|
||||||||||||||
|
แลหน้า...เศรษฐกิจไทยในอนาคต
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่คอลัมน์มุมเอกในฉบับก่อน ได้ย้อนกลับไปเหลียวหลังวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในอดีตมาแล้ว คอลัมน์มุมเอกฉบับนี้จะเป็นการ "แลหน้า...เศรษฐกิจไทยในอนาคต" ว่าจะเป็นอย่างไรครับ ในประเด็นแรกเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะมีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยของเราในปัจจุบัน พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก (ดูได้จากสัดส่วนการส่งออกสินค้า และบริการของไทยต่อผลผลิตรวมในประเทศที่สูงถึง 67%) ดังนั้น หากเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจคู่ค้าของไทยเรา ขยายตัวได้ดี เศรษฐกิจไทยก็ย่อมได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามหากเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัวลง เศรษฐกิจไทยก็พลอยได้รับผลกระทบทางลบไปด้วย ในประเด็นนี้ ผมมองว่าเศรษฐกิจคู่ค้าหลักๆ ของไทยในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นลูกค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทย (ประมาณ 15%) น่าจะเติบโตได้ลดลง ตามการชะลอการบริโภคของคนอเมริกัน ที่เริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หลังจากที่ราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มปรับตัวลดลง และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อมาประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นลูกค้าส่งออกอันดับ 2 ของไทย (ประมาณ 14%) ก็น่าจะเติบโตได้น้อยลงเช่นกัน เพราะธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มกลัวว่าเศรษฐกิจแดนปลาดิบจะโตเร็วเกินไป เลยเริ่มขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อก่อนล่วงหน้า ส่วนประเทศในกลุ่มยูโร ซึ่งเป็นลูกค้าอันดับ 3 ของไทย (ประมาณ 13%) ก็ประสบกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ที่เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานยูโรที่กำหนดไว้ ทำให้หลายๆ ประเทศในกลุ่มนี้ จะต้องขึ้นภาษีหรือลดรายจ่ายรัฐบาล เพื่อให้ขาดดุลงบประมาณลดลง ในขณะที่ธนาคารกลางของกลุ่มยูโร ก็ยังมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก ดังนั้น การที่เศรษฐกิจยูโรจะขยายตัวต่อเนื่องก็คงเป็นไปได้ยาก ทำให้ ประเทศไทยก็คงจะต้องหันมาพึ่งเศรษฐกิจในเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะจีน ซึ่งตอนนี้ขยับขึ้นมาเป็นลูกค้าสินค้าส่งออกอันดับ 4 ของไทย แต่ช่องทางนี้ก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะเราก็ทราบดีกันอยู่ว่าตอนนี้รัฐบาลจีนพยายามทำทุกวิถีทาง เช่น การขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้หลายๆ ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา เพื่อชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ผมเห็นว่าในช่วงอนาคต การจะไปคาดหวังให้การส่งออก ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยเหมือนที่ผ่านมาคงทำได้ลำบาก ประเด็นที่สอง ในเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเช่นกัน เนื่องจากประเทศไทยเรานำเข้าน้ำมันในแต่ละปีค่อนข้างมาก และที่สำคัญ น้ำมันก็เป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญของประเทศ ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ และในการขนส่งทั่วๆ ไป ดังนั้น หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของไทยก็ย่อมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในที่สุด ผู้ผลิตก็ต้องผลักภาระบางส่วนไปให้ผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้า ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งหากรายได้ของประชาชนปรับขึ้นตามไม่ทัน ก็จะทำให้อำนาจซื้อของประชาชนลดลง และส่งผลให้ประชาชนลดการบริโภคลง ในทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ต้นทุนการผลิตของไทยก็จะสามารถปรับลงได้ ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง และในที่สุด ก็อาจจะส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้า ในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ปรับตัวดีขึ้น ตามท่าทีของอิหร่านที่เริ่มมีแนวโน้มจะยอมเจรจา ยุติการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะส่งผลดีทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้การบริโภคของไทยไม่ชะลอลงไปมากกว่านี้ แต่การจะไปหวังให้ผู้บริโภคกลับมาเร่งกินเร่งใช้กันคงทำได้ลำบาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ต่อเศรษฐกิจไทยลดลงติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว ในอนาคต ผมก็ยังมองว่าการบริโภคภาคเอกชน ก็ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราชะลอลงเช่นกัน ประเด็นที่สาม ในเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทย ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยใน 2 ทาง คือ ในทางแรก หากอัตราดอกเบี้ยของไทยปรับตัวสูงขึ้น ก็จะส่งผลให้กิจกรรมการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนของภาคเอกชนลดลง เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น ในทางที่สอง หากอัตราดอกเบี้ยของไทยปรับตัวสูงขึ้นกว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศคู่ค้า อาจจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลทางลบต่อผู้ส่งออก แต่ส่งผลทางบวกต่อผู้นำเข้า อย่างไรก็ตาม การที่จะคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของไทยในอนาคต จะต้องคำนึงถึงนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ควบคู่ไปกับสภาพคล่องในตลาดเงินประกอบกันด้วย โดย ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ผมคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปอีกพักหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อก็ปรับลดลงแล้ว ในขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศเริ่มมีการชะลอตัวอย่างชัดเจน นอกจากนั้น ในปัจจุบันตลาดเงินยังคงมีสภาพคล่องส่วนเกิน เหลืออีกประมาณ 3-4 แสนล้านบาท ทำให้ธนาคารพาณิชย์คงยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก ดังนั้น คาดว่าเราคงจะยังไม่เห็นอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังไม่ปรับสูงขึ้น คงยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้ภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนมากขึ้น เพราะภาคเอกชนส่วนใหญ่ตอนนี้ไม่ใช่ว่าไม่อยากลงทุน แต่คงอยากจะรอความมั่นใจทางการเมืองมากกว่า ซึ่งในเรื่องนี้ผมยังมองไม่เห็นทางออกว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันจะสนับสนุนให้ภาคเอกชน กลับมาเร่งลงทุนใหม่ได้อย่างไร สุดท้ายนี้ เมื่อภาคส่งออกมีแนวโน้มชะลอลง ในขณะที่ภาคเอกชนยังไม่พร้อมที่จะใช้จ่าย ภาระหนัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต คงจะต้องตกอยู่กับภาครัฐที่จะเร่งใช้จ่ายเงิน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปมากกว่านี้ (การเร่งจ่ายเงินนี้ต้องทำโดยไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลังของประเทศด้วยนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้น แต่สร้างปัญหาในระยะยาว) แต่จากสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่มีรัฐสภามาอนุมัติงบประมาณใหม่ ผมเห็นว่าภาครัฐก็มีข้อจำกัดมากเหลือเกิน ในการทำหน้าที่พยุงเศรษฐกิจดังกล่าว กล่าวโดยสรุป ผมจึงขอฟันธงว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ คงจะขยายตัวในอัตราชะลอลงแน่ๆ แต่จะชะลอมากหรือน้อยคงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมา แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ
|