|
||||||||||||||
|
ความเร็วของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเอเชีย
พลังเศรษฐกิจ : ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ PiyasvastiA@kasikornasset.com กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 หลังจากที่ราคาหุ้นในตลาดต่างๆ ทั่วโลก ได้ลดลงประมาณ 10-25% ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2549 ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ราคาหุ้นในเกือบทุกตลาดทั่วโลก ก็ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันดัชนีราคาหุ้นในหลายตลาด ก็อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับสูงสุดของปีนี้เพียงเล็กน้อย กล่าวคือการลดลงของราคาหุ้นในตลาดต่างๆ ในเดือนพฤษภาคม 2549 ดูเหมือนว่าเป็นการลดลงชั่วคราวตามที่ผมได้คาดการณ์ไว้ในบทความลงวันที่ 14 มิถุนายน 2549 สาเหตุสำคัญที่ราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นอีกครั้งก็คือ (1) การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยทั่วไปยังอยู่ในเกณฑ์ดี ดังจะเห็นได้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ปรับการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก สำหรับปีนี้ขึ้นเป็น 5.1% เทียบกับการขยายตัว 4.9% ในปี 2548 ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่การขยายตัวอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน (2) อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาน่าจะถึงจุดสูงสุดแล้ว และมีโอกาสที่จะลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินของญี่ปุ่นและสหพันธ์ยุโรปเป็นไปอย่างค่อนข้างช้า (3) ราคาน้ำมันเริ่มลดลง โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบลดลงถึง 15% เมื่อสองสัปดาห์มาแล้ว ผมได้ไปประชุมที่ฮ่องกงสองเรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับไฟฟ้า และเรื่องที่สองเกี่ยวกับการลงทุน ทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายประเทศในเอเชีย ฟังการบรรยายและการอภิปรายในที่ประชุมแล้ว ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมราคาหุ้นจึงเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วในหลายประเทศในเอเชีย เหตุผลที่สำคัญก็คือ หลายประเทศยังมีการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับสูง อาจมีเพียงไทย และไต้หวันที่การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ต่ำกว่า 5% นอกจากนั้น ในหลายประเทศยังมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจที่น่าตื่นเต้น มีเพียงประเทศไทยที่เป็นข้อยกเว้น เพราะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไม่สามารถเดินหน้าได้ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ประเทศอินเดียการเปลี่ยนแปลงบางเรื่องอาจล่าช้า เช่น การกระจายหุ้นของรัฐวิสาหกิจ แต่การปรับโครงสร้างกิจการ ให้มีการแข่งขัน รวมทั้งการสร้างกลไกในการบริหารงานสามารถเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งกำไรของธุรกิจต่างๆ ยังขยายตัวดี และมีความจำเป็นในการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านพลังงาน ถนน สนามบิน และแนวนโยบายของรัฐในการส่งเสริมการลงทุนของเอกชน ก็มีความชัดเจนมากกว่าในกรณีของประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ เรามักแต่ได้ยินเกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง ความพยายามในการปฏิวัติ การประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี ฟังแล้วรู้สึกไม่แตกต่างกับประเทศไทย แต่ในบางเรื่องการบริหารเศรษฐกิจดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศไทย เรื่องหนึ่งก็คือการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า แม้ว่าจะมีเสียงบ่นมาก แต่ก็เป็นการบ่นเกี่ยวกับรายละเอียดในการดำเนินการซึ่งเป็นเรื่องปกติในประเทศใดก็ตาม ที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ออกกฎหมายประกอบกิจการไฟฟ้า รวมทั้งจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ เรียบร้อยมานานแล้ว และตลาดซื้อขายไฟฟ้าได้เริ่มทำงานแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม้ว่าผู้ใช้ไฟฟ้ายังไม่มีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้า (Retail Competition) เพราะตลาดไฟฟ้าในปัจจุบันเป็นเพียงตลาดขายส่ง แต่ก็มีแผนและนโยบายที่ชัดเจนที่จะเปิดให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้าในที่สุด ส่วนประเทศจีนนั้นมีแผนและนโยบายที่ชัดเจนในการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้ามานานแล้ว และครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว แผนการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของไทยก้าวหน้ากว่าจีน แต่ปัจจุบันเราอยู่หลังจีนหลายปี ผมได้มีโอกาสพบกับผู้บริหาร ของคณะกรรมการกำกับกิจการไฟฟ้าของจีนหลายครั้ง (SERC) และทุกครั้งจะมีความรู้สึกชื่นชม ในวิสัยทัศน์ของคณะกรรมการอย่างมาก แนวคิดและสิ่งที่ทำนั้นไม่แตกต่างกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมเคยถามว่าประเทศจีนมีแนวนโยบายอย่างไรในการให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้า คำตอบคือ ในประเทศที่เจริญแล้วทุกประเทศ ประชาชนจะมีทางเลือกในการซื้อสาธารณูปโภคทุกชนิด สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศในเอเชียช่างแตกต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเหลือเกิน และแนวความคิด ของผู้กำหนดนโยบาย ก็มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟังแล้วจึงไม่แปลกใจว่าทำไมในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัว ตลาดไทยจึงฟื้นตัวช้ากว่า กล่าวคือตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนถึง 15 กันยายน 2549 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยเพิ่มขึ้นเพียง 8.0% ในขณะที่ตลาดอินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีนและสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 26.6%, 18.1%, 17.0%, 13.0% และ 11.3% ตามลำดับ ในขณะนี้ ภาวะเศรษฐกิจไทยในระดับมหภาคดีขึ้นมาก คืออัตราเงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็ว ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล อัตราดอกเบี้ยมีโอกาสลดลงปีหน้า และราคาน้ำมันลดลง แม้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง แต่ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และการบริการสุขภาพ ยังขยายตัวดีมาก เพียงแต่รอคอยรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ และมีความสามารถในการปกครองประเทศที่จะเข้ามาปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยเท่านั้น
|