียนและตีพิมพ์บทความอย่างไร ก็ไม่มีทางผิดกฎหมายได้

ถ้าอำนาจอธิปไตยกลับคืนสู่พระมหากษัตริย์ ขีดจำกัดของสิทธิเสรีภาพใดๆ ต้องเป็นพระบรมราชโองการเท่านั้น ถึงยังไม่ได้ยกเลิกกฎหมายอื่นๆ ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการเช่นกัน กฎหมายเหล่านั้น ก็ไม่ถือว่าการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะเป็นความผิด

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนแก่และได้ผ่านการรัฐประหารมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในชีวิต ย่อมทราบดีว่าในภาวะเปราะบางเช่นนี้ สิทธิเสรีภาพไม่ได้ถูกนิยามด้วยกฎหมาย หากมีนิยามที่ไม่ชัดเจน และเราไม่ควรนิยามเอง เพราะเรามักจะนิยามให้แคบไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง จึงเขียนและเสนอบทความนี้

ถ้าบรรณาธิการนำลงพิมพ์ บรรณาธิการก็ต้องรับผิดชอบ ส่วนผู้เขียนพร้อมจะรับผิดชอบในส่วนของตนอย่างเต็มที่เช่นกัน

หน้า 6