|
||||||||||||||
|
วาระซ่อนเร้น
และความมั่นคงแห่งชาติ
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1362 ปลายสัปดาห์ที่แล้ว คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาเปิดเผยผลการเจรจาสองเรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือ ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล การยกเกาะกูดให้แก่ประเทศกัมพูชาเพื่อแลกกับการเข้าไปทำธุรกิจพลังงาน ส่วนเรื่องที่สองคือ การเจรจายกหมู่บ้านร่มเกล้าให้กับทางการลาวเพื่อแลกกับการย้ายองศาวงโคจรดาวเทียมของดาวเทียมไทยคม (ผู้จัดการรายวัน 15 กันยายน 2549 หน้า 1, 5) เรื่องนี้ทางฝ่ายรัฐบาลโดยเลขาธิการนายกรัฐมนตรีออกมาตอบโต้ว่า นี่เป็นเหมือนการโกหกรายวัน คำกล่าวของท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นั่นอาจจะบอกได้ว่า การออกมาแถลงข่าวของเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีเป้าหมายทางการเมือง เป็นเรื่องของการแก้แค้นเพื่อโค่นล้มรัฐบาล การตอบโต้กันไปมาระหว่างคุณสนธิกับแกนนำรัฐบาลล้วนเป็นการแก้แค้นทางการเมืองเพื่อหักโค่นกันทั้งสิ้น ต่างฝ่ายต่างหวังทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ถ้ามองให้กว้างออกไป ห้าปีที่ผ่านมา การเดินทางไปต่างประเทศของท่านนายกฯ ทักษิณล้วนแต่มีข้อสงสัยทั้งสิ้น ที่สำคัญ หนึ่งปีที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยตอบข้อสงสัยเหล่านั้นต่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และที่เผยแพร่ผ่านสื่อในเครือผู้จัดการได้อย่างกระจ่างแจ้งเลย รวมทั้งเรื่องนี้ด้วย ดังนั้น เราควรตั้งข้อสังเกต การเจรจาระหว่างประเทศเรื่องเกาะกูดและบ้านร่มเกล้าให้ดีๆ นี่เป็นอะไรที่มากกว่าการกล่าวถึงหลักความชอบธรรมของรัฐบาลรักษาการและการโจมตีให้ร้ายกันทางการเมืองทั่วไป ความลึกลับของการทูตยุคนี้ น่าจะกล่าวได้ว่า การทูตของรัฐบาลชุดนี้ไม่น่าอยู่ในยุคของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเรื่องการทูตเกี่ยวกับความตกลงสำคัญ เช่น การตกลงเขตการค้าเสรี รวมทั้งเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย รัฐบาลไม่เคยขอความเห็นชอบจากรัฐสภา นอกจากนี้ เป็นสิ่งน่าฉงนอย่างยิ่งที่นายกรัฐมนตรีมักจะกล่าวแก่ชาวโลกว่า ตัวเองเป็นอดีตผู้นำธุรกิจที่นิยมชมชอบกับโลกาภิวัตน์ มีแนวความคิดและแนวทางการบริหารแบบซีอีโอ เพราะตั้งแต่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่เคยมีการแยกออกกันเลย จากประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ของสาธารณะ ในทางตรงกันข้าม การอาศัยกลไกของรัฐ และการปกป้องจากรัฐ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์เอกชนเฉพาะกลุ่ม กลับยิ่งมีอยู่ให้เห็นอย่างดาษดื่น คงจำกันได้ว่า ระยะเวลาห่างกันไม่ถึงเดือน ท่านนายกรัฐมนตรีของไทยเพิ่งจะพาคณะของท่าน เดินทางไปเยือนเมืองหลวงแห่งใหม่ของพม่า ในระยะแรก ท่านเร่งเดินทางเป็นการด่วน และลับมาก วาระการประชุมก็ไม่รู้ แถมกลับมาผลการประชุมและข้อตกลงอะไรก็ไม่ประกาศ ทั้งๆ ที่เรื่องที่ไปตกลงมาเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่ง แถมในระยะแรกท่านยังแสดงความเป็นผู้นำของชาติอาเซียนและความรักประชาธิปไตยอย่างดูดดื่ม ท่านกล่าวโต้แย้งเมื่อถูกรุมตั้งคำถามมากมาย จากวงการทูต สื่อมวลชนและนานาชาติว่า ท่านได้โทรศัพท์พูดคุยกับ ท่านประธานาธิบดีอาร์โรโยแห่งฟิลิปปินส์ เพื่อนำพาความห่วงใยเรื่องการปล่อยตัว นางออง ซาน ซูจี และกระบวนการประชาธิปไตยในพม่า ฟังดูรักประชาธิปไตย โปร่งใสและใช้การทูตเพื่อประชาชนเสียนี่กระไร ห่างกันไม่นาน เรื่องทั้งหมดก็เปิดเผยออกมา ท่านได้รับการติดต่อจากทางผู้นำรัฐบาลพม่า ท่านกลัวจะพลาดโอกาสการเข้าถึงแกนกลางอำนาจของพม่าซึ่งท่านเอง และบริษัทบริวารของท่าน เคยสูญเสียเมื่อครั้งที่ท่านนายพลขิ่น ยุ้นต์ ถูกโค่นล้ม ที่สำคัญ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ นางออง ซาน ซูจี ซึ่งท่านนายกฯ ทักษิณเอง ไม่เคยทำอะไรให้กับนางอยู่แล้วแต่ทั้งหมดคือ การตกลงเรื่องการทำสัมปทานแหล่งพลังงานใหม่ ในพม่า ซึ่งท่านกล่าวออกมาเองในรายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชนในอาทิตย์ถัดมา ข้อตกลงใหม่เรื่องแหล่งพลังงานในพม่ายังคงเป็นปริศนาอยู่ตราบทุกวันนี้ การเจรจาครั้งนี้เป็นการเจรจาเพื่อการลงทุน ของบริษัทรัฐบาลไทย และผลประโยชน์ของประเทศไทย หรือของบรรษัทข้ามชาติที่มีเอกชนไทย ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทางด้านพลังงานอยู่ วาระซ่อนเร้นที่โยงใยธุรกิจและการทูตลึกลับเช่นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ย้อนกลับไปในช่วงห้าปีที่ผ่านมา วาระซ่อนเร้นที่โยงใยธุรกิจเป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับความเข้าใจ ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่ผู้นำทางการเมือง ชอบอวดอ้างกันเป็นประจำ สิ่งที่เกิดขึ้นในอินเดีย จีน บังกลาเทศ พม่า สหรัฐอเมริกา รวมทั้งสิงคโปร์ ยิ่งในภายหลังคือ รัสเซียกลับเป็นด้านมืดของโลกาภิวัตน์ กล่าวคือ กลับกลายเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทรัพย์สมบัติ การลงทุนโดยผ่านบริษัทกระดาษในเกาะสวาทหาดสวรรค์ เช่น บริติช เวอร์จิ่น ไอส์แลนด์ การเจรจาการลงทุนด้านพลังงานในหลายภูมิภาคของโลกซึ่งกระทำอย่างซ่อนเร้น อาจจะถูกตีความว่า เป็นส่วนหนึ่งของด้านมืดโลกาภิวัตน์ และใช้บริษัทกระดาษ และการถือหุ้นแทนเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มธุรกิจเอกชนบางกลุ่ม
ปัญหาความมั่นคงของชาติ จริงอยู่ครับ การขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคนสองกลุ่มนี้มีอยู่จริง แต่ในระยะหลังมีคนตั้งข้อสังเกตไม่มากนักหรอกว่า การทูตและการเดินทางไปต่างประเทศของผู้นำทางการเมืองเป็นประเด็นปัญหาที่กระทบความมั่นคงแห่งชาติโดยตรง การเจรจาเรื่องวงโคจรดาวเทียม การตกลงการซื้อขายเครื่องบินรัสเซีย การเข้ามาลงทุนในกิจการสาธารณูปโภค เช่น กิจการน้ำมัน กิจการไฟฟ้าและพลังงาน กิจการการบินและเขตเศรษฐกิจพิเศษของบรรษัทข้ามชาติที่มีเอกชนไทยบางกลุ่ม ได้ประโยชน์มิได้หมายถึงการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและโลกาภิวัตน์ของระบบเศรษฐกิจไทย แต่เป็นด้านมืดของโลกาภิวัตน์คือ การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของชาติและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ในกรณีพม่า ประเทศไทยอาจจะยอมตอบสนองความต้องการของทางการพม่า โดยการโจมตีเรื่องประชาธิปไตยในพม่า พอเป็นพิธี เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงข้อตกลงด้านพลังงานแหล่งใหม่ในพม่า แต่ถ้าเป็นอย่างที่มีการเผยแพร่ข่าว เรื่องกรณีลาว และกัมพูชา การใช้ดินแดนเป็นตัวแลกเปลี่ยน นับเป็นสิ่งที่กระทบปัญหาความมั่นคงแห่งชาติโดยตรงเลยทีเดียว เรื่องนี้มีปัญหาพื้นฐานที่ต้องทำความเข้าในหลายประการ เช่น ประการแรก การเจรจาเรื่องดินแดนและพลังงานกับทางการลาว และกัมพูชาเกิดขึ้นอย่างรีบเร่งได้อย่างไร เรื่องที่มีปัญหากันมานานกว่าสามสิบปีจบลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ให้ย้อนกลับไปดูการเจรจาเรื่องวงโคจรดาวเทียมไอพีสตาร์ที่สำเร็จลงได้ง่ายในกรณีไทยกับจีน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หลายอย่างอยู่ด้วย ประการที่สอง การลงทุนในธุรกิจพลังงานจากทางไทยมาจากการลงทุนของบริษัทรัฐบาลของไทย หรือเป็นการลงทุน โดยอาศัยภาครัฐของไทยแต่ทำเพื่อบริษัทกระดาษของบรรษัทข้ามชาติที่ขยายการลงทุนด้านพลังงาน ประการที่สาม น่าสังเกตนะครับ เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติเช่นนี้ ฝ่ายความมั่นคงของไทยมิได้กระตือรือร้น หรือเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย ทั้งๆ ที่เรื่องบูรณภาพทางดินแดน อธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยอ่อนไหว และยึดถืออย่างเหนียวแน่น ตรงนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจทีเดียว ฝ่ายความมั่นคงของไทยตอบสนองบรรษัทข้ามชาติอย่างดี และไม่เคยตื่นตระหนกกับการสูญเสียสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคง ถือว่าเป็นความมั่นคงของตัวเองได้อย่างไร ในไม่ช้า ความจริงก็จะเผยตัวออกมา หน้า 16
|