|
||||||||||||||
|
เวรกรรม อุ้มฆ่า
ตามล่าไม่หยุด
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10407 นอกจากเหตุการณ์ 9-11 ของสหรัฐอเมริกา 8-8-88 ของนักศึกษาพม่า 9-9 ของคนไทยที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว ยังมีเหตุการณ์ 16-10 ของชิลีซึ่งเป็นบทเรียนน่าหวาดหวั่นสำหรับผู้นำประเทศและผู้ร่วมมือที่ได้กระทำสิ่งชั่วร้ายไว้อีกด้วย ในวันที่ 16 ตุลาคม 1998 ทางการอังกฤษได้จับตัวนายพล Augusto Pinochet อดีตประธานาธิบดีของชิลี ที่ไปรักษาตัวอยู่ในลอนดอน ตามหมายจับของผู้พิพากษาชาวสเปนชื่อ Baltasar Garzon ในข้อหาก่อการร้ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และทรมานเหยื่อรวมนับหมื่นคนในช่วงเวลา 17 ปี ที่เขาเป็นประธานาธิบดีเผด็จการของชิลี หมายจับนี้ได้ระบุว่ามีชาวสเปน และชาวชิลีเป็นผู้รับเคราะห์กรรมจากการถูกฆ่าและทรมานอย่างกว้างขวาง กรณีขอให้จับกุมนี้ Garzon อ้างว่าอยู่บนพื้นฐานสากลทางกฎหมายที่ว่าอาชญากรรมบางอย่างซึ่งชั่วร้ายสุดสุด (egregious) จนถือว่าเป็นอาชญากรรมทำลายมนุษยชาติ (crimes against humanity) นั้นสามารถฟ้องร้องในศาลใดก็ได้ในโลก การออกหมายจับ Pinochet และรัฐบาลอังกฤษได้ตอบรับในครั้งนั้นก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงกฎหมายอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก สำหรับการดำเนินคดีกับผู้นำประเทศที่สั่งการหรือมีส่วนร่วมรู้เห็นในการฆ่าทรมานประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคนของชาติตนหรือชาติอื่นก็ตาม Pinochet ซึ่งมีอายุ 83 ปี ในตอนนั้นถูกกักบริเวณอยู่ในโรงพยาบาลและบ้าน เป็นเวลาถึง 18 เดือน กว่าที่สภาสูงของอังกฤษจะตัดสินว่าให้ส่งตัวไปขึ้นศาลที่สเปน โดยพิจารณาเฉพาะอาชญากรรมที่เกิดขึ้น หลังจากที่อังกฤษได้ลงนามในสนธิสัญญา UN Convention Against Torture (UNCAT) ในปี 1988 แล้วเท่านั้น รัฐบาลชิลีและผู้ต่อต้านการส่งตัวไปสเปนเจรจากับทางการอังกฤษโดยอ้างเรื่องสุขภาพของ Pinochet จนในที่สุด Pinochet ถูกส่งตัวไปขึ้นศาลในชิลีที่ยังมีพรรคพวกอยู่อีกมากอย่างไรก็ดีชีวิตในบั้นปลายของตัวเขาและลูกหลานก็ทุกข์ระทม เพราะคดีนี้ได้ไปสะกิดแผลเก่าของคนชิลีขึ้นจนมีคดีตามมาอีกยืดยาว ลูกน้องหลายคนติดคุกติดตะรางเพราะความชั่วร้ายที่ได้ทำไว้เมื่อ 20 กว่าปีก่อน อีกทั้งมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจาก Pinochet และลูกหลานนับสิบๆ ล้านเหรียญหลังจากไปพบเงินที่เขาได้ยักยอกไว้ 27 ล้านเหรียญในบัญชีลับต่างประเทศ ชิลีไม่มีประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติกันไปมาโดยเผด็จการทหารเหมือนประเทศละตินอเมริกาอื่นๆ ก่อนที่ Pinochet จะขึ้นมามีอำนาจในปี 1973 ชิลีเป็นประเทศที่ผู้คนเกือบทั้งหมด (16 ล้านคนในปัจจุบันบนพื้นที่มากกว่าไทยครึ่งหนึ่ง) สืบเชื้อสายมาจากคนยุโรป (ต่างจากเปรูที่ประชากรเกือบทั้งประเทศเป็นคนพื้นเมืองอินเดียนแดง) โดยมีประเพณีของประชาธิปไตยมายาวนาน ในปี 1970 Salvador Allende ผู้มีนโยบายเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบอบสังคมนิยมได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีของชิลี รัฐบาลของเขามีผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือนายพล Carlos Prats โดยเข้าร่วมในฐานะรองประธานาธิบดี Allende ถูกเขย่าบัลลังก์โดย CIA และทุนจากบริษัทข้ามชาติที่ต้องการใช้ทองแดงในการทำเส้นลวดไฟฟ้า (ชิลีมีทองแดงคุณภาพสูงปริมาณมาก) แต่ต้องมาเผชิญกับการเป็นรัฐสังคมนิยมของชิลี ในปี 1973 Allende ก็ถูกปฏิวัติและสิ้นชีวิต (บ้างก็ว่าฆ่าตัวตาย บ้างก็ว่าถูกฆ่า) หัวหน้าคณะปฏิวัติคือ Pinochet ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้ไม่ถึง 3 อาทิตย์ เมื่อยึดครองประเทศได้ Pinochet ก็ปกครองประเทศแบบเผด็จการเต็มรูป ยุบสภาผู้แทนราษฎร ควบคุมสื่อและเสรีภาพอย่างเข้มข้น รื้อระบบสังคมนิยมก่อนหน้าและสร้างระบบทุนนิยมขึ้น พร้อมกับจับและฆ่าฟันนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและผู้ไม่เห็นด้วยอย่างไม่ปรานีปราศรัย เอกสาร Valech Report ของชิลีหลังจาก Pinochet หมดอำนาจไป ระบุว่าเขา "สั่งเก็บ" ประชากรไปกว่า 3,000 คน (ตาย 2,095 คน สูญหาย 1,102 คน) และถูกทรมานประมาณ 27,000 คน จุดจบของเขาเกิดขึ้นเมื่อถูกบีบให้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยหลังจากปกครองประเทศไป 7 ปี ในปี 1980 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีผลใช้บังคับโดยระบุว่าในปี 1988 ให้มีการลงคะแนนโดยประชาชน ว่าจะเลือกให้เขาเป็นประธานาธิบดีต่อไปอีก 8 ปีหรือไม่ ถ้าไม่ก็จะกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยปกติในปี 1990 ผลปรากฏว่าเขาแพ้การลงคะแนนเสียงแสดงประชามติในปี 1988 ด้วยคะแนนร้อยละ 55 กับ 42 ต้องตกจากอำนาจไป ชิลีเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี 1990 ในปี 1998 Pinochet ได้เป็นวุฒิสมาชิกตลอดชีวิต และมีเงื่อนไขกฎหมายเป็นหลักประกันว่าเขาจะไม่สามารถถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้จาก "ความชั่วร้าย" ที่ได้กระทำไว้ในอดีต ระหว่างปี 1990 ที่เขาเป็นคนธรรมดาจนถึงปี 1998 ก่อนเหตุการณ์ถูกจับที่อังกฤษ บทบาทของเขาหายเงียบไป แต่ในฝ่ายผู้รักความเป็นธรรมทั้งในและนอกประเทศ เรื่องมิได้เงียบหายไปด้วย มีการเก็บหลักฐานและหาหนทางลากเขาสู่ความรับผิดชอบในการ "สั่งเก็บ" อย่างคึกคัก ผู้พิพากษา Garzon เป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศชื่อดังของสเปนที่ต้องการความยุติธรรมให้แก่คนสเปนและคนชิลีที่เสียชีวิตไปเพราะ Pinochet เมื่อมีนักกฎหมายใจกล้ารักความยุติธรรม และมีอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบยุติธรรมเป็นตัวอย่างของโลก กรณี 16-10 จึงเกิดขึ้น เมื่อ Pinochet กลับไปชิลีในต้นปี 2000 ก็ถูกบังคับให้ลาออกจากการเป็นวุฒิสมาชิก ศาลสูงตัดสินว่าเขาป่วย จนไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้ ต่อมาในปี 2004 ศาลสูงก็ตัดสินว่าบัดนี้เขามีร่างกายแข็งแรงพอจะสู้คดีได้ และนับต่อนี้ไปเขาไม่สามารถใช้เกราะกำบังเก่าว่า เขาจะไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้ ศาลสูงได้ใช้คดีฆาตกรรมนายพล Carlos Prats ในปี 1974 ที่มีหลักฐานว่าเขาเป็นผู้สั่งฆ่าเป็นข้ออ้างในการยกเลิกเงื่อนไขไม่ฟ้องร้องที่มีมาแต่เดิม เรื่องของฆาตกรรมครั้งนี้ก็คือว่าหลังจากนายพล Prats ถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีของ Allende แล้วก็ไปลี้ภัยอยู่ในอาเจนตินา แต่ก็ไม่วายถูกตามไปวางระเบิดในรถยนต์จนเสียชีวิต ชีวิตของ Pinochet ระหว่างปี 2000 ถึงปัจจุบันขึ้นลงเหมือนลูกข่างโยโย่ เพราะโดนหลายคดีจนอ่วม ในปลายปี 2004 เขาถูกศาลกักบริเวณและถูกดำเนินคดีในคดีฆ่านักการเมืองฝ่ายตรงข้าม 9 คน ต่อมาในปี 2005 ศาลก็ตัดสินให้เขาหลุดพ้นจากคดีเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง แต่ในต้นปี 2006 ปีที่เขามีอายุ 90 ปี ศาลก็ตัดสินให้กักบริเวณไว้ในบ้านเพราะคดี "สั่งเก็บ" ผู้ต่อต้านระบอบของเขาในอดีตมีมูล ปัจจุบันเขาอยู่ในฐานะผู้ถูกลงโทษ ถึงแม้จะดูไม่เหมือนการลงโทษ เพราะแก่เกินกว่าจะออกนอกบ้านได้สะดวกก็ตาม แต่ความจริงก็คือเขาถูกลงโทษซึ่งคงทำร้ายจิตใจเขามาก เมื่อคำนึงถึงความเคยใหญ่โตของเขาในอดีต คดีนี้ทำให้เกิดการเปิดคดีต่างๆ ขึ้นมากมายในชิลีและในอาเจนตินา กลุ่มผู้รักความเป็นธรรมจำนวนมาก ในโลกทำงานอยู่ตลอดเวลาเพื่อเล่นงานผู้ที่กระทำการล้ำสิทธิมนุษยชน ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้นำ ผู้สั่งการ ผู้วางแผน หรือผู้ลงมือก็ตาม เพียงแค่ปี 2003 นายทหารกว่า 300 คน ของกองทัพชิลีถูกดำเนินคดีในกรณีฆาตกรรมกว่า 3,000 คน และทรมานคนนับหมื่น หลายสิบคนถูกตัดสินลงโทษจำคุกและอีกหลายสิบคนกำลังรอคอยคำตัดสิน คดีที่ขุดขึ้นมาเล่นงานเพื่อหาความยุติธรรมให้แก่ผู้ตายและผู้ถูกทรมานในชิลีนั้นยังมีค้างอีกมากมายในศาล จำเลยหลายคนตายไปก่อนด้วยโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากความกังวลใจ ผู้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อสิทธิมนุษยชน และเพื่อต่อต้านอาชญากรรมของมนุษยชาติ ("สั่งเก็บ" และทรมาน) มีเครือข่ายกว้างขวางทั่วโลก โดยมีสนธิสัญญาของสหประชาชาติในเรื่องการห้ามทรมาน (UNCAT) เป็นเครื่องมือโดยทำงานกันไม่หยุด เพื่อลากคนที่รับผิดชอบมารับผลกรรมไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีแล้วก็ตาม ถ้าวันหนึ่งผู้นำประเทศหรือผู้ให้ความร่วมมือหรือผู้ปฏิบัติการที่มีชนักปักหลังในเรื่อง "สั่งเก็บ" "อุ้มฆ่า" ไปเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะอังกฤษ สวีเดน สเปน อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส และถูกจับในข้อหาอาชญากรรมของมนุษยชาติ ก็อย่าได้แปลกใจกันไปเลย เพราะมันมีกรณีที่เป็นตัวอย่างของ Pinochet อยู่แล้ว ขอแต่ให้มีผู้พิพากษาประเทศใดก็ได้ที่ใจถึงยื่นหมายจับในประเทศเหล่านี้และมีเงื่อนไขทางการเมืองที่เหมาะสมเท่านั้น ขอให้ผู้ "เกี่ยวข้อง" กับอาชญากรรมของมนุษยชาติทั้งหลายนอนหลับฝันดีกันทุกคนนะครับ หน้า 6
|