|
||||||||||||||
|
หลักฐานมัด บิ๊ก
สรรพากร
บิดเบือนคำวินิจฉัยภาษี
อุ้มซื้อขายหุ้นชินคอร์ป?
โดย เศรษฐ์ สันติ มติชนรายวัน วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10415 สัปดาห์หน้าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเชิญผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากร มาสอบปากคำเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสรุปสำนวนการสอบสวนข้อกล่าวหาว่า ผู้บริหารระดับสูงกรมสรรพากรละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ที่ซื้อหุ้นชินคอร์ป เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 จำนวน 329.2 ล้านหุ้น จากบริษัท Ample Rich Investment Limited ในราคาหุ้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49 บาท ทำให้บุคคลทั้งสองได้รับผลประโยชน์จาก "ส่วนต่าง" ราคาหุ้น 15,802 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 37 จะเป็นเงินกว่า 5,846 ล้านบาท นายศิโรฒม์ สวัสดิพาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากรเคยแถลงยืนยัน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ว่าการซื้อหุ้นในลักษณะดังกล่าว นายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทาไม่ต้องเสียภาษีด้วยเหตุผล 2 ข้อคือ 1.การที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทาซื้อหุ้นชินคอร์ป ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นการซื้อทรัพย์สินในราคาถูก ซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อันเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไป จากการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาด จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร (ประเด็นนี้นักวิชาการโต้แย้งว่า ถ้าทุกบริษัททำในลักษณะเดียวกันจะทำให้ระบบภาษีหายนะแน่) 2.กรณีที่บริษัท Ample Rich ได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่บริษัทได้ถือไว้ให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท Ample Rich ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว หุ้นชินคอร์ปที่บริษัทได้ซื้อไว้เป็นทรัพย์สินหรือสินค้าของบริษัท Ample Rich มิใช่เป็นหุ้นของบริษัท Ample Rich เป็นผู้ออกเอง กรณีนี้จึงไม่เข้าลักษณะตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการเสียภาษีในกรณีได้รับแจกหุ้น หรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อตกลงพิเศษ ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 (หนังสือของกรมสรรพากร (ที่ กค.0706/7896) ลงวันที่ 21 กันยายน 2548 ลงนามโดยนางเบญจา หลุยเจริญ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ตอบข้อหารือของ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนสนิทของคุณหญิงพจมาน) ประเด็นที่พิจารณาคือ ข้ออ้างของกรมสรรพากรฟังขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในข้อที่ 2 ที่กรมสรรพากรอ้างว่า ผู้ซื้อจะเสียภาษี "ส่วนต่าง" ราคาหุ้นเฉพาะหุ้นที่บริษัทออกเอง เป็นการบิดเบือนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 หรือไม่ จากการตรวจสอบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรฯพบว่า คำวินิจฉัยดังกล่าว ครอบคลุมทั้งกรณีที่บริษัทซึ่งออกหุ้นเอง และกรณีที่บริษัทถือหุ้นบริษัทอื่นไว้และนำหุ้นที่บริษัทออกเอง และหุ้นอื่นที่บริษัทถือไว้ไปแจกหรือขายในราคาต่ำกว่าตลาดให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง กรรมการและที่ปรึกษา ซึ่งส่วนต่างที่เกิดขึ้นย่อมถือได้ว่า บุคคลดังกล่าวได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ไม่ว่าหุ้นที่ได้รับดังกล่าวมีจะเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายโอนหรือ ทั้งนี้ หลักฐานดังกล่าวคือ ข้อเท็จจริงที่สรรพากรขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยทั้งกรณีที่เป็น "บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ที่นำหุ้นไปแจกหรือขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งในกรณี "ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" นั้นไม่สามารถออกหุ้นได้เองอยู่ เพราะลักษณะการก่อตั้ง และการนับหุ้นส่วนมิได้เป็นหน่วยแบบหุ้นของบริษัท จำกัด แต่เป็นการเข้าหุ้นของกลุ่มบุคคลในลักษณะของทุนแต่ละส่วน ถ้า "ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" จะนำหุ้นไปเสนอขายให้แก่พนักงาน ลูกจ้าง และกรรมการบริษัท ก็ต้องเป็นหุ้นบริษัทอื่นที่ "ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ถือไว้เท่านั้น เช่น "ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ถือหุ้นชินคอร์ปไว้จำนวนหนึ่ง และต่อมานำหุ้นไปขายให้แก่พนักงาน ลูกจ้างหรือผู้บริหารของห้าง ซึ่งก็เข้าเงื่อนไขต้องนำ "ส่วนต่าง" ราคาหุ้นไปคำนวณรวมเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ดังนั้น การที่บริษัท Ample Rich ถือหุ้นชินคอร์ปไว้และนำไปขายต่อให้แก่กรรมการคือนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา จึงไม่แตกต่างจาก "ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ถือหุ้นชินคอร์ปซึ่งมิให้หุ้นที่ออกเอง ก็ต้อง "ส่วนต่าง" ราคาหุ้นต้องนำไปคำนวณรวมเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกัน ที่สำคัญมาตรา 13 สัตต วรรคสาม ของประมวลรัษฎากรบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่กรมสรรพากรหารือเป็นที่สุด จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเปลี่ยนหรือมีคำพิพากษาของศาลอันที่สุด ถ้าผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรไม่ยอมปฏิบัติตาม หรือบิดเบือนคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง นอกจากนั้น กรมสรรพากรยังเคยตอบข้อหารืออย่างชัดเจนว่า บริษัทหนึ่งได้นำหุ้นของอีกบริษัทหนึ่ง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ มาขายให้แก่พนักงานในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ก็ต้องเสียภาษีเงินได้จาก "ส่วนต่าง" ราคาดังกล่าวโดยหักภาษี ณ ที่จ่ายทันทีโดยระบุว่า เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 (หนังสือกรมสรรพากร ที่กค 0706/4934 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีขายหุ้นให้แก่พนักงานในราคาพิเศษ) สาระสำคัญของเรื่องดังกล่าวมีอยู่ว่า บริษัทแห่งหนึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายประเทศ ฝรั่งเศส ประกอบกิจการผลิต และจำหน่ายซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต ยิปซัม และวัสดุทำหลังคา บริษัทมีโครงการจัดสรรหุ้นให้แก่พนักงาน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานของบริษัท บริษัทในเครือ และบริษัทสาขาทั่วโลกรวมทั้งพนักงานของบริษัทในประเทศไทย เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นโดยให้พนักงานมีสิทธิจองหุ้นได้ไม่เกิน จำนวน 110 หุ้น โดยราคาจองจะต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของราคาหุ้นในช่วง 20 วันของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศฝรั่งเศส แล จึงหารือว่าผลประโยชน์ที่พนักงานได้รับจาก "ส่วนต่าง" ระหว่างมูลค่าตาม ราคาตลาดหลักทรัพย์ในประเทศฝรั่งเศส และราคาจองหุ้น จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงาน หรือไม่ กรมสรรพากรตอบข้อหารือว่า กรณีบริษัทนำหุ้นขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดให้กับพนักงานของบริษัท ภาระภาษีการซื้อหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 28/2538 ฯ ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 จึงขอให้ถือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าวนั้น เห็นได้ชัดว่า จากข้อหารือดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า บริษัทแม่ในประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ออกหุ้น และนำมาขายให้แก่พนักงาน ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศไทย (เป็นคนละนิติบุคคลกับบริษัทแม่ในต่างประเทศ) แต่มิได้ออกหุ้นเอง แต่กรมสรรพากรได้ตอบอย่างชัดเจนว่า ต้องนำ "ส่วนต่าง" ราคาหุ้นเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ไปคำนวณรวมภาษีเงินได้ประจำปี แต่ในกรณีบริษัท Ample Rich นำหุ้นชินคอร์ปขายให้กับนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ซึ่งเป็นการนำหุ้นบริษัทอื่นมาขายให้แก่ลูกจ้าง พนักงานและกรรมการกลับอ้างว่า ไม่เข้าลักษณะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 ไม่ต้องนำ "ส่วนต่าง" ราคาหุ้นเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ไปคำนวณรวมภาษีเงินได้ประจำปี ทั้งๆ ที่เป็นการนำหุ้นของบริษัทอื่นมาขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาดเช่นเดียวกัน จากหลักฐานเอกสารทั้งสองประการทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากร จงใจบิดเบือนคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เพื่ออุ้มครอบครัวชินวัตรให้ไม่ต้องเสียภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป จำนวนไม่ต่ำกว่า 5,800 ล้านบาท หน้า 20
|