หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
รายได้รัฐบาล ติดลบ ผลัก ชะตา ประเทศสู่ความไม่แน่นอน!

วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2549

วัชรา จรูญสันติกุล ฉายภาพ 'ขาดดุล' ทางการคลังของรัฐบาลที่กำลัง 'สุ่มเสี่ยง' กับแนวโน้มขายนโยบาย 'แจกจ่ายเงิน' เพื่อหวังฐานเสียงสนับสนุนให้กับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งใหม่ปลายปี 2549 นี้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : บรรยากาศหาเสียงทางการเมือง เพื่อคว้าชัยในสนามเลือกตั้งครั้งใหม่ในปลายปีนี้ ระหว่าง 2 พรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์และไทยรักไทย สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ ไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้ว นอกจากความพยายามที่จะช่วงชิงโอกาสกลับเข้ามาเป็น 'ผู้ชนะ' อีกครั้ง ส่วนไทยรักไทยก็ไม่มีวันที่จะปล่อยโอกาสผ่านไป และยอมรับไม่ได้กับการเป็น 'ผู้แพ้' อย่างแน่นอน

ดังนั้น กลยุทธ์ทางการเมืองของทั้งสองพรรค จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นจากการช่วงชิงมวลชนมาให้ได้มากที่สุด นั่นหมายถึง ใช้วิธีการหาเสียงทุกอย่างแบบ 'ตาต่อตา ฟันต่อฟัน' โดยเฉพาะกลุ่มมวลชนเป้าหมายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดมา "รถไฟฟ้า" จึงกลายมาเป็น "ตัวแปร" สำคัญ และเป็นที่มาของการทำ "การตลาด" ในการสร้างคะแนนเสียงที่พรรคใหญ่ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงเป็นกระแสของตัวเองตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่ประชาธิปัตย์เน้นโครงการที่ทำได้จริงเพียง 7 สาย โดยพิจารณาจากความสำคัญและความจำเป็นตามลำดับก่อนหลังว่า ภายใน 5 ปีต้องทำให้แล้วเสร็จ โดยจะใช้เงินลงทุน 2.65 แสนล้านบาท แต่ไทยรักไทยยังคงใจใหญ่ขอทุ่มสุดตัวทำทั้งระบบ ที่จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากถึง 5.82 แสนล้านบาท ไปกับระยะทางก่อสร้างทั้งหมดรวม 333 กิโลเมตร และเก็บค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับประชาชน ไม่อย่างนั้นจะมีผลเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 1.3 แสนล้านบาทต่อปี จากการเสียเวลาเดินทาง

ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าทั้งหมด โดยจ้างให้เอกชนเป็นผู้เข้ามาบริหาร ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมอัตราค่าโดยสารได้ ที่คาดว่าจะมีรายได้ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวหาเสียงด้วย 'วาระประชาชน' พร้อมแผนพิจารณา "วาระงบประมาณ" ของประชาชน สามารถผลักดันให้ปฏิบัติได้หรือไม่? หรือมีวิธีการอย่างไร? "ก็เพราะสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราต้องการผลักดัน ปัญหาภาระงบประมาณ จะทำให้การผลักดันวาระประชาชนทำได้จริงหรือไม่?"

และต้องการที่จะให้ทุกฝ่ายได้เกิดความมั่นใจว่า 'วาระประชาชน' ที่ได้มีการนำเสนอไปผ่านกระบวนการ ของการศึกษามาเป็นอย่างดี เพื่อจะทำให้ทุกคนได้สบายใจเมื่อเห็นตัวเลขว่า "สิ่งที่เราพูดทั้งหมดเป็นสิ่งที่สามารถผลักดันได้ ไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณแต่อย่างใด เราขอยืนยันว่าวาระประชาชนทำจริง ทำได้ จะคลี่คลายวิกฤติประชาชน วิกฤติความสามัคคี วิกฤติค่าครองชีพ ความยากจน วิกฤติขีดความสามารถแข่งขัน วิกฤติจริยธรรม เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจคุณภาพและสังคมคุณธรรม"

งบประมาณแก้ไขปัญหาความยากจน เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ลดราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้าหรือก๊าซหุงต้ม ไม่ได้มีผลกระทบต่องบประมาณหรือจากเงินภาษีอากรที่มีการเก็บอยู่ในปัจจุบันแต่ประการใด ส่วนนี้ลงทุน สำหรับกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง งบประมาณเริ่มต้นจะอยู่ที่วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท วาระศึกษาฟรี งบประมาณที่ออกมาจะจ่ายครั้งเดียว 9.6 พันล้านบาท และจ่ายทุกปี 2.84 หมื่นล้านบาท

วาระด้านสุขภาพ มีการเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัวให้กองทุนหลักประกันสุขภาพ จาก 1,659 บาท เป็น 2,000 บาท และเพิ่มค่าตอบแทนหมอ พยาบาล อนามัย รวมจ่ายครั้งเดียว 7.4 พันล้านบาท จากนั้นจ่ายทุกปีๆ ละ 1.59 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดนี้มีค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว 4.1 หมื่นล้านบาท และรายจ่ายประจำทุกปีๆ ละ 4.44 หมื่นบ้านบาท ซึ่งกว่าครึ่งก็คือ 'กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง' ถือเป็นจำนวนเงินที่เล็กน้อยมากเทียบกับบรรดาเงินที่ลงไปสู่ระดับชุมชนในปัจจุบัน และไม่ได้ก่อให้เกิดความยั่งยืนในเรื่องของการพัฒนา เงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาทที่เพิ่มขึ้นต่อปี เป็นเรื่องที่บริหารจัดการได้

ประชาธิปัตย์ยังฝันไกลไปถึง 'วาระปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ' และ 'วาระเศรษฐกิจมหภาค' ที่มีการพัฒนาให้ครบวงจรในทุกอุตสาหกรรมครบถ้วน พัฒนาคุณภาพคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ

เปรียบเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งเป็นงบกลางไม่มีโครงการเลยในช่วงปี 2545-2549 จำนวน 2.07 แสนล้านบาท และงบผู้ว่าซีอีโอ 4 หมื่นล้านบาท รวมทั้งใช้งบประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่ใช้เงินไปอีก 8 พันล้านบาท กองทุนหมู่บ้าน 3 หมื่นล้านบาท โครงการ 30 บาทรักษาโรคฟรีที่ก่องบผูกพันปีละ 7-8 หมื่นล้านบาท

ไทยรักไทยในวันนี้ ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ยังคงปักหลักเหนียวแน่น กับการสานต่อนโยบาย 'ประชานิยม' ที่พร้อมจะแจกเงินให้กับระดับ 'รากหญ้า' ต่อไปในโครงการ SML ซึ่งได้ริเริ่มมาในช่วงต้นกับการเป็นรัฐบาลสมัยที่ 2 โครงการรักษาฟรีกับ 30 บาท พร้อมกับการขยายกองทุนประกันสุขภาพ รวมถึงการยกระดับการศึกษาของเด็ก ป.1 ด้วยการอุดหนุนให้เด็ก 1 คน ได้ Ƈ โน้ตบุ๊ค' ฟรี

ไทยรักไทยยังหมายมั่นในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวในอัตราสูง ด้วยการเพิ่มงบประมาณในสัดส่วนสูงขึ้น จากฐานของจีดีพี 7 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้ฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง ให้หนุนอัตราเติบโตเศรษฐกิจขึ้นสู่ระดับสูง 6-7% ต่อปี หรือมากกว่า

เพียงแต่ว่าในคราวนี้ ไทยรักไทยไม่ได้โชคดีเหมือนเมื่อครั้งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ๆ ปี 2544 ซึ่งรัฐบาลมีฐานะการคลังเกินดุล แต่ในจังหวะปีนี้และแนวโน้มต่อไปที่รัฐบาลกำลังประสบภาวะ 'ขาดดุลงบประมาณ' ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยในเดือนล่าสุดที่ปรากฏในรายงานเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำเดือนสิงหาคมนั้น มีฐานะการคลังสุทธิติดลบ 2.5% หลังจากที่ไม่สามารถบีบรัดให้รัฐวิสาหกิจเร่งนำส่งรายได้เข้าคลังก่อนที่จะปิดหีบงบประมาณปี 2549 ในเดือนกันยายนนี้

ภาวะการคลังของรัฐบาลในวันนี้จึง 'ล่อแหลม' เมื่อมีฐานะรายได้ 'ติดลบ' ซึ่งอาจจะผลักดันให้ 'ชะตา' ของประเทศสู่ความไม่แน่นอน! เพราะคงไม่มีประเทศไหนจะยืนอยู่ได้กับการที่มีรัฐบาลหวังผลเพียงคะแนนเสียง และผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งมุ่งแต่จะแจกเงิน โดยไม่คำนึงถึงว่า จะก่อให้เกิดผลผลิต ที่สามารถทำรายได้มากขึ้นในอนาคตหรือไม่?

และเมื่อเวลานั้นมาถึง ความเดือดร้อนคงต้องวนกลับมาตกอยู่กับประชาชนที่เป็นชนชั้นกลาง และชนชั้นผู้ใช้แรงงานในเมือง กับชนบทในที่สุด!...โจทย์สำคัญนี้ กำลังรอพรรคการเมืองที่เตรียมตัวจะเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ต้องตอบคำถามให้หายคาใจ!!