|
||||||||||||||
|
เมื่อภาคเอกชนไร้แรงผลักดัน
ศก.
ECO-NO-MISS : ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย biz-week กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2549 สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเมือง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนักธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเชื่อมั่นมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีสัญญาณว่าจะปรับตัวดีขึ้น ทุกคนยังรอดูสถานการณ์และความชัดเจนทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศยุบสภาในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นมา ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา และนับจากนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีวี่แววว่าจะปรับตัวดีขึ้นได้เมื่อไร เช่นเดียวกับสถานการณ์ทางการเมือง ข้อมูลทางเศรษฐกิจของหน่วยงานต่างๆ เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นว่าเศรษฐกิจไทย ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการชะลอตัวลงของกำลังซื้อในประเทศหรือเศรษฐกิจในประเทศ และที่สำคัญภาคเอกชนและภาคประชาชนเริ่มชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้การผลักดันทางเศรษฐกิจ ที่มาจากภาคเอกชนแผ่วแรงงาน สังเกตได้จากการประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาสล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ครึ่งแรกของปีนี้จีดีพีขยายตัวได้ 5.5% สาเหตุของการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสที่สอง มาจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีโดยมูลค่าส่งออกขยายตัวได้ถึง 16.3% ในขณะที่การนำเข้าชะลอต่อเนื่อง โดยมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 3.2% ชะลอลงจากไตรมาสที่ 1 ที่ขยายตัวถึง 5.4% ประกอบกับปัจจัยทางภาคเกษตรและการท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวได้ดี โดยภาคเกษตรขยายตัวได้ถึง 5.4% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้น 16.2% จากปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตามอัตราการขยายตัวของจีดีพีที่ 4.9% ชะลอลงจากไตรมาสที่ 1 ที่จีดีพีขยายตัวได้ถึง 6.1% เนื่องจากการใช้จ่าย เพื่อการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน เริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจาก 4.1% ในไตรมาสที่หนึ่งเหลือเพียง 3.7% ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อัตราเงินเฟ้อ (หรือการปรับขึ้นของราคาสินค้า) ในไตรมาสที่ 2 ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 6% ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสแรกที่มีอัตราเงินเฟ้อเพียง 5.7% ทำให้ประชาชนชะลอการบริโภค ปัจจัยด้านการลงทุนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ชะลอตัวลง โดยในไตรมาสที่ 2 อัตราการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวเพียง 3.6% ลดลงจากไตรมาสที่ 1 ที่ขยายตัวได้ถึง 7.2% โดยเฉพาะการลงทุนเครื่องจักรที่เหลือเพียง 3.9% จาก 8.5% ในไตรมาสแรก รวมทั้งการลงทุนในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ก็ยังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง คือเพียง 3.5% จาก 4.2% ในไตรมาสแรก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลง และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันในประเทศ ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยสรุป ปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสที่สองชะลอตัวลง เป็นเพราะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูงและกระทบกำลังการซื้อที่แท้จริงของประชาชน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ปรับตัวลดลง สำหรับอัตราการขยายตัวสำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้น สศช. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตรา 4.2-4.7% ลดลงจากการประมาณการเดิม (ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาที่ระดับ 4.2-4.9%) โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของการลงทุนอยู่ที่ 4.3% การบริโภคขยายตัว 3.3% มูลค่าการส่งออกขยายตัว 14% และมูลค่าการนำเข้าขยายตัว 8.8% ทำให้ขาดดุลการค้าประมาณ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นการเกินดุล 0.6% ของจีดีพี การประมาณการทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ข้อสมมติฐานว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นภายในปี 2549 ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า การที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่ขยายตัวประมาณ 5.5% แต่ สศช. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 4.2-4.7% แสดงว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะขยายตัวเพียง 3.0-3.5% เท่านั้น ปัจจัยที่มีผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ คือ ปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง เพราะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน การลงทุนของภาคเอกชน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปัจจัยด้านค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นก็ส่งผลกระทบกับการแข่งขันด้านราคาของภาคส่งออก จากตารางจะสังเกตได้ว่า การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนถูกคาดการณ์ว่า จะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องทั้งจากปีที่ผ่านมา และจากการคาดการณ์เดิมเมื่อต้นปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุนของภาคเอกชนที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างมาก เนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง แสดงให้เห็นว่า ภาคเอกชนไม่สามารถเป็นตัวจักรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาการบริโภคและการลงทุนของภาครัฐ จะเห็นได้ว่าชะลอตัวลงอย่างมากด้วยเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถใช้เงินงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก ความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้จึงเหลือเพียงภาคต่างประเทศคือการส่งออกและการท่องเที่ยวเท่านั้น สำหรับปีหน้า เศรษฐกิจจะขยายตัวเท่าใดในยังมีความไม่ชัดเจนมากนัก เนื่องจากความไม่แน่นอนหลายอย่างยังคงปกคลุมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าน่าจะขยายตัวใกล้เคียงกับปีนี้ โดยจะขยายตัวประมาณ 4.0-5.0% ภายใต้ข้อสมมติฐานที่สำคัญคือ การเลือกตั้งเกิดขึ้นในปีนี้ และการเมืองไทยมีเสถียรภาพภายหลังการเลือกตั้ง งบประมาณของภาครัฐสามารถเริ่มเบิกจ่ายได้ในครึ่งปีหลังของปีหน้า และราคาน้ำมันไม่ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ความไม่แน่นอนของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังมีอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีหน้า โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ มีแนวโน้มชะลอตัวลง นอกจากนี้ค่าเงินบาทและค่าเงินเอเชียมีแนวโน้มปรับตัวแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง อาจทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวขยายตัวไม่สูงเช่นปีนี้ ส่วนภาคเอกชนและภาคประชาชนไทยยังรอดูความชัดเจนต่างๆ ทำให้การผลักดันเศรษฐกิจจากภาคเอกชน ผ่านการบริโภค และการลงทุนคงยังมีไม่มากนัก ดังนั้น ภาครัฐบาลจึงจำเป็นที่ต้องเร่งใช้จ่ายเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจแทนภาคเอกชนที่แผ่วแรงลงไป ด้วยเหตุนี้ การจัดทำงบประมาณขาดดุลในปี 2550 ที่คาดว่าจะขาดดุลไม่เกิน 2% ของจีดีพี หรือขาดดุลงบประมาณ ประมาณ 1-1.5 แสนล้านบาท จึงเป็นแนวนโยบายการคลัง ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปีหน้า นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ส่งสัญญาณออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้าจะใช้นโยบายการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของปีหน้าที่ภาครัฐบาลยังไม่สามารถใช้เงินงบประมาณได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่เราจะได้เห็นนับจากนี้ไปจนถึงครึ่งแรกของปีหน้าคือ ค่าเงินบาทจะไม่แข็งเร็วจนเกินไป และอัตราดอกเบี้ยทรงตัว อยู่ในระดับปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไม่ทรุดตัวลงมากไปกว่านี้ จนกว่าภาครัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณปี 2550 ได้ และจนกว่าพระเอกตัวจริงคือ ภาคเอกชน จะกลับมาบริโภคและลงทุนตามปกติ
|