หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มุมมองที่บิดเบือนของฟรีดอมเฮ้าส์

หน้าต่างเศรษฐกิจ : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยผ่านมาแล้วสามวัน อะไรต่อมิอะไร คงมีความชัดเจนมากขึ้น ที่น่าดีใจคือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีการใช้ความรุนแรงถึงขั้นเสียเลือดเนื้อ สำหรับคนไทย พวกเราคงถอนหายใจโล่งอกไปได้เปลาะหนึ่ง

ตั้งแต่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเข้ามายึดอำนาจ ผู้นำของประเทศต่างๆ และองค์กรนานาชาติหลายแห่งได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยสรุปแล้วเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วย กับการยึดอำนาจ ต้องการให้ประเทศ กลับเข้าสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยโดยเร็ว

องค์กรนานาชาติที่ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ คือ ฟรีดอมเฮ้าส์ (Freedomhouse) ฟรีดอมเฮ้าส์ประกาศตัวอยู่เสมอว่า ตนเองมุ่งส่งเสริมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นโลก โดยเชื่อว่า ประชาธิปไตยเป็นหนทางเดียวที่ประชาชนจะมีอิสรภาพได้

เวบไซต์ของฟรีดอมเฮ้าส์มีการจัดกลุ่มประเทศทั่วโลกออกเป็นสามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือประเทศที่ถูกประเมินว่า มีความเป็นประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ ประเทศในกลุ่มนี้คือประเทศสีเขียว ประเทศกลุ่มต่อมาเป็นประเทศสีเหลือง เนื่องจากเป็นประเทศที่ยังมีประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพ กลุ่มสุดท้ายเป็นประเทศที่รัฐบาล มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ประชาชนถูกลิดรอนเสรีภาพไปจนแทบหมดสิ้น สีประจำประเทศกลุ่มสุดท้ายนี้คือสีน้ำเงินเข้ม สำหรับประเทศไทย เราถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสีเหลืองมาตั้งแต่สมัยนายกทักษิณแล้ว

ฟรีดอมเฮ้าส์ออกมาฟันธงตั้งแต่ไก่โห่ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แถลงการณ์ฉบับจริงค่อนข้างยาว หากใครสนใจก็ไปหาอ่านได้จากเวบไซต์ www.freedomhouse.org ใจความสำคัญของแถลงการณ์พอจะสรุปออกมาดังนี้

 “ฟรีดอมเฮ้าส์ขอประณามการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในวันนี้  ตอนนี้ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินต่อไปได้   เมื่อไหร่เกิดการยึดอำนาจ  ผู้ยึดอำนาจก็มักอ้างเหตุผลเกี่ยวกับการสร้างความเป็นประชาธิปไตย และปัญหาคอร์รัปชันเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตนเอง  ซึ่งตามหลักประชาธิปไตยแล้ว  ไม่ว่าเหตุผลของการยึดอำนาจคืออะไร  การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้  ฟรีดอมเฮ้าส์จึงของประณามการกระทำที่เกิดขึ้น  และหวังว่าประเทศไทยกลับเข้าสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยโดยเร็ว”

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง  ผมก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า  พวกเขาเป็นใครกันถึงได้ออกมาประกาศเหมารวมเอาว่า  การยึดอำนาจแทบทุกครั้งเกิดขึ้นจากสาเหตุคล้ายๆ กัน  ผู้ยึดอำนาจจะรวบอำนาจไว้เบ็ดเสร็จในกลุ่มของตน  จนทำให้กระบวนการประชาธิปไตยของประเทศถูกทำลาย  พวกเขารู้จักประเทศไทยดีแค่ไหนกัน

บางทีเจ้าหน้าที่บางคนของเขาอาจเคยเดินทางมาประเทศไทย  แต่เขาไม่ใช่ “คนไทย”   จะมีสักกี่คนในฟรีดอมเฮ้าส์ ที่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนคนไทยยามที่เห็นเพื่อนร่วมผืนแผ่นดินต้องมาทะเลาะกันเอง  จะมีสักกี่คนที่น้ำตาคลอเบ้า ยามได้เห็นในหลวงทรงโบกพระหัตถ์ให้กับเหล่าพสกนิกรของพระองค์  หากการยึดอำนาจคราวนี้มันแย่ขนาดนั้นจริง  แล้วทำไมรถถังจึงถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้จากประชาชน?

ถ้าคนไทยไม่เห็นกับการกระทำนี้  แล้วทำไมยังมีคนนำอาหารไปให้เหล่าทหารที่คอยดูแลตรวจตราสถานที่ต่างๆ?  ถ้าการยึดอำนาจจะนำไปสู่เผด็จการ  เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ  แล้วทำไมหลายคนถึงยังไปถ่ายรูปกับเหล่าทหาร และยุทโธปกรณ์ราวกับเป็นงานรับปริญญา?

พวกเขาอาจจะ “รู้” ว่าผ้าสีเหลืองที่ปลายกระบอกปืนเป็นสื่อแทนความหมายของอะไร  แต่พวกเขาไม่มีวัน “รู้สึก” ถึงพันธะสัญญาของผ้าสีเหลืองหรอกว่า  มันคือสิ่งที่คอยเตือนให้เหล่าทหาร และประชาชนในประเทศสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า ทุกคนเป็นก้อนดินของพ่อเหมือนกัน  เป็นญาติพี่น้องร่วมผืนแผ่นดินเดียวกัน

ที่น่าสังเกตก็คือ  ประเทศฮังการีและไต้หวันซึ่งฟรีดอมเฮ้าส์จัดให้เป็นประเทศสีเขียว  หรือพูดง่ายๆ ก็คือประเทศชั้นดีกว่าไทย กลับมีปัญหาแบบเดียวกับเรา  มีการประท้วงเพื่อขับไล่ผู้นำ  แถมในฮังการีมีความรุนแรงกว่าบ้านเรามากมายนัก  มีการปะทะกัน  มีการทำลายทรัพย์สินและสถานที่ราชการ  ไต้หวันเองบรรยากาศก็ยังครุกรุ่นพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ  ถ้าจะประณามประเทศไทย  ก็น่าจะกลับไปดูผลงานของประเทศชั้นดีเหล่านี้ด้วย

จริงอยู่  ประชาธิปไตยเป็นสิ่งดี  แต่ประชาธิปไตยไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว  การจะเอาไม้บรรทัดอันเดียวกัน ไปเที่ยววัดคนโน้นคนนี้ แล้วชี้นิ้วตัดสินจึงไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ  ไม่มีประเทศไหนที่มีประวัติศาสตร์เหมือนกัน  ไม่มีประเทศไหนที่มีวัฒนธรรมเหมือนกัน  ไม่มีประเทศไหนที่มีโครงสร้างประชากรเหมือนกัน  ไม่มีประเทศไหนที่คนทุกคนคิดเหมือนกัน   ในเมื่อมีความแตกต่างมากมายขนาดนี้  แล้วทำไมวิถีทางของประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ จะแตกต่างกันไม่ได้?

เมื่อก่อน  เรามัวแต่ห่วงภาพพจน์ของประเทศ  เพราะกลัวว่าเวลาเอสแอนด์พีประกาศอันดับความน่าเชื่อถือของไทย  อันดับเราจะลดลง  นักลงทุนก็ไม่มาลงทุน  ไอเอ็มเอฟออกมาแสดงความเห็นแต่ละที  ก็กลายเป็นข่าว  ต้องตามแก้ข่าวกันพัลวัน  เลยมีเวลาสนใจแก้ปัญหาในบ้านในเมืองน้อยลงกว่าเดิม  จะทำอะไรก็กลัวไปหมด  สุดท้ายประเทศไทยเลยต้องเล่นตามเกมที่คนอื่นเขาวางไว้

ฟรีดอมเฮ้าส์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของทัศนคติ “ดำ-ขาว” ของตะวันตกซึ่งครอบงำทิศทางการพัฒนาการเมือง และเศรษฐกิจของโลกนี้มานับร้อยปี  การนำเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาใช้ทั้งดุ้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่เหมาะสมกับบ้านเมืองของเรา (และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ)  ประชาธิปไตยเป็นเพียงแนวคิด  ส่วนวิธีการนั้น  ต้องหากันเอาเอง

จริงอยู่  การเมืองบ้านเราล้มลุกคลุกคลานมาตลอด  หากมองกันยาวๆ  หกสิบกว่าปีมานี้เราก้าวหน้าไปมากพอสมควร  ใครจะเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า “ปฏิวัติ” หรือ “ปฏิรูป” ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ นานาชาติจะมองเราอย่างไรก็ไม่สำคัญ  สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือสังคมไทยต้องหาคำตอบให้ได้ว่า  จากนี้ไป  วิถีทางแห่งประชาธิปไตยของไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร?