|
||||||||||||||
|
มองหาเศรษฐกิจแนวใหม่!
ที่ดีกว่า'ประชานิยม'
วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2549 วัชรา จรูญสันติกุล รวบยอดแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์ไทยรุ่นใหม่ ท้าทายนโยบายพรรคการเมือง ที่เตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งครั้งใหม่ สร้างสรรค์นโยบายการ 'กระจายรายได้เป็นธรรม' บวกกับ 'เศรษฐกิจพอเพียง' ให้เป็นทางเลือกที่ดีกว่า 'ประชานิยม' กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : มองหาเศรษฐกิจแนวใหม่! แนวคิดบริหารประเทศไทยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนิยมแบบ 'ประชานิยม' จะไม่ได้เลวร้ายไปทุกอย่าง เนื่องจากเปิดโอกาสให้การจัดสรรทรัพยากรทางการเงินของประเทศไปถึงมือของกลุ่มคน 'รากหญ้า' และมีบางส่วนช่วยเหลือเยียวยาสังคมระดับล่างให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาบ้าง แต่หากรัฐบาลยังคงใช้ 'ประชานิยม' เป็นแนวคิดหลักต่อไปแล้ว ก็มีแต่จะเพิ่มภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน บานปลายออกไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเพิ่มพูนผลผลิตและรายได้ของประเทศ ขณะที่เงินบางส่วนก็ถูกมองว่าเหมือนนำไปละลายในแม่น้ำเพียงเพื่อหาเสียงทางการเมืองโดยสูญเปล่า! เมื่อใกล้ช่วงเลือกตั้งในเดือนตุลาคมหรือเดือนพฤศจิกายนนี้ นโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ที่ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2549 นี้ แทบจะเรียบเรียงตามกันออกมา ต่างพากันชูนโยบายบริหารประเทศที่โน้มเอียงเข้าหาแนว 'ประชานิยม' มากกว่าที่จะเน้นนโยบายสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระยะยาว จึงเป็นส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนที่ทำให้คนไทยทั่วไปแยกแยะความแตกต่างไม่ได้ชัดเจน! สัปดาห์ที่ผ่านมา ในเวทีสนทนาโต๊ะกลมของ 'กรุงเทพธุรกิจ' ที่มีการระดมความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ไทยรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี พวกเขาต่างเชื่อในแนวทางเดียวกันว่า ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แม้ว่าช่วงหลังเลือกตั้งในปลายปีนี้ผ่านพ้นไป หน้าที่กระแสหลักของรัฐบาลใหม่คือ 'ปฏิรูป' ทางการเมือง แต่ก็เลี่ยงไม่พ้นจากความรับผิดชอบที่ต้องบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากที่ความเชื่อมั่นของผู้คนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติได้ตกหล่นไปในช่วงปี 2549 นี้ รัฐบาลใหม่อาจจะมีอายุสั้นเพียงปีเศษๆ ถึงสองปี แต่หน้าที่ของรัฐบาลยังคงต้องวางนโยบายเพื่อเป็นพื้นฐาน ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ปูทางสู่ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อให้เกิดความสมดุลของประเทศ ดร.วิรไท สันติประภพ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจที่ทุกคนมองเรื่องการเมือง ทั้งที่การเมืองถือเป็นปัญหาหนึ่งของประเทศ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ โดยที่มี 2 ประเด็นทางเศรษฐกิจ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์อยากเห็นเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ คือการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และนโยบายเศรษฐกิจเพื่อผู้ประกอบการเอกชน ซึ่งถือเป็นเสาหลักในระบบเศรษฐกิจ ในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ ทั้งแง่ต้นทุนที่เสียเปรียบคู่แข่ง หรือเรื่องของต้นทุนแฝงที่ต้องเสียให้กับรัฐบาลเพื่ออำนวยความสะดวก โดยเฉพาะนโยบายการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมจะเกิดประโยชน์ในการช่วยลดความแตกแยกและช่องว่างของสังคม ที่ดีกว่า 'ประชานิยม' เนื่องจาก 'ประชานิยม' เป็นการเอาใจกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในที่สุดจะเกิดเป็นความได้เปรียบเสียเปรียบของกลุ่มคน หรือเกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม สุดท้ายจะกระทบต่อภาระภาษีของประชาชน เมื่อมองไป 3-5 ปีข้างหน้า ช่องว่างจะมากขึ้นหากไม่แก้ไขปัญหา ก็อาจจะมีคนตกลงไปในเหวมากกว่านี้ ไม่มีทางกลับขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีนโยบายเอาใจคนกรุงเทพฯ ที่เป็นฐานเสียงอย่างเรื่องรถไฟฟ้าหลายสาย แต่กลับไม่มีนโยบายจัดการน้ำในชนบทให้เพิ่มผลิตผลภาคเกษตร ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแห่งประเทศไทย เชื่อว่า นอกเหนือจากการปฏิรูปการเมืองที่ต้องเร่งทำ เพราะถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหากจะเสียเวลาประมาณ 2 ปี เพื่อการแก้ไขให้เกิดระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส และช่วยให้ปัญหาคอร์รัปชันในไทยหมดไป ซึ่งจะทำให้การเมืองไทยมีความน่าเชื่อถือ ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายระยะสั้นกันมาก ทำให้นโยบายเศรษฐกิจเกิดปัญหาเรื่อง 'ความสมดุล' ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจต้องคำนึงทั้งด้านระยะยาว ระยะกลางและระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายระยะยาวที่รัฐบาลชุดใหม่ควรทำ ก็คือ วางแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาจากเมืองไปสู่ชนบท หรือถ้าจะใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ก็ควรจะต้องทำให้ชัดว่าจะใช้นโยบายที่เน้นทุนนิยมหรือใช้ระบบตลาดผสมกับเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางวางกรอบแก้ปัญหาระยะยาวและในปัจจุบันทั้งแก้ปัญหาการกระจายรายได้ ความยากจน และสิ่งแวดล้อม สำหรับนโยบายระยะปานกลางที่ควรดำเนินการ คือ นโยบายลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องชัดเจนในด้านเงินลงทุน และผลตอบแทนที่คุ้มค่า นโยบายการเจรจาการค้าเสรีเอฟทีเอยังต้องมีอยู่ แต่ต้องคิดให้รอบคอบในเรื่อง 'คู่เจรจา' รวมถึงนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่สุดแล้วหากไม่สามารถแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้ ก็อาจจะหันไปใช้วิธีเปิดตลาด ในกิจการที่รัฐผูกขาด เพื่อให้มีการแข่งขันมากขึ้น สิ่งที่ต้องคิดในระยะยาวก็คือ เรื่องระบบประกันสังคม หากไม่รีบแก้ไขก็จะบานปลายในอนาคต เพราะปัจจุบันรัฐบาลนำเงินจากประกันสังคมไปแจกจ่ายโครงการต่างๆ มากเกินไป ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นักเศรษฐศาสตร์ของกระทรวงการคลัง มองว่า โจทย์ของเศรษฐกิจไทยกับบทบาทของรัฐบาลใหม่ จะต้องเร่งดึงการลงทุนกลับมาบนพื้นฐานของการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และรักษาวินัยการเงินการคลัง นอกจากนี้ ยังต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่ไปกับปฏิรูปทางการเมืองที่ต้องสร้างความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้โดยไม่มีการแทรกแซง เพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชันที่เป็นต้นทุนของประเทศ และจะทำอย่างไรให้เรื่องปฏิรูปการเมืองในปีหน้าต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เนื่องจากในปี 2550 เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศสหรัฐ ที่มีปัญหาการขาดดุลแฝด ทำให้เศรษฐกิจไทยจะพึ่งพิงการส่งออกได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีนี้ ดังนั้นเศรษฐกิจไทยต้องดูแลให้เติบโตในระดับ 5-6% ต่อปี เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องลดความยากจน โดยทำให้เศรษฐกิจสามารถกระจายรายได้ หรือกระจายงบประมาณ ให้กับการปกครองท้องถิ่นให้มีการดูแลกันเองมากขึ้น ดร.สมชัย จิตสุชน นักเศรษฐศาสตร์จากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า นโยบายประชานิยมจริงๆ แล้วก็มีหลายส่วนที่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ในช่วงรัฐบาลใหม่นี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดประชานิยมรูปแบบใหม่ เพราะนโยบายประชานิยมแบบเดิม เหมาะกับช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เป็นจังหวะหาเสียง แต่ปัจจุบันที่เศรษฐกิจเป็นปกติ การกระตุ้นให้คนระดับล่างสนับสนุน อาจจะทำได้ไม่ง่ายนัก นโยบายประชานิยมจึงต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นจากเดิม และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องทำการปฏิรูปการเมืองไปพร้อมกับปฏิรูปสื่อให้เข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่สามารถรับรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนในปีหน้าการบริหารเศรษฐกิจมหภาคจะมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองเดียวกับชุดปัจจุบันนี้ ก็จะยังมีความไม่ชัดเจนในการบริหารเศรษฐกิจอยู่ แม้นโยบายบางอย่างมีเสถียรภาพ แต่ก็มีปัญหาซ่อนอยู่ เช่น การใช้งบประมาณที่อาจทำให้ผิดวินัยทางการคลัง
|