หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มุมมองใหม่ นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมญี่ปุ่น

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3830 (3030)

ได้อ่านคอลัมน์ "มองซ้าย มองขวา" ฉบับวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 ของ อ.ปกป้อง จันวิทย์ เรื่อง "ว่าด้วยทุนค้าปลีกไทย" ก็ทำให้ผมหวนนึกถึงบทความชิ้นหนึ่งของ Michael E. Porter ศาสตราจารย์แห่ง Harvard Business School (คนที่เคยมาเมืองไทย) กับ Mariko Sakakibara รองศาสตราจารย์แห่ง UCLA Anderson School of Management ในหัวข้อเรื่อง "Competition in Japan"

บทความชิ้นนี้ลงตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ในช่วงหน้าหนาวปี ค.ศ.2004 ครับ เป็นบทความที่นำเสนอมุมมองใหม่ต่อนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่น คอลัมน์ของผมในวันนี้ขออนุญาตนำเอาบทความดังกล่าวมานำเสนอครับ

ถ้าพูดถึงการพัฒนาของอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึง "ไซบัตสึ (Zaibatsu)" และ "ไคเร็ตสึ (Keiretsu)" ซึ่งแปลคร่าวๆ ได้ว่าเป็นกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เป็นรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักๆ ในประเทศญี่ปุ่น

ไซบัตสึเป็นบรรพบุรุษของไคเร็ตสึ แต่ละไซบัตสึจะมีธนาคารเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ และยังมีบริษัทในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ รวมอยู่ด้วย ไซบัตสึถูกทำลายลงภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยการออกกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรที่เข้าครอบครองดินแดนในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเห็นว่าไซบัตสึเป็นตัวกีดขวางการแข่งขัน (แต่จริงๆ อาจเป็นเหตุผลทางการเมืองที่ว่า ไซบัตสึเป็นแหล่งทุนเบื้องหลังการทำสงครามของประเทศญี่ปุ่นมากกว่า)

อย่างไรก็ตาม หลังยุคการเข้าครอบครองดินแดนของกลุ่มพันธมิตร ธนาคารต่างๆ ที่เคยเป็นส่วนประกอบหนึ่งในไซบัตสึก็เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกครั้ง เพียงแต่ในครั้งนี้เป็นการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการเท่าในกรณีของไซบัตสึ

กลุ่มอุตสาหกรรมในยุคหลังนี้ถูกเรียกว่าไคเร็ตสึ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ธนาคารขนาดใหญ่ต่างๆ ในญี่ปุ่น การรวมกลุ่มแบบไคเร็ตสึมีแรงผลักดันจากการพังทลายของระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นในยุคนั้น ซึ่งทำให้ธนาคารใหญ่ทรงอำนาจ ในฐานะที่เป็นช่องทางระดมทุนขนาดใหญ่เพียงช่องทางเดียวที่เหลืออยู่ ธนาคารขนาดใหญ่เหล่านี้จะเข้าไปถือหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตที่มาระดมทุนกับธนาคาร โดยธนาคารจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อนโยบายการทำงานของบริษัทเหล่านี้

ไคเร็ตสึมีอิทธิพลสูงขึ้นไปอีกเมื่อกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่เข้าล็อบบี้รัฐบาลให้เข้าควบคุมการทำงานของตลาดทุนภายในประเทศ รวมถึงการออกตราสารกู้ยืมระหว่างประเทศ นโยบายเหล่านี้ทำให้ธนาคารคงความเป็นช่องทางหลักในการระดมทุนขนาดใหญ่ ของบริษัทต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นอย่างยาวนาน ซึ่งยิ่งผลักดันให้อิทธิพลของไคเร็ตสึขยายตัวกว้าง

ในช่วงเดียวกันนี้นโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นก็อยู่ในลักษณะไม่เกื้อหนุนต่อการแข่งขันจากต่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการออกกฎหมาย antitrust ที่ดูแลให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่ในทางปฏิบัติรัฐบาลญี่ปุ่นมิได้เข้มงวดต่อตัวกฎหมายนี้มากนัก และในหลายกรณียังยอมให้เกิดการรวมตัวกันภายใต้ "การชี้นำจากทางการ (administrative guidance)"

นอกจากนั้นยังมีหลายคนซึ่งมองว่าอิทธิพลของตัวไคเร็ตสึเองก็มีส่วนสำคัญในการกีดกันการแข่งขันจากภายนอก เนื่องจากบริษัทภายใต้ไคเร็ตสึเดียวกันจะค้าขายต่อกันเป็นหลัก ซึ่งทำให้บริษัทจากภายนอกมองผลตอบแทนต่อการลงทุน ในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระดับต่ำ

และเนื่องจากระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตและเข้มแข็งขึ้นอย่างมากในช่วงเดียวกันกับยุคเรืองอำนาจของไคเร็ตสึ และการใช้นโยบายที่มิได้ส่งเสริมการแข่งขันอย่างจริงจังของรัฐบาลญี่ปุ่น จึงทำให้งานวิจัยหลายงานมีข้อสรุปว่า การปกป้องอุตสาหกรรม และการกีดกันการแข่งขันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น

Porter และ Sakakibara เสนอว่า ข้อสรุปดังกล่าวเป็นข้อสรุปที่ผิดพลาด โดยยกเอางานวิจัยเชิงประจักษ์ต่างๆ มาสนับสนุนแนวความคิดของตน

เมื่อเราหันมามองงานวิจัยเชิงประจักษ์ ทั้งจากภายในประเทศญี่ปุ่นเองและจากต่างประเทศ เรากลับพบเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่างต่อข้อสรุปที่ว่าเกิดการปกป้องอุตสาหกรรมที่เอื้อประโยชน์แก่ไคเร็ตสึในประเทศญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเช่น เราพบว่าอัตราผลกำไรของบริษัทที่อยู่ภายใต้ไคเร็ตสึอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มิได้อยู่ภายใต้ไคเร็ตสึ เราเห็นบริษัทการค้าภายใต้ไคเร็ตสึนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ในมูลค่าที่สูงกว่าบริษัทอื่นๆ เราเห็นอัตราการกระจุกตัว (concentration ratio) ของอุตสาหกรรมหลักๆ ในญี่ปุ่นอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับในสหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ฯลฯ

งานวิจัยเชิงประจักษ์เหล่านี้บอกเราว่า ไคเร็ตสึมิได้มีความได้เปรียบเหนือบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่อย่างใด ภายใต้ช่วงเวลาที่ไคเร็ตสึอยู่ในยุคเรืองอำนาจ และรัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินนโยบายที่ไม่ส่งเสริมการแข่งขันต่างๆ

สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งในภาพรวมนี้สามารถอธิบายได้โดยการมองลึกลงไปถึงข้อมูลในระดับรายอุตสาหกรรม ในความเป็นจริงแล้วเกิดการแข่งขันอย่างดุดันในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็งของประเทศญี่ปุ่น

อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงของประเทศญี่ปุ่นในตลาดโลก และเราเห็นการเข้ามาของ Honda Motor ในยุครุ่งเรืองของไคเร็ตสึ นอกจากนั้นยังมีบริษัท Fuji Heavy Industries ผู้ผลิต Subaru และบริษัท Toyo Kogyo ผู้ผลิต Mazda ซึ่งเข้ามาแข่งขันในระยะหลังเพิ่มเติมด้วย...มีการแข่งขันที่ดุดันของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น และรัฐบาลแทบจะไม่มีบทบาทในการแทรกแซงอุตสาหกรรมนี้แต่อย่างใด

นอกจากนั้นอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จอื่นๆ อาทิ กล้องถ่ายรูป วิดีโอเกม เครื่องใช้ไฟฟ้า หุ่นยนต์ ฯลฯ ก็อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือเกิดการแข่งขันอย่างดุดันในอุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งจากบริษัทภายใต้ไคเร็ตสึและบริษัทอื่นๆ และรัฐบาลสามารถรักษาสภาวะการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมเหล่านี้เอาไว้ได้

ไคเร็ตสึมีส่วนส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่ดุดันในอุตสาหกรรมเหล่านี้ เนื่องจากแต่ละไคเร็ตสึจะพยายามสร้างบริษัทใหม่ เข้าไปแข่งขันกับผู้ผลิตเดิมในอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่มีความถนัดในอุตสาหกรรมเหล่านี้ นี่จึงเป็นเหตุผลให้ผลกำไรของบริษัทภายใต้ไคเร็ตสึอยู่ในระดับต่ำกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมดังกล่าว

การแทรกแซงของรัฐบาลญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมที่ไม่ประสบความสำเร็จ อาทิ ธนาคาร ผงซักฟอก ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เคมีภัณฑ์ สื่อสารโทรคมนาคม ฯลฯ โดยเราแทบจะไม่เห็นบริษัทในญี่ปุ่น เข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมเหล่านี้ในตลาดโลก

ดังนั้นเราจึงสรุปได้ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นมิได้อาศัยแรงผลักดันจากการปกป้องตลาด ในทางตรงกันข้ามอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นมักเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงภายในประเทศ ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับการปกป้องมักจะเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

ผมคิดว่าเราอาจมองความสัมพันธ์ในเชิงกลับจากคำอธิบายของ Porter และ Sakakibara ได้ นั่นคือ รัฐบาลญี่ปุ่นอาจผ่อนคลายมาตรการกีดกันการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมที่ตนเองมีความเข้มแข็ง และเพิ่มมาตรการกีดกันสำหรับอุตสาหกรรมที่ตนเองมีความเสียเปรียบ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ Porter และ Sakakibara รัฐบาลญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้เข้าไปแทรกแซงอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จในลักษณะใดๆ เลย ยกเว้นการส่งเสริมการลงทุนในช่วงก่อตั้ง

ในวิชาเศรษฐศาสตร์เรามีหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการแข่งขัน ญี่ปุ่นเคยเป็นกรณีแปลกที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่งานของ Porter และ Sakakibara ชี้ให้เห็นว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ในกรณีของประเทศญี่ปุ่น อุตสาหกรรมต่างๆ พัฒนาขึ้นจากสภาวะแวดล้อมของการแข่งขัน

และสิ่งสำคัญที่เราเห็นอีกประการหนึ่งคือ ความสามารถของรัฐบาลญี่ปุ่น ในการดำรงสภาวะการแข่งขัน ระหว่างบริษัทที่ทรงอำนาจ ภายใต้ไคเร็ตสึและบริษัทที่เป็นเอกเทศอื่นๆ โดยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ Porter และ Sakakibara นำเสนอ อาทิ อัตราการกระจุกตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเสรีอย่างสหรัฐอเมริกา และอัตราการทำกำไรในระดับที่ต่ำกว่าของบริษัท ภายใต้ไคเร็ตสึ เป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงสภาวะการแข่งขันอันนี้

เมื่อนึกย้อนไปถึงคอลัมน์ "ว่าด้วยทุนค้าปลีกไทย" ของ อ.ปกป้อง ผมนึกถึงประเด็นสำคัญที่ อ.ปกป้องกล่าวถึงในบทความชิ้นนั้น นั่นคือ การสร้างสภาวะการแข่งขัน "ที่เป็นธรรม" ระหว่างผู้ประกอบการที่มีความหลากหลาย

ผมคิดว่าประเด็นในการสร้างสภาวะการแข่งขันที่เป็นธรรมนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อสถานะของธุรกิจไทยในปัจจุบัน และในอนาคตมากครับ โดยนี่ไม่ใช่เรื่องของการปกป้องการค้าหรือกีดกันการแข่งขัน ซึ่งรังแต่จะสร้างความอ่อนแอให้กับผู้ประกอบการชาวไทย

แต่การสร้างสภาวะการแข่งขันที่เป็นธรรมเป็นการส่งเสริมการแข่งขัน สร้างสิ่งแวดล้อมในการประกอบธุรกิจให้ผู้ผลิตรายใหญ่ และรายเล็กมีจุดเริ่มต้นที่เท่าเทียมกัน ให้แต่ละรายใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาตนเองเข้าแข่งขันกัน

และในรายที่ประสบความสำเร็จเราอาจเห็นการก้าวไปเป็นผู้เล่นในตลาดโลกของธุรกิจไทย เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทผู้ผลิตต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นที่ Porter และ Sakakibara ได้อธิบายเอาไว้

แน่นอนว่าย่อมมีผู้แพ้ในทุกเวทีการแข่งขัน และผู้แพ้จำเป็นต้องหลีกทางออกไปจากตลาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยเป็นสิ่งที่ยืนยันว่านั่นไม่ใช่การแข่งขันที่เป็นธรรมอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมองในด้านใดผู้ประกอบการรายเล็กๆ ในประเทศก็เป็นผู้เสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น

...ยิ่งมองถึงการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาลไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็ยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่เข้าไปใหญ่

หน้า 49