หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
GDP GDH และ GPI

คอลัมน์ หอคอยงาช้าง  โดย รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3827 (3027)

ระยะนี้รู้สึกว่าจะมีคนพูดถึง GDH หรือ Gross Do-mestic Happiness กันหนาหูมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าหันไปทางไหน ก็ดูเสมือนว่าจะหลีกหนีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ GDH นี้ หรือดัชนีอยู่ดีมีสุข ไม่พ้น

เริ่มต้นจากข่าวคราวในวันที่ 28 สิงหาคม 2549 เมื่อทุกสื่อต่างพากันพูดถึง ดัชนีชี้วัดความสุข (GDH) ในฐานะ 1 ในสิบข้อเสนออันพึงกระทำ ที่ นายแพทย์ประเวศ วะสี ต้องการมอบให้กับนายกรัฐมนตรีคนใหม่

4 กันยายน 2549 รายการ Hard Topic ทางช่อง Money Channel เปิดประเด็นสนทนาในเรื่องของดัชนีชี้วัดความสุข ภายหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพิ่งประกาศตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในครึ่งปีแรก ที่วัดจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของ GDP ได้ไม่นาน

อีกสี่วันต่อมา ดัชนีอยู่ดีมีสุข (ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่ทาง สศช.กำลังดำเนินการจัดทำ ภายใต้กรอบความคิดที่คล้ายคลึงกับ GDH) ได้ปรากฏอยู่ในส่วนหนึ่งของการแสดงปาฐกถาของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้ฝากให้รัฐบาลใหม่นำเอาดัชนีอยู่ดีมีสุขนี้ มาใช้เป็นเป้าหมายในการบริหารเศรษฐกิจ เพิ่มเติมจากตัวเลข GDP ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ประเด็นที่ทั้ง คุณหมอ ประเวศ วะสี คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม (แขกรับเชิญในรายการ Hard Topic) และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เห็นไปในทางเดียวกันคือ การพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนนั้น ไม่อาจใช้ตัวเลข GDP เป็นตัวชี้นำ เพราะตัวเลขนี้มุ่งเน้นแต่การเพิ่มรายได้และผลผลิต โดยละเลยมิติอื่นๆ ของชีวิต อันได้แก่ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ความเหลื่อมล้ำของสถานะในสังคม และคุณภาพชีวิต

เมื่อบรรดาผู้ใหญ่ในสังคม ต่างร่วมประสานเสียงกัน ให้ลดน้ำหนัก ความสำคัญของ GDP เช่นนี้ สังคมอาจเริ่มตั้งคำถามกลับมาที่นักวิชาการเศรษฐศาสตร์กันว่า เหตุไฉนผู้ประกอบอาชีพเป็นนักเศรษฐศาสตร์จึงยังคงใช้ตัวเลข GDP ในการ วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจกันอยู่อีก และคำถาม อาจถูกส่งต่อไปถึงบรรดาครูบาอาจารย์ ที่สอนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคกันอยู่ ด้วยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะหันมาสอนเรื่องดัชนีชี้วัดความสุข แทนการสอนเรื่องผลผลิตประชาชาติ

ก่อนที่เราจะโยน GDP ทิ้งไป และเอา GDH มาใช้แทน สมควรที่จะมาทบทวนกันก่อนถึงความหมาย และนัยทางนโยบายของตัวชี้วัดที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้

GDP หรือ gross domestic product เป็นตัวมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่มีการผลิตและซื้อขายกันผ่านระบบตลาด ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ดังนั้นเป้าหมายของการสร้าง GDP ขึ้นมาเป็นดัชนีชี้วัด ก็เพื่อให้เราได้ทราบถึงมูลค่าของธุรกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ได้เกิดขึ้นในอาณาบริเวณของประเทศเราในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น เพียงตัวเลขของ GDP ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มิอาจให้สารสนเทศกับนักเศรษฐศาสตร์ได้มากนัก แต่หากเรานำตัวเลข GDP ต่างคาบเวลามาคำนวณหาอัตราการเปลี่ยนแปลง เราจะได้ภาพของการเจริญเติบโต (หรือถดถอย) ของมูลค่าธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจ

เมื่อเรานำ GDP มาหารด้วยจำนวนประชากร เราจะได้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า GDP per capita ซึ่งหมายถึงผลผลิต (ประชาชาติ) ต่อหัวประชากร ตัวชี้วัดตัวนี้เองที่นักเศรษฐศาสตร์มักใช้เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงมาตรฐานความเป็นอยู่ หรือความกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยเฉลี่ย

หากเราเปรียบ GDP เป็นพิซซ่าที่ครอบครัวหนึ่งร่วมกันทำ และแบ่งกันกิน GDP per capita จะไม่ต่างอะไรกับขนาดของพิซซ่า ที่สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวได้รับ เมื่อพิซซ่านั้นถูกแบ่งให้กับสมาชิกแต่ละคนอย่างเท่าเทียมกัน

แน่นอนที่สมาชิกจะชอบส่วนแบ่งชิ้นใหญ่มากกว่าส่วนแบ่งที่มีขนาดเล็ก เฉกเช่นกับตัวเลข GDP per capita ที่สูงย่อมสะท้อนถึงผลผลิต หรือรายได้จำนวนมากกว่า ที่แต่ละบุคคลในสังคมได้รับ (หากการแบ่งสรรทรัพยากรเป็นไปโดยเสมอภาคเท่าเทียม)

เมื่อโยงกลับเข้าไปหาเรื่องราวในตอนต้นของบทความ เหล่าผู้อาวุโสในสังคมไทยกำลังจะบอกกับเราว่า ขนาดหรือปริมาณของ GDP per capita นั้น มิใช่ตัวที่บ่งชี้ความอยู่ดีมีสุขของสมาชิกในสังคมเสมอไป หากจะอุปมากลับไปยังตัวอย่างของพิซซ่า เราจะได้ข้อโต้แย้งที่บ่งบอกว่า สิ่งที่ร่างกายต้องการมิใช่ชิ้นพิซซ่าที่มีขนาดใหญ่ หากแต่เป็นคุณค่าทางโภชนาการที่อยู่ในชิ้นพิซซ่านั้นต่างหาก

ประเด็นโต้แย้งในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะโดยสาระแล้วไม่ต่างไปจากเนื้อหาบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในปาฐกถาของวุฒิสมาชิก Robert Kennedy ที่เคยแสดงไว้เมื่อครั้งเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1968 โน่น

ผมได้คัดลอกบางส่วนของปาฐกถานี้ จากหนังสือตำรา Economics ของศาสตราจารย์ N.Gregory Mankiw มาให้อ่านกัน ซึ่งใจความสำคัญมีดังนี้

"[Gross domestic product] does not allow for the health of our children, the quality of their education, or the joy of their play. It does not include the beauty of our poetry or the strength of our marriages, the intelligence of our public debate or the integrity of our public officials. It measures neither our courage, nor our wisdom, nor our devotion to our country. It measures everything, in short, except that which makes life worthwhile,..."

นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายเห็นด้วยกับแทบทุกสิ่งในข้อความข้างต้นนี้ เพียงแต่ข้อโต้แย้งที่ยกมา มิอาจหักล้างคุณประโยชน์ของการใช้ GDP per capita เป็นตัววัดความกินดีอยู่ดีของสมาชิกในสังคมได้

จริงอยู่ที่ตัวเลข GDP per capita นี้ไม่ได้นับรวมคุณภาพชีวิตของคนในสังคมเข้าไว้ในการคำนวณ แต่หลักฐานที่ปรากฏในโลกความเป็นจริงสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่า ย่อมมีความสามารถที่จะจัดหาบริการทางด้านสาธารณสุขที่ดีกว่า หรือระบบการศึกษาที่ดีกว่า ให้กับสมาชิกในสังคมได้

ในทำนองเดียวกันกับองค์ประกอบอื่นๆ ของชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นความสุนทรีย์ของบทกวี ความมั่นคงในชีวิตคู่ หรือแม้กระทั่งคุณภาพของนักการเมือง สิ่งเหล่านี้มักจะตามมาภายหลังจากที่ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในสังคมโดยเฉลี่ย หลุดพ้นจากภาวะที่ต้องดิ้นรน กระเสือกกระสนเพื่อการยังชีพในขั้นพื้นฐานแล้วทั้งสิ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง บรรดาสรรพสิ่งที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ดี มักปรากฏในสังคมที่ประชาชนโดยเฉลี่ยมีรายได้สูง มากกว่าในสังคมที่ประชาชนโดยเฉลี่ยมีฐานะยากจน

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์ก็ยอมรับว่า มีอีกหลายด้านของคุณภาพชีวิตที่มักเดินสวนทางกับตัวเลข GDP หรือ GDP per capita

ตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจที่ไร้ซึ่งกฎระเบียบในการควบคุมมลพิษอาจมีผลผลิตมวลรวมขนาดใหญ่ มีอัตราการขยายตัวของรายได้สูง แต่สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่มีมูลค่ามหาศาลไม่แพ้กันกลับถูกทำลายเสียหาย หรือครอบครัวที่พ่อแม่เอาแต่หารายได้เพื่อยกระดับฐานะในสังคม อาจประสบปัญหาด้านความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเรามักพบว่า เยาวชนที่สร้างปัญหาสังคมในปัจจุบันมักมาจากครอบครัวที่ขาดความรัก และความอบอุ่น

ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ตระหนักมานานแล้ว และยอมรับเสมอมาว่า GDP per capita มิใช่ตัวชี้วัดที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่อาจสะท้อนให้เราเห็นถึงความอยู่ดีมีสุขในทุกๆ มิติของชีวิตได้ ปัญหาคือในขณะนี้ เรายังไม่มีตัวชี้วัดที่ครอบคลุมกว่า และน่าเชื่อถือมากกว่ามาทดแทน GDP เท่านั้นเอง เรียกได้ว่านี่คือลักษณะปัญหาที่เกิดเพราะเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ก้าวล้ำเกินความสามารถในการวัดค่า (theory ahead of mea surement)

ผมได้เรียนรู้จากการอ่าน blog ของ "คนชายขอบ" (www.fringer.org) ว่ามีศูนย์วิจัยที่ชื่อว่า redefining progress ในรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พยายามวัดความก้าวหน้าของเศรษฐกิจอเมริกา โดยตัวชี้วัดที่คิดค้นขึ้นมานี้มีชื่อว่า genu-ine progress indicator (GPI) หรือที่ คนชายขอบแปลไว้ว่า "ดัชนีความก้าวหน้าแท้จริง"

ดัชนีความก้าวหน้าแท้จริงนี้ ไม่เพียงรวมเอามูลค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคครัวเรือน และภาคอาสาสมัคร ซึ่งไม่ถูกนับรวมเข้าไว้ใน GDP (เพราะมิได้ผ่านกระบวนการซื้อขายในตลาดเสรี) แต่ยังนำเอามูลค่าของกิจกรรมที่ "ไม่สร้างความก้าวหน้า" ในทางเศรษฐกิจมาหักออกจากมูลค่าธุรกรรมทางเศรษฐกิจมวลรวมด้วย เช่น ความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรม ค่าใช้จ่ายที่สังคมต้องเสียไปกับการป้องกันอาชญากรรม รายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการ "ชะล้าง" มลพิษที่ก่อเกิดจากการผลิต รวมไปถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เพราะมีอุบัติเหตุรถชน หรือเพราะมีการหย่าร้างเกิดขึ้นในสังคม

เมื่อนำ GDP ของประเทศสหรัฐมาเทียบมูลค่ากับ GPI แล้ว เราจะพบว่า ประเทศสหรัฐมิได้ก้าวไปข้างหน้า เหมือนดั่งกับภาพที่ชี้ให้เห็นด้วยตัวเลข GDP แต่อย่างใด นั่นแสดงว่า มูลค่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นจำนวนมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ เกิดขึ้นมาจากธุรกรรมที่ไม่สร้างความก้าวหน้าให้กับสังคม

คนชายขอบเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้รู้รอบด้านอย่างแท้จริง นอกจากนี้เธอยังเป็นคนแรกๆ ในประเทศไทยที่เขียนถึง GDH อีกด้วย งานเขียนของคนชายขอบชิ้นนี้ เขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนปีที่แล้ว ภายใต้หัวเรื่อง "ถึงเวลาที่ไทยควรวัด Gross National Happiness แล้ว หรือยัง ?" งานเขียนนี้โปรยหัวด้วยพระราชดำรัสของกษัตริย์ภูฏาน พระเจ้า Jigme Wangchuck เมื่อครั้งที่ท่านทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2515 ที่ได้ทรงตรัสไว้ว่า

"Gross National Happiness is more important than Gross National Product"

น่าทึ่งว่า คนไทยเราต้องใช้เวลานานถึง 34 ปี กว่าที่จะตระหนักถึงความสำคัญของตัวชี้วัดที่เรียกว่า GDH

หน้า 50